บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 554 เจตนาคิดก่อการกบฏ
บทที่ 554 เจตนาคิดก่อการกบฏ
เมื่อเดินผ่านจวนตระกูลเซี่ย ฉินเฟิงก็หยุดฝีเท้า เขาใคร่จะเข้าไปพบเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์สักครู่
แต่สุดท้ายก็กลั้นใจไว้
“ช่างเถิด ของดีไม่กลัวช้า รีบร้อนไปก็ไร้ประโยชน์”
เมื่อกลับถึงเรือน ฉินเฟิงล้มตัวลงนอน แล้วหลับเป็นตายทันที
ทว่าฟ้ายังไม่ทันสาง ฉินเทียนหู่ก็ลากเขาลงจากเตียง
“เจ้าเด็กสารเลวตื่นได้แล้ว ถึงเวลาเข้าเฝ้าแล้ว!”
เข้าเฝ้า?
อยู่ดีไม่ว่าดีจะเข้าเฝ้าด้วยเรื่องอันใดอีก
ฉินเฟิงได้ยินคำว่า ‘เข้าเฝ้า’ ก็ปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นที่สุด
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความอิดหนาระอาใจ แต่สุดท้ายก็ต้องจำต้องตามตาเฒ่าฉินเข้าว่าราชการเช้าแต่โดยดี
ทว่าเมื่อนึกถึงฝ่ามือขนาดใหญ่ราวอุ้งตีนหมีบิดาที่โถมลงมาเมื่อครู่ ฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น ด้วยแรงกายอันน้อยนิดของเขา จะสู้แรงหมีของฉินเทียนหู่ได้อย่างไร
เป็นเช่นนี้เขาคงไม่ได้ตายในสนามรบ ไม่ได้ตายในการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง แต่คงตายด้วยน้ำมือของบิดาแทน ช่างน่าอับอายนัก
ดังฉินเฟิงคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
ภายในท้องพระโรง ฮ่องเต้ต้าเหลียงและเหล่าขุนนางในราชสำนักทั้งหลายทำทียกย่องความดีความชอบของเขา
จากนั้นฮ่องเต้ก็พระราชทานรางวัลอย่างเป็นทางการ นอกเหนือจากฉินเฟิงและแม่ทัพนายกองที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ไปก่อนหน้านี้ ทุกคนที่เข้าร่วมสงครามและมีส่วนร่วมล้วนได้รางวัล
แน่นอนว่าไม่รวมหมิงอ๋องกับหลี่จาง
ตลอดพิธีการวุ่นวายเหล่านี้ ฉินเฟิงล้วนปล่อยใจล่องลอย
แม้จะเรียกว่า การว่าราชการเช้า แต่จริง ๆ แล้วคือก่อนรุ่งสาง
ฉินเฟิงย่อมอยู่ในสภาพมึนงง
กว่าจะได้สติกลับมาก็ตอนถูกการกระทำขององค์ชายรองดึงดูดความสนใจ
ไม่คาดว่าเช้านี้องค์ชายรองจะเข้าร่วมว่าราชการเช้าด้วย
แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็เข้าใจได้
เมื่อคืนองค์ชายรองพบเจอเรื่องยุ่งยาก เขาย่อมต้องหาโอกาสเอาคืน
ตามที่ฉินเฟิงคาดการณ์ เมื่อพิธีปูนบำเหน็จสิ้นสุด องค์ชายรองก็ก้าวออกมาข้างหน้า คุกเข่าลง แล้วทูลต่อฮ่องเต้
เสียงองค์ชายรองดังก้องไปทั่วท้องพระโรง
“ทูลฝ่าบาท ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทรับสั่งให้แม่ทัพทั้งสามแห่งชายแดนทางเหนือกลับเมืองหลวงเพื่อรับการปูนบำเหน็จ เรื่องราวมีความคืบหน้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แม่ทัพทั้งสามตอบเป็นเสียงเดียวกัน จดหมายล้วนใช้คำสูงส่ง แต่เมื่อกล่าวถึงเรื่องการเดินทางกลับเมืองหลวง พวกเขากลับปฏิเสธ”
“กระหม่อมคิดว่าแม่ทัพทั้งสามต้องถูกยุแยงจากใครบางคน จึงไม่ไม่ยอมมาตามพระบัญชา”
“และคนผู้นั้นก็จะต้องเป็นฉินเฟิงอย่างแน่นอน!”
องค์ชายรองเอ่ยตรงไปตรงมาอย่างไม่เกรงใจ
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้จะมีสิ่งใดให้ต้องเกรงใจกันอีก!
“ถึงฉินเฟิงจะสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ไว้ แต่ก็เพราะเหตุนั้นจึงได้หยิ่งผยอง ไม่แยแสต่อฝ่าบาท”
“เมืองเป่ยซีเป็นหัว แม่ทัพใหญ่ทั้งสามขางชายแดนเหนือเป็นปีก พวกเขาล้วนเป็นคนของฉินเฟิง”
“ฉินเฟิงสะสมกำลังพลหวังตีเสมอฝ่าบาท นับว่าเป็นกบฏ!”
องค์ชายรองกล่าวด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
เมื่อครู่ฉินเฟิงยังเป็นวีรบุรุษ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นกบฏที่สมควรถูกประหารไปเสียแล้ว
ทว่าถ้อยคำรุนแรงนี้มิได้สร้างความประหลาดใจในหมู่ขุนนางในท้องพระโรงแม้แต่น้อย
ตั้งแต่ขุนนาง ทหาร ไม่เว้นแม้แต่ทหารรักษาพระราชวัง พวกเขาล้วนรู้ว่าองค์ชายรองเข้าร่วมว่าราชการเช้าเพื่อสิ่งใด
มิได้เหนือความคาดหมายแม้แต่น้อย
ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสงครามนิยม พลพรรคเถาหลิน หรือกระทั่งฝ่ายไท่เป่า ต่างก็มิได้เอ่ยคำใด เพียงเฝ้าดูองค์ชายรองด้วยความเงียบงัน
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงปรารถนาจะร่วมมือกับองค์ชายรอง แสร้งทำเป็นกริ้วและลงโทษฉินเฟิงอย่างหนัก
แต่กลับเห็นว่าบรรดาขุนนางมิได้มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
ส่วนฉินเฟิงก็ยืนตัวตรงเอามือไล่หลัง ราวกับว่าเรื่องนี้มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับตน
พริบตานั้น ความพิโรธที่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจุดขึ้นในใจก็อันตรธานสิ้น ทั้งยังรู้สึกอับอายและเคอะเขินด้วย
“เอ่อ… อืม… หลี่เฉียน เจ้ากล่าวหาว่าฉินเฟิงเป็นกบฏ ถืออาวุธตั้งตัวเป็นใหญ่ เจ้ามีหลักฐานอันใดหรือไม่?”
ในฐานะฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียง บิดาขององค์ชายรอง เขาจึงเรียกชื่อของอีกฝ่ายโดยตรง
ส่วนผู้อื่น หากกล้าเอ่ยนาม ‘หลี่เฉียน’ ย่อมมีโทษถึงตาย
หลี่เฉียนคุกเข่าอยู่บนพื้น ลำตัวตั้งตรง สองมือประสานสำรวม
“ทูลฝ่าบาท เรื่องฉินเฟิงเป็นกบฏ ถืออาวุธตั้งตัวเป็นใหญ่ หาได้เป็นเรื่องเหลวไหล หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นที่รับรู้กันทั่วแคว้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แม่ทัพทั้งสามทางเหนือฝ่าฝืนพระบัญชา ไม่ยอมมาเข้าเฝ้าที่เมืองหลวงก็เป็นหลักฐานประการหนึ่ง”
“กฎหมายแคว้นต้าเหลียงของเราระบุไว้อย่างชัดเจนว่า แม่ทัพใหญ่ทั้งหลายห้ามติดต่อกันเป็นการส่วนตัว
“แต่แม่ทัพทหารม้า แม่ทัพรถม้าศึก และแม่ทัพกองทหารชายแดน พวกเขาละเมิดกฎหมายต้าเหลียง เข้าไปยังอำเภอเป่ยซีเป็นการส่วนตัว ทั้งยังสนิทสนมกับขุนนางที่นั่น”
“นี่ชัดเจนแล้วว่าเป็นการลักลอบติดต่อกัน ซึ่งอาจเป็นการลอบพบเพราะคิดการใหญ่ นี่เป็นหลักฐานประการที่สอง”
“ในการเข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลครั้งนี้ มีเพียงฉินเฟิงกับหนิงหู่เข้าร่วม ส่วนคนที่เหลือต่างยังประจำการอยู่ที่อำเภอเป่ยซีพ่ะย่ะค่ะ”
“คนเหล่านี้อาจรวมตัวกันที่ทางชายแดนเหนือเพื่อต่อต้านฝ่าบาทก็เป็นได้ นี่เป็นหลักฐานประการที่สาม”
“หลักฐานทั้งสามประการนี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์ว่าฉินเฟิงมีเจตนาคิดกบฏแล้ว!”
หากเป็นเมื่อก่อน คำว่า ‘กบฏ’ เพียงคำเดียวก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงได้
แต่น่าเสียดาย แม้องค์ชายรองจะวาดภาพเหตุการณ์ได้อย่างน่าฟัง แต่ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองใด ๆ ได้
พวกกรมกลาโหมไม่สนใจ พลพรรคเถาหลินก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ส่วนพวกของไท่เป่าหลินก็เงียบงันด้วยเหตุว่ายังไม่ถึงคราวให้พวกเขาออกตัว
องค์ชายรองออกตัวแรงเต็มที่เพียงใดก็มิอาจก่อให้เกิดเสียงสนับสนุนใด ๆ ได้ เห็นเช่นนี้ ฉินเฟิงก็เห็นใจเขาขึ้นมาเล็กน้อย
องค์ชายผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ไยแม้แต่ผู้คอยช่วยเหลือก็ยังไม่มี ช่างเป็นชีวิตที่น่าเวทนานัก
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเองก็เห็นเช่นกัน อารมณ์ของเขายิ่งมืดหม่นลง
นี่ชัดแล้วว่าบรรดาขุนนางในราชสำนักกว่าครึ่งกลายเป็นพวกพ้องของฉินเฟิงไปแล้ว!
ฮ่องเต้ต้าเหลียงถอนหายใจแผ่วเบา ได้แต่ถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นักว่า “ฉินเฟิง เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ตัวในเรื่องนี้หรือไม่?”
ทันใด ทุกสายตาในท้องพระโรงก็มองฉินเฟิงเป็นตาเดียว
ฉินเฟิงเพียงยักไหล่ สีหน้าไร้แววสะทกสะท้าน “องค์ชายรองช่างให้ความสำคัญกับกระหม่อมเสียจริง!”
“กราบทูลฝ่าบาท ด้วยความเมตตา กระหม่อมได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นว่านฮู่โหว ชาวบ้านลือกันว่าว่านฮู่โหวคือบรรดาศักดิ์ขุนนางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า”
“ทว่า…แม้จะได้บรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด แต่ก็ยังคงเป็นเพียงบรรดาศักดิ์ มิใช่ตำแหน่งขุนนางที่แท้จริง”
“กล่าวโดยสรุปก็คือ บรรดาศักดิ์ทั้งมวลล้วนเป็นเพียงตำแหน่งเกียรติยศ มิได้มีอำนาจที่แท้จริงแต่อย่างใด”
“กระหม่อมเป็นเพียงขุนนางตัวเล็ก ๆ มิได้มีกระทั่งอำนาจ ต่อให้คิดจะก่อกบฏก็คงไร้ความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อถ้อยคำนี้หลุดจากปาก พลพรรคเถาหลินและบรรดาขุนนางต่างก็พากันเห็นด้วย
“ท่านโหวฉินกล่าวถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“หากใคร่จะก่อกบฏย่อมต้องได้มาซึ่งอำนาจที่แท้จริงเสียก่อน แม้แต่เหล่าอ๋องและขุนนางสืบสายเลือดก็ยังมิได้มีอำนาจโดยแท้ แล้วเป็นเพียงโหวแต่งตั้งจะมีอำนาจได้อย่างไร”
“องค์ชายรองทรงใช้หลักฐานเพียงเท่านี้ ตราหน้าท่านโหวฉินว่าเป็นกบฏ นี่เป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ความผิดฐานกบฏมีโทษประหารชีวิตเก้าชั่วโคตร จะใช้หลักฐานปากเปล่ามาตัดสินได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?!”
บรรดาขุนนางที่เมื่อครู่ยังคงนิ่งเงียบต่างก็ออกมาโต้แย้ง
องค์ชายรองอดกำหมัดไม่ได้ สีหน้าแดงก่ำไปด้วยโทสะ
พวกขุนนางเหล่านี้ ยามปกติก็แสดงตนเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ แต่ตอนนี้กลับหันไปช่วยเหลือคนนอกเสียได้!