บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 594 โทษประหารชีวิต
บทที่ 594 โทษประหารชีวิต
ทุกอย่างเป็นไปตามการคาดเดาของฉินเฟิง พวกหลี่เฉียนเร่งการพิจารณาคดีของเซี่ยปี้
โดยปกติแล้ว ยิ่งมีตำแหน่งสูง กระบวนการพิจารณาคดีก็จะยิ่งซับซ้อน ถ้าพูดถึงการพิจารณาคดีหนิงกั๋วกง อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองปี จึงจะสามารถตัดสินโทษได้
แต่พวกหลี่เฉียนไม่ทำตามขั้นตอนปกติอย่างตรงไปตรงมา แม้แต่กฎหมายต้าเหลียงก็แทบไม่สนใจแล้ว
ด้วยพวกเขาต้องการลงโทษเซี่ยปี้ให้เสร็จสิ้น ก่อนคณะฑูตของเป่ยตี๋จะเข้าเขตเมืองหลวงมา
ข้อหากบฏและสมรู้ร่วมคิดกับศัตรู ไม่ว่าจะใส่ร้ายผู้ใด ย่อมหนีไม่พ้นโทษประหารชีวิต
ตอนนี้ หลี่เฉียนครองความได้เปรียบอย่างเด็ดขาด เหลือก็แต่เวลา
ถ้าฉินเฟิงจะพยายามช่วยเซี่ยปี้ ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีที่ง่ายและรุนแรง หรืออ่อนน้อมซับซ้อน อย่างไรก็ตกหลุมพรางของหลี่เฉียน
เมื่อถึงเวลานั้น สิ่งที่รอฉินเฟิงอยู่ก็คือข้อหา ‘ช่วยนักโทษหนี’ และ ‘สมรู้ร่วมคิดกับศัตรู’ ข้อหาแรกสามารถทำลายความดีความชอบทั้งหมดของฉินเฟิงได้ ส่วนข้อหาที่สองก็ผลักให้ฉินเฟิงขึ้นเขียงรอโดนเชือดได้อย่างง่ายดาย
พูดง่าย ๆ ก็คือ หลี่เฉียนผู้เหยียบย่ำกฎหมายต้าเหลียงอย่างไร้ยางอาย จะอาศัยคำว่า ‘กฎหมาย’ ผลักฉินเฟิงตกเหวตาย
ฉินเฟิงมองแผนการของหลี่เฉียนทะลุปรุโปร่ง เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เองก็ย่อมมองออกเช่นกัน แต่ปัญหาคือ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์จะไม่ยอมอยู่เฉย รอให้เซี่ยปี้ถูกลากขึ้นเขียงแน่
เลือดข้นกว่าน้ำ แม้จะรู้ว่ามีเสือบนภูเขา ก็ยังไปที่ภูเขานั้น
นี่เป็นสิ่งที่ฉินเฟิงกังวลที่สุด เขาต้องรีบหาตัวเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ให้เจอโดยเร็ว ป้องกันไม่ให้นางหลงกลหลี่เฉียน
หนิงหู่นำทหารเป่ยซีออกค้นหาทั่วเมืองหลวง ใช้เวลาอยู่สามวัน ก็ยังไม่พบนาง
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เหมือนกับระเหยหายไปในอากาศ ไม่มีร่องรอยใด ๆ ให้เห็น
ตอนแรกฉินเฟิงยังกังวลว่า เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์อาจถูกคนของหลี่เฉียนจับตัวไป
แต่เมื่อคิดอีกที นั่นไม่สมเหตุสมผล เพราะจุดประสงค์ที่หลี่เฉียนใส่ร้ายเซี่ยปี้ ก็เพื่อล่อให้ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไปช่วยบิดา
หากเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ถูกควบคุมตัว กับดักที่วางไว้อย่างดีก็จะไร้ค่าไม่ใช่หรือ
เมืองหลวงแห่งนี้ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ คนเป็น ๆ จะหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไร
ยิ่งกว่านั้น ยามคับขันเช่นนี้เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ควรจะมาหาเขา ปรึกษาหารือกัน การหลบซ่อนไม่ใช่สิ่งที่นางจะทำแน่นอน
ฉินเฟิงร้อนใจราวกับไฟรน แล้วข่าวร้ายก็มาเยือนอีกครั้ง
ฉินเทียนหู่กลับจากเข้าเฝ้า ใบหน้าดำคล้ำ เห็นได้ชัดว่าโกรธมาก ไม่ว่าจะมองอะไรก็ไม่พอใจไปเสียหมด แม้แต่โต๊ะเก้าอี้ก็ต้องเตะสักทีจึงจะคลายอารมณ์ได้บ้าง
“ระเบียบแห่งราชสำนักปั่นป่วน ขนบธรรมเนียมพังทลาย แคว้นต้าเหลียงยึดมั่นในจิตใจของประชาชนและกฎเกณฑ์ของบรรพชน ให้ความสำคัญกับคำว่ากฎหมายและระเบียบแบบแผนเป็นที่สุด!”
“หากกฎหมายและระเบียบแบบแผนไม่ถูกต้อง แม้แต่ตำแหน่งฮ่องเต้ก็ไม่มั่นคง”
“แต่บัดนี้ เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ตั้งแต่ฮ่องเต้ไปจนถึงขุนนาง ล้วนมองข้ามกฎหมายและระเบียบแบบแผน! อนาคตของแคว้นต้าเหลียงช่างไร้ความหวังจริง ๆ!”
ฉินเทียนหู่โกรธเคืองถึงเพียงนี้ เป็นเพราะฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงทรงจัดการเรื่องนี้อย่างออกนอกหน้าเกินไป
เพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วัน
ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ทรงประกาศกลางท้องพระโรงว่า หลังจากนี้อีกห้าวัน จะทำการสำเร็จโทษประหารเซี่ยปี้
ฮ่องเต้ต้าเหลียงอ้างว่า เพื่อให้การเจรจากับเป่ยตี๋ดำเนินไปอย่างราบรื่น และเพื่อประโยชน์สูงสุดของแคว้นต้าเหลียง ทรยศอย่างเซี่ยปี้ที่คบค้ากับศัตรู จำเป็นต้องถูกประหารโดยเร็ว
ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู*[1] เคาะภูเขาแล้วเขย่าเสือ*[2]
การตายของเซี่ยปี้จะต้องข่มขวัญคณะทูตเป่ยตี๋ได้อย่างแน่นอน เพื่อเตือนอีกฝ่ายไม่ให้กล้าทำอะไรไม่เข้าท่าระหว่างการเจรจา
หัวใจของฮ่องเต้ต้าเหลียง ผู้คนต่างรู้กันทั่ว
การเคาะภูเขาครั้งนี้ เสือที่ถูกทำให้ตกใจจะเป็นคณะทูตของเป่ยตี๋หรือตระกูลฉิน นี่ก็ยากที่จะคาดเดาได้
ถึงฉินเทียนหู่กับฝ่ายสงครามนิยมและพลพรรคเถาหลินจะพยายามขัดขวางไม่ให้ฮ่องเต้ต้าเหลียงมีพระราชโองการวันนี้ เพื่อเป็นการยืดเวลาให้เซี่ยปี้
แต่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ยังคงทรงดำเนินการไปตามพระราชประสงค์
ท้ายที่สุดแล้ว ฝ่าบาททรงปรารถนาจะเห็นผู้เข้าข้างตระกูลฉินสูญสิ้น แล้วจะทรงไว้ชีวิตตระกูลฉินได้อย่างไร?
กล่าวได้ว่า สิ่งที่หลี่เฉียนทำครั้งนี้สอดคล้องอย่างลงตัวกับพระราชดำริของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง
สิ่งที่เขาต้องทำทั้งหมด ก็เพียงแค่ยืนอยู่เบื้องหลัง คอยผลักเรือไปตามน้ำเท่านั้นเอง…
ยิ่งไปกว่านั้น สามขุนนางใหญ่ในตอนนี้ ตำแหน่งมหาเสนายังว่างเว้น ราชครูก็ไม่อยู่ใน เมืองหลวง ส่วนไท่เป่าก็เป็นคนของหลี่เฉียน
ในราชสำนักไม่มีผู้ใดสามารถถ่วงดุลอำนาจของฮ่องเต้แคว้นเหลียงได้อีกแล้ว
และเพราะเหตุนี้เอง ถึงขุนนางกรมกลาโหมและพลพรรคเถาหลินจะมีสัดส่วนถึงสองในสามของราชสำนัก ก็ยังไม่ส่งผลอะไรต่อการตัดสินใจของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงได้
ตำแหน่งขุนนางใหญ่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ฝ่ายใดไม่ได้รับการสนับสนุนจากหนึ่งในสามขุนนางใหญ่ ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นได้เพียงคนไร้หัวหน้าเท่านั้น
ฉินเฟิงพยายามปลอบใจฉินเทียนหู่ เพื่อไม่ให้เขาโกรธจนเสียสุขภาพ
ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ หากฉินเทียนหู่ล้มป่วย คงได้สมใจฮ่องเต้ต้าเหลียงแน่
ต้องเข้าใจว่าเวลานี้หากไม่มีเรื่องใหญ่ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ฉินเฟิงเข้าเฝ้า ทั้งตระกูลฉินต่างหวังพึ่งตาเฒ่าฉินให้ต่อสู้อยู่ในราชสำนัก
ฉินเฟิงเท้าคางครุ่นคิด ปากก็กล่าวปลอบใจตาเฒ่าตรงหน้า “ท่านพ่อ ยังมีเวลาอีกห้าวัน ไม่ต้องร้อนใจ”
“วันนี้ข้าจะไปที่ศาลต้าหลี่ ไปเยี่ยมท่านลุงเซี่ย”
“ตอนนี้การหาตัวอวิ๋นเอ๋อร์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ข้าได้ส่งทหารเป่ยซีที่อยู่ที่นี่ทั้งหมด รวมถึงองครักษ์เสื้อแพร ให้ออกตามหาแล้ว”
“แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวของนาง”
“ท่านพ่อ ท่านมีเครือข่ายกว้างขวาง ช่วยคิดหาวิธีด้วยเถิด”
“นอกจากนี้ องครักษ์เสื้อแพรรายงานว่า พี่หญิงสามกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง การเดินทางไม่ได้มีขบวนหรือสัมภาระใด คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณห้าหรือหกวันเท่านั้น”
“เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราต้องหาวิธีให้พี่หญิงสามได้อยู่บ้าน หากนางเข้าวัง พวกที่ซุ่มอยู่เบื้องหลังจะต้องมีการเคลื่อนไหวแน่นอน”
ฉินเทียนหู่พยักหน้าและถอนหายใจยาว
ฉินเฟิงสามารถคิดเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้ ฉินเทียนหู่ก็วางใจได้
ส่วนเรื่องการตามหาเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ ตราบใดที่นางยังอยู่ในเขตเมืองหลวง ต่อให้ต้องขุดดินลึกสามฉื่อก็ต้องตามหาให้เจอ
ส่วนทางด้านหลี่เซียวหลานคงไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก
หลี่เซียวหลานติดตามฉินเฉิงซื่อมาหลายปี ได้รับการถ่ายทอดวิชาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเล่ห์เหลี่ยมหรือความคิดที่ฉลาดหลักแหลม ล้วนเพียงพอจะรับมือกับสถานการณ์ในเมืองหลวงได้
ตอนนี้ สิ่งที่ ฉินเทียนหู่กังวลที่สุดคือเจ้าเด็กฉินเฟิง
“เฟิงเอ๋อร์ ช่วงนี้ใจของท่านพ่อไม่เป็นสุขเลย”
“สมมติว่า หากเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์บุกช่วยชีวิตบิดาของนางที่ลานประหาร เจ้าจะทำอย่างไร?”
ฉินเฟิงพอจะคาดไว้แล้วว่าฉินเทียนหู่จะถามเช่นนี้ เขาตอบโดยไม่ลังเล
“ถึงตอนนั้น ต่อให้ต้องลุยภูเขาดาบทะเลเพลิงข้าก็จะไปกับนาง!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉินเทียนหู่ถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ไม่รู้ว่าควรชื่นชมที่ฉินเฟิงมีความจริงใจ
หรือควรกังวลกับหายนะที่จะตามมา
แต่ไม่ว่าอย่างไร หากเป็นการตัดสินใจของฉินเฟิง ฉินเทียนหู่ก็จะสนับสนุนอย่างเต็มที่
“เฟิงเอ๋อร์ ไม่ว่าเจ้าอยากทำอะไร ก็ทำไปเถอะ”
“เจ้าเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลฉิน พ่อจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อสนับสนุนเจ้า”
รับรู้ถึงความมุ่งมั่นในสายตาของฉินเทียนหู่ หัวใจของฉินเฟิงอบอุ่นมาก
แม้ในยามปกติ พ่อกับลูกชายจะด่าทอ กระทั่งต่อยตีกันเสียมาก
แต่ในยามสำคัญ ฉินเทียนหู่ไม่เคยตระหนี่ความรักที่มีต่อลูกชายคนนี้
ฉินเฟิงซาบซึ้งใจ ชาติที่แล้วเขาสั่งสมบุญบารมีอะไรไว้ ชาตินี้ถึงได้มีครอบครัวเช่นนี้
เพื่อทุกคนที่คอยสนับสนุนเขา นายน้อยฉินไม่อาจล้มได้
ฉินเฟิงสูดหายใจลึก ตั้งใจแน่วแน่
ไม่ว่าจะฮ่องเต้หรือองค์ชายรอง หากมีเล่ห์เหลี่ยมใดก็จงเอามาใช้เสียให้หมดเถอะ
ข้า ฉินเฟิง จะรับมันทั้งหมดไว้เอง
เมื่อมีคนที่รักและสนับสนุนอยู่เคียงข้าง ข้าไม่กลัวสิ่งใดทั้งนั้น!
[1] ฆ่าไก่ให้ลิงตกใจ (殺雞儆猴) เป็นสำนวนจีน หมายถึง ลงโ?าคนหนึ่งเพื่อเตือนคนอื่น ๆ หรือเป็นเยี่ยงอย่าง ตรงกับสำนวนไทย เชือดไก่ให้ลิงดู
[2] เคาะภูเขาแล้วเขย่าเสือ (敲山震虎) เป็นสำนวนจีน หมายถึง การจงใจเตือนและทำให้ผู้อื่นตกใจ