บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 517 เผด็จศึกบนยอดเขา
บทที่ 517 เผด็จศึกบนยอดเขา
เมื่อเผชิญหน้ากับคมของแหลนม้า กองทหารแนวหน้าที่สวมชุดเกราะเบาก็ได้รับบาดเจ็บหนัก แม้แต่ทหารแถวหน้าที่ถือโล่ขนาดใหญ่ก็ประสบปัญหาในการตั้งหลัก เนื่องจากความลาดชันของภูมิประเทศ เมื่อถูกแทงซ้ำแล้วซ้ำอีก ร่างกายย่อมโซเซอย่างควบคุมไม่ได้ หากไม่ระวัง เขาอาจถูกแหลนม้าแทงที่ร่างกายส่วนล่างได้เช่นกัน
ทหารทำได้เพียงตั้งโล่ใหญ่ลงบนพื้นด้วยความสิ้นหวังแล้วใช้ร่างยันเอาไว้ เพื่อที่จะต้านทานแรงผลักของแหลนม้าได้อย่างสมบูรณ์
แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถรุกคืบต่อไปได้ ทหารคนอื่น ๆ ทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่หลังโล่เท่านั้น มีทหารผู้กล้าหาญที่รุดออกจากการป้องกันของโล่ พยายามบุกขึ้นไปในป้อมปราการ ทว่าพวกเขาจะถูกแทงทันทีที่วิ่งออกจากที่กำบัง
สถานการณ์นี้กินเวลาหนึ่งถ้วยชาเต็ม ๆ ก่อนที่กองทหารแนวหน้าด้านหลังจะปีนขึ้นมาทีละคน
ทหารถือโล่รุกคืบไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทหารที่เหลือกระจัดกระจายและขนาบข้างป้อมปราการจากทั้งสองด้าน
ฉินเฟิงที่อยู่บนหอสังเกตการณ์สามารถเห็นภาพมุมกว้างของสถานการณ์การต่อสู้แนวหน้า เมื่อศัตรูล้อมรอบป้อมปราการหมายเลขหนึ่ง ทหารที่เฝ้าทางเข้าออกของป้อมปราการก็เข้าต่อสู้ประชิดตัวกับศัตรู ฉินเฟิงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว หยิบไม้ตีกลองขึ้นมาและตีกลองหนังวัวที่อยู่ข้างหลังสามครั้ง
เมื่อเสียงกลองดังขึ้น ป้อมหมายเลขสองและสามซึ่งทำมุมกับป้อมหมายเลขหนึ่งก็สุ่มยิงธนูออกไปในสนามรบด้านล่าง
เนื่องจากทหารทั้งหมดในแนวหน้าของสนามรบซ่อนตัวอยู่ในป้อมปราการ พวกเขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าจะอยู่ในระยะยิงของลูกธนูก็ตาม ในเวลาเดียวกัน ทหารศัตรูที่ล้อมรอบป้อมปราการหมายเลขหนึ่งต่างก็ตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน ลูกธนูระลอกแรกยิงคนไปมากกว่าสิบคน เมื่อลูกธนูระลอกที่สองตกลงมาก็คร่าชีวิตคนไปมากกว่าสิบเช่นเดิม
ทหารศัตรูที่บุกขึ้นมาได้มีไม่มากนัก คนเกือบสามสิบคนล้มลงไปในชั่วพริบตา สำหรับศัตรูแล้ว ไม่ต่างจากการสูญเสียหนัก
ส่วนทหารถือโล่ไม่สามารถแยกตัวออกไปได้ ทำได้เพียงตั้งโล่ไว้เท่านั้นถึงจะใช้เป็นที่กำบังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทหารศัตรูที่ไร้เกราะป้องกันถูกแหลนม้าและลูกธนูโจมตีทันที ในเวลาเพียงหนึ่งถ้วยชา หลังจากทหารศัตรูสองร้อยนายบุกขึ้นไปก็ทิ้งศพไว้กว่าร้อยศพแล้วถอยร่นออกมาอย่างรวดเร็ว
แต่เนื่องจากแท่นต่อสู้เต็มไปด้วยกองทหารอยู่แล้วจึงไม่มีพื้นที่สำหรับทหารที่ล่าถอยให้หลบภัย
ทหารเหล่านี้หนีไปด้วยความตื่นตระหนกกลับไปบนไหล่เขาในอึดใจเดียว
ในเวลาเดียวกัน ทหารแนวหน้าสามร้อยนายก็เข้ารับช่วงต่อและยังคงโจมตีป้อมปราการหมายเลขหนึ่งต่อไป
ศัตรูที่ต้องการพิชิตป้อมปราการ ไม่มีวิธีที่ดีพอ พวกเขาทำได้แค่พึ่งพากลยุทธ์การเผาผลาญกำลัง เมื่อด้านหน้าถอย ด้านหลังก็บุกขึ้นไปใหม่
ฉินเฟิงเพียงแค่ทำเหมือนเดิมต่อไปเรื่อย ๆ ขั้นแรก ปล่อยให้กองทหารศัตรูเข้าใกล้ป้อมปราการ ทหารที่เฝ้าป้อมปราการหมายเลขหนึ่งต้องอาศัยอาวุธระยะประชิดเพื่อต่อต้าน จากนั้น ป้อมปราการหมายเลขสองและสามก็จะระดมยิงลูกธนูให้ครอบคลุมพื้นทั้งหมด
กองทหารแนวหน้าห้าร้อยคนพ่ายแพ้ในเวลาเพียงครึ่งชั่วยาม
จางเทา แม่ทัพกองกำลังค้นหาและปราบปรามศัตรูที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งชั่วคราวเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมเมืองประจำท้องถิ่น มีประสบการณ์ในการปราบโจรภูเขามากมาย
เมื่อเห็นว่ากองกำลังแนวหน้าหมดแรง จางเทาจึงออกคำสั่งให้ส่งกำลังเสริมขึ้นโจมตีภูเขาต่อไปอย่างเด็ดขาด ในความเห็นของเขา การต่อสู้ก็เหมือนกับการปราบโจร ขอแค่มีคนมากกว่าก็ชนะได้แล้ว
ในเวลาเดียวกัน ณ ค่ายที่ตั้งอยู่บนไหล่เขา สวี่เชียนและหลิวชิ่งมองไปที่การต่อสู้บนภูเขาด้วยสีหน้าสดใส
สวี่เชียนเอามือไพล่หลัง รู้สึกว่าชัยชนะได้ถูกกำหนดไว้แล้ว การที่กลุ่มศัตรูจะถูกกวาดล้างลงเมื่อใดก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
หลิวชิ่งที่อยู่ข้าง ๆ พยายามประจบประแจง “ทหารค่ายเทียนจีพวกนี้ทำให้ฮ่องเต้ปวดเศียรเวียนเกล้ามาโดยตลอด ตอนนี้ใต้เท้าทำให้ศัตรูตกอยู่ในสถานการณ์จนตรอก ขอแค่ฆ่าพวกมันได้ทั้งหมดก็จะสร้างผลงานใหญ่ เกรงว่าถึงเวลานั้นฮ่องเต้จะเรียกท่านเข้าเฝ้าและพระราชทานรางวัลให้ใต้เท้าเป็นการส่วนตัวแน่”
คำพูดเหล่านี้ตรงใจของสวี่เชียน
แม้ว่าเขาจะขาดประสบการณ์ในสนามรบ แต่เขาก็รู้ว่าในกรณีนี้ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการล้อมภูเขา หาใช่การโจมตี
แต่เหตุผลที่พวกเขามุ่งความสนใจไปที่การโจมตีและสังหารศัตรูทั้งหมดนั้นย่อมเป็นเพราะศัตรูเหล่านี้มีตัวตนที่ไม่ธรรมดา
ศีรษะของทหารค่ายเทียนจีเหล่านี้คือบันไดสู่สวรรค์ของสวี่เชียน!
ส่วนจำนวนทหารของเขาจะต้องเสียชีวิตไปกี่คน เขาไม่คิดสนใจ
ดังคำกล่าวที่ว่า ความสำเร็จของแม่ทัพแลกมาด้วยโครงกระดูกนับหมื่น
ความสำเร็จบนสนามรบจะไม่มีคนตายได้อย่างไร?
“หลิวชิ่ง ในวันนี้ข้าจะจดจำเจ้าในฐานะผู้ช่วยเหลือ ในอนาคตข้าย่อมไม่ลืมเจ้า”
สิ่งที่หลิวชิ่งต้องการคือประโยคนี้จึงโค้งคำนับอย่างซาบซึ้งทันที จากนั้นดวงตาของเขาก็เผยให้เห็นถึงความเจ้าเล่ห์ “ใต้เท้า ท่านควรส่งคนไปที่เมืองหลวงเพื่อแจ้งข่าวดีทันทีนะขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้สวี่เชียนก็ประหลาดใจเล็กน้อย “จะไม่เร็วไปหน่อยหรือ? เจ้าก็เห็นว่าทหารค่ายเทียนจีนั้นจัดการได้ยากเพียงใด เมื่อเผชิญกับการล้อมของกองทหารของข้านับพัน พวกเขายังคงอยู่ได้จนถึงตอนนี้ เกรงว่าภายในเวลาสั้น ๆ เราคงไม่อาจชิงภูเขาชิงอวี้ได้สำเร็จ”
สวี่เชียนแอบถอนหายใจ ตลอดชีวิตของเขา เขาไม่เคยเห็นใครแข็งแกร่งเท่าทหารค่ายเทียนจีมาก่อน
หลิวชิ่งเองก็เข้าใจถึงพลังการต่อสู้ของทหารค่ายเทียนจี เหตุผลที่เขาบอกให้สวี่เชียนส่งคนไปรายงานความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาในสนามรบ
“ใต้เท้า ที่แห่งนี้อยู่ใกล้ชายแดนมากเกินไป ทันทีที่แม่ทัพแนวหน้ารู้ว่าศัตรูถูกต้อนให้เข้าสู่สถานการณ์ที่สิ้นหวัง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีใครบางคนฉวยโอกาสไปรับความดีความชอบ นอกจากนี้ เฉินผิงได้ถูกจำคุกแล้ว หากแม่ทัพเฉินซือใช้โอกาสนี้มาหาเรื่องเราจะทำอย่างไรเล่า แต่ตราบใดที่มีความดีความชอบนี้ติดตัว ไม่ว่าใครก็แตะต้องท่านไม่ได้”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สวี่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะคล้อยตาม
เฉินซือผู้นั้นได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้เป็นอย่างมาก ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเฉินซือจะไม่ช่วยเฉินผิงล้างแค้น
ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองหลวง ใช้ระยะเวลาเดินทางนานเกือบเดือน ต่อให้ทหารส่งสารจะรีบเร่งเดินทางก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าวันกว่าจะกลับถึงเมืองหลวง
ห้าวันหลังจากนี้ พวกศัตรูคงถูกสังหารจนสิ้นไปแล้วจึงไม่ถือเป็นการโกหกเกี่ยวกับรายงานทางทหาร
หลังจากคิดเรื่องนี้ สวี่เชียนก็ไม่ลังเลอีกต่อไปและทำตามคำแนะนำของหลิวชิ่ง เรียกทหารส่งสารเข้ามา บอกให้รายงานข่าวดีไปยังเมืองหลวงทันที
เมื่อผู้ส่งสารจากไป ดวงตาของสวี่เชียนก็เต็มไปด้วยแสงสว่าง ราวกับว่าเขาเข้าใกล้เมืองหลวงไปหนึ่งก้าว เมื่อมองดูการต่อสู้บนภูเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกลำพองใจ
“หลิวชิ่ง เจ้าคิดว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะบุกทะลวงป้อมปราการแรกของศัตรูได้?”
หลิวชิ่งโพล่งออกมาโดยไม่ได้คิดว่า “สูงสุดหนึ่งชั่วยาม!”
“ไม่ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งแค่ไหนแต่พวกมันก็มีกำลังคนน้อยกว่า ตายหนึ่งคนก็น้อยลงไปอีกหนึ่ง กองทัพของใต้เท้ายังมีทหารอีกเจ็ดพันนาย แม้ว่าจะต้องสิ้นเปลืองกำลังพล แต่ก็สามารถฆ่าศัตรูสองร้อนคนบนภูเขาให้ตายได้แน่นอน”
คำพูดนี้กระตุ้นความฮึกเหิมของเขาขึ้นมา!
มุมปากของสวี่เชียนยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจ
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป หนึ่งถ้วยชา หนึ่งก้านธูป หนึ่งชั่วยาม จนกระทั่งสามชั่วยามต่อมา ท้องฟ้ามืดลงแล้ว การต่อสู้บนภูเขายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ
ถ้าบอกว่าพวกเขาบุกถึงยอดเขาแล้วก็ยังพอทำเนา ปัญหาคือหลังจากต่อสู้อันดุเดือดมาทั้งวัน พวกเขาดันไม่สามารถทะลุแนวป้องกันแรกของศัตรูได้เลยด้วยซ้ำนี่สิ!
สวี่เชียนไม่สามารถนั่งนิ่งได้อีกต่อไป เขาคว้าทหารหนึ่งนายมาตวาดใส่ “แนวหน้ากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมต่อสู้มาทั้งวันแล้วยังไม่สามารถฝ่าแนวป้องกันแนวแรกไปได้ด้วยซ้ำ!”
ทหารคนนั้นปั้นหน้าไม่ถูก “ใต้เท้าขอรับ ข้าน้อยจะไปรู้ได้อย่างไร? เรื่องนี้ท่านต้องถามแม่ทัพแนวหน้าสิขอรับ”
แม่ทัพแนวหน้า? จางเทา!