บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 572 ทำลายชื่อเสียง
บทที่ 572 ทำลายชื่อเสียง
เมื่อโจวหมิงเดินผ่านหน้าฉินเฟิง เขาจงใจหยุดฝีเท้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาประสานมือคำนับฉินเฟิง
“ท่านโหวฉิน ข้าขอตัวไปก่อน ท่านโปรดรออีกสักครู่”
“ข้าคาดว่า เมื่อบรรดาบุตรหลานขุนนางเข้าไปนั่งกันหมดแล้ว ต่อมาก็คงเป็นเหล่าบัณฑิต”
“เมื่อถึงคราวของพ่อค้า ท่านจึงจะได้เข้าไป ไม่ต้องร้อนใจ อีกไม่นานก็ถึงแล้ว”
เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกไป ภายในงานก็เกิดเสียงหัวเราะขึ้นทันที
ว่านฮู่โหวผู้นี้ช่างไร้ค่าเสียจริง ถึงขั้นต้องอยู่รวมกับพวกพ่อค้า
แม้แต่พ่อค้าที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็ไม่มีใครยืนอยู่ข้างฉินเฟิง
ต่างพากันเยาะเย้ยเสียดสีอย่างประหลาด
“ท่านโหวฉิน รอสักครู่ เมื่อเข้าไปแล้ว พวกเราอยู่โต๊ะเดียวกัน เชิญดื่มสักหลายจอก”
“พูดถูกต้อง หากว่ากันที่ฐานะ พวกเราอยู่ระดับเดียวกัน ฮ่า ๆ”
“องค์ชายรองเป็นผู้ที่จัดการทุกอย่าง พระองค์รู้ว่าท่านโหวฉินเชี่ยวชาญด้านการค้า จึงได้ให้ท่านโหวฉินอยู่กับพวกเรา”
“นี่เรียกว่าพระองค์เข้าใจความชอบของท่าน”
“ท่านโหวฉิน เมื่องานเลี้ยงจบลงแล้ว ท่านต้องขอบคุณองค์ชายรองให้ดี ๆ เล่า”
การเผชิญกับเสียงเยาะเย้ยของผู้คน ฉินเฟิงไม่เพียงไม่โกรธ แต่กลับยิ้มมุมปากเล็กน้อย ตลอดเวลายังคงยิ้มรับทุกคำพูด
ก่อนจะมา ฉินเฟิงยังคิดว่าองค์ชายรองต้องใช้วิธีการอะไรสักอย่างที่ไม่ธรรมดา ทำให้เขาตั้งตัวไม่ติดแน่นอน
ผลลัพธ์คือ…แค่นี้เองหรือ?
ช่างเป็นเรื่องเด็ก ๆ เสียจริง
หากเขาถูกยั่วโมโหได้ง่ายดายเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ในราชสำนัก เขาคงจะฟันเฉินซือตายไปนานแล้ว
แล้วเขากับเฉินซือจะกลายมาเป็นมิตรกันได้อย่างไร?
ภายใต้สายตาจับจ้องของทุกคน ฉินเฟิงยกมือขึ้นช้า ๆ แล้วคำนับตอบโจวหมิง
“คุณชายโจว ท่านช่างมีน้ำใจยิ่งนัก เชิญท่านเถิด”
โจวหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าฉินเฟิงจะอดทนได้ถึงเพียงนี้ ถึงกับไม่สนใจคำท้าทายของข้าเลยสักนิด
ต้องรู้ว่าในใต้หล้านี้ฉินเฟิงได้รับการยอมรับอย่างยิ่งใหญ่
เขามีกำลังทหารจากชายแดนเหนือหนุนหลัง มีอำนาจและตำแหน่งสูงส่งเพียงใด
ส่วนเขาเป็นเพียงบุตรชายของจู่ซื่อกระทรวงยุติธรรม ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
หมัดนี้ของโจวหมิงราวกับว่าเขาได้ชกใส่ก้อนสำลีนุ่ม ๆ ซึ่งไร้ผลใด ๆ
เขาได้แต่แอบชายตามองหญิงสาวผู้ดีดกู่ฉิน
ที่วันนี้เยาะเย้ยฉินเฟิง ไม่ใช่เพราะเขากินอิ่มแล้วไม่มีงานทำ*[1]
แต่หวังว่าจะฉวยโอกาสนี้เกาะขาองค์ชายรองให้ได้
ตอนนี้ในเมืองหลวงมีข่าวลือว่าฝ่าบาทกำลังจะแต่งตั้งองค์รัชทายาท ซึ่งในบรรดาองค์ชายทั้งหมด มีเพียงองค์ชายรองและองค์ชายเจ็ดเท่านั้นที่มีความหวังมากที่สุด
แต่องค์ชายเจ็ดกลับไม่สนใจโลก อีกทั้งยังไม่มีพวกพ้องหรือผู้สนับสนุน
ตำแหน่งรัชทายาทนี้ แปดเก้าส่วนคงตกเป็นขององค์ชายรอง
เพื่อองค์ชายรอง ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับเฉินเฟิงก็ยังคุ้มค่า
หญิงสาวผู้ดีดกู่ฉินใช้สายตาส่งสัญญาณให้โจวหมิง เขาเข้าใจทันที
โจวหมิงไม่รีบเดินเข้าไป แต่หันกลับมายิ้มและมองฉินเฟิง
“ท่านฉินโหว มีเรื่องหนึ่งที่ข้าสงสัยมาตลอด”
“ไม่ใช่แค่ข้า ทั้งเมืองหลวง บรรดาบุตรหลานขุนนางทุกคนต่างก็สงสัย”
“ขอท่านโหวฉินช่วยไขข้อข้องใจได้หรือไม่เจ้าคะ”
เฉินเฟิงยิ้มตอบ
เมื่อครู่ที่โจวหมิงกับหญิงสาวผู้ดีดกู่ฉินส่งสายตาให้กัน เฉินเฟิงเห็นหมดแล้ว
เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวผู้ดีดกู่ฉินต้องการใช้โอกาสนี้ทำลายอำนาจของเฉินเฟิง
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ฉินเฟิงก็จะเล่นกับนางอย่างเต็มที่
“ข้องใจเรื่องใด เจ้าว่ามาเถิด”
โจวหมิงกำหมัดแน่น แสร้งทำเป็นเลื่อมใส
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่านเป็นว่านฮู่โหว ท่านช่างใจกว้างอย่างแท้จริง”
“นับตั้งแต่เฉินซือ ทูตจากเป่ยตี๋เดินทางออกจากเมืองหลวง ในเมืองหลวงก็เต็มไปด้วยข่าวลือมากมาย”
“ท่านโหวฉินกับเฉินซือมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันมาก เดินทางจากพระราชวังต้องห้ามไปจนถึงจวนตระกูลฉินด้วยกัน”
“ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนจากกันทั้งสองยังลังเลอีกด้วย”
“หากข้าจำไม่ผิด เฉินซือเป็นแม่ทัพของเป่ยตี๋ สังหารทหารของต้าเหลียงนับไม่ถ้วน”
“การที่ท่านฉินโหวคบหากับคนชั่วเช่นนี้ จะไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมหรอกหรือ”
“หรือว่าในใจของท่านโหวฉิน ไม่มีทหารของต้าเหลียงอยู่เลย”
ฉินเฟิงแปลกใจ คิดในใจว่าโจวหมิงผู้นี้ก็ถือว่าเป็นคนมีความสามารถเหมือนกัน
คำพูดเหล่านี้ถือว่ามีพลังทำลายล้างพอสมควร
ฉินเฟิงที่เฉื่อยชา ในที่สุดก็เริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว
“ถึงเฉินซือจะเป็นแม่ทัพของเป่ยตี๋ และเป็นทูตของเป่ยตี๋ แต่หากจะพูดถึงในแง่ของการเป็นคน เขาดีกว่าเจ้าหลายเท่านัก”
“อย่างน้อย เฉินซือก็ยอมเสียสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือเป่ยตี๋ในการแสวงหาผลประโยชน์ และพร้อมเสียสละชีวิตเพื่อความถูกต้อง”
“ในทางกลับกัน คุณชายโจว ตอนที่กำลังทำสงครามกลับไม่เห็นเงาของเจ้าเลย พอสงครามจบลง เจ้าก็โผล่ออกมากระโดดขึ้นกระโดดลง”
“ฮ่า ๆ ๆ ข้าไม่รู้หรอกว่าเฉินซือจะเป็นคนชั่วหรือไม่ แต่คุณชายโจวเป็นคนเลวอย่างแน่นอน”
เหล่าผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันเตรียมพร้อมจะวิพากษ์วิจารณ์ฉินเฟิงอยู่แล้ว
ผลจากคำพูดเหล่านี้ ทำให้ข้อกล่าวหาที่ทุกคนกำลังจะพูดออกมาถูกกลืนกลับเข้าไปจนหมด
ใบหน้าของโจวหมิงเปลี่ยนสีไปมา ดวงตาแทบถลนออกมาเพราะความโกรธ
“แม่เจ้าสิ!…เอ่อ เอ่อ เอ่อ ท่านโหวฉินพูดผิดแล้ว”
“พวกข้ามีอิทธิพลน้อยนิด จะมีผลต่อสงครามของแผ่นดินได้อย่างไรกัน?”
เมื่อได้ยินดังนั้น สายตาของฉินเฟิงพลันเฉียบคมขึ้นมาในทันที
“อิทธิพลน้อยนิด? ต่อให้น้อยแค่ไหน ก็ไม่มีทางน้อยไปกว่าทหารชายแดนเหนือของข้าหรอก?”
“ทหารเหล่านั้นแปดเก้าส่วนล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพ”
“แต่เพื่อปกป้องแคว้นต้าเหลียง พวกเขากลับสามารถสู้รบกับเป่ยตี๋จนถึงที่สุดได้โดยไม่ลังเล”
“คุณชายโจวเหมือนจะอ่อนแอไม่น้อย ในเมื่อไม่สามารถรับมือกับสนามรบได้ การระดมทุนเพื่อกองทัพอยู่เบื้องหลังก็ถือว่าดีแล้ว”
“ตอนนั้น ข้าได้จัดงานระดมทุนขึ้นในเมืองหลวง เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านทางเหนือ ขนส่งธัญพืชที่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง”
“พ่อค้าและบุตรหลานที่บริจาคเงิน ข้าจดจำชื่อของพวกเขาไว้ในรายชื่ออย่างชัดเจน แต่ทำไมข้าถึงไม่เห็นชื่อของคุณชายโจวอยู่ในนั้นเลยเล่า?”
ใบหน้าของโจวหมิงแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออกอยู่นาน
ตอนฉินเฟิงจัดงานระดมทุนขึ้น บุตรหลานในเมืองหลวงทุกคนต่างได้รับจดหมายเชิญ
โจวหมิงเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่เขากลับฉีกทิ้งทันทีที่ได้รับ
ระดมทุนให้กองทัพ? ถ้ามีเงินเหลือ ไม่สู้ไปเที่ยวเล่นที่ทะเลสาบแสงจันทร์สักสองสามวันจะดีกว่า!
พูดให้เข้าใจง่ายหน่อยคือ แม้ต้าเหลียงจะเปลี่ยนฮ่องเต้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับโจวหมิง?
หนึ่งโอรสสวรรค์ หนึ่งข้าราชบริพาร*[2] ท่านพ่อของเขายังเป็นจู่ซื่อ โจวหมิงก็ยังคงมีชื่อเสียงและอำนาจ!
แต่ผ่านมานานแล้ว ไม่คิดว่าฉินเฟิงจะจำได้แม่นยำขนาดนี้
ไม่ผิดหวังจริง ๆ ที่เป็นพ่อค้าเจ้าเล่ห์ ความจำดีมาก!
ผู้คนในที่นั้น แต่เดิมดูถูกฉินเฟิง ตั้งแต่ฉินเฟิงกลับมาเขาก็ทำตัวเหิมเกริมดูถูกผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานขุนนางคนใด ต่างพากันบ่นอุบอิบ
แต่ตอนนี้ หลังจากได้ยินคำพูดของฉินเฟิง ลูกหลานบางคนที่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับฉินเฟิงมาก่อน ก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีไปบ้าง
“พูดก็พูดเถอะ ที่สงครามครั้งนี้ชนะได้ ก็เพราะฉินเฟิงทั้งนั้น”
“ก็ใช่ หากไม่ใช่ฉินเฟิงวุ่นวายอยู่เบื้องหลัง ทั้งดูแลด้านพลาธิการ และวิ่งไปรบที่แนวหน้า แคว้นต้าเหลียงจะมีวันนี้ได้อย่างไร?”
“ถึงฉินเฟิงจะทำอะไรบ้าบิ่นไปบ้าง แต่ตัวจริงแล้วเขาไม่ใช่คนเลวร้าย”
“ถ้าจะพูดกันจริง ๆ เขาก็ทำเรื่องดี ๆ เพื่อประชาชนไม่น้อยเลย”
ได้ยินเสียงซุบซิบจากรอบข้าง โจวหมิงถึงกับร้อนรนใจขึ้นมาทันที
เขาตั้งใจใช้โอกาสอันดีในงานวันคล้ายวันพระราชสมภพขององค์ชายรอง เพื่อไต่เต้าขึ้นไปอยู่บนยอดสูง ๆ
จะยอมให้โอกาสเลื่อนขั้นหลุดลอยไปได้อย่างไร?!
โจวหมิงตัดสินใจ พูดเชือดเฉือนใจว่า “ท่านป๋อหลี่หลางก็ตายด้วยน้ำมือของเฉินซือ ท่านลืมไปแล้วหรือ?!”
[1] กินอิ่มแล้วไม่มีงานทำ (吃饱了撑的) หมายถึง อยู่ดีไม่ว่าดี ดันไปทำสิ่งที่ไม่ใช่ธุระของตน หรือ ว่างมาก
[2] หนึ่งโอรสสวรรค์ หนึ่งข้าราชบริพาร (一朝天子一朝臣) หมายถึง เมื่อจักรพรรดิองค์ใหม่เสด็จขึ้นครองบัลลังก์ ขุนนางของราชวงศ์เก่าก็จะถูกแทนที่โดยขุนนางของราชวงศ์ใหม่