บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 620 การกลับมาของราชครู
บทที่ 620 การกลับมาของราชครู
การกลับเมืองหลวงอย่างกะทันหันของราชครู เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคน
ยิ่งไปกว่านั้น ตามธรรมเนียมแล้ว ราชครูควรจะต้องไปที่กรมขุนนาง แล้วไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ต้าเหลัยง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรจะมาที่ศาลต้าหลี่ก่อน
เว้นเสียแต่ว่า ที่ศาลต้าหลี่แห่งนี้มีใครบางคนที่ทำให้ท่านราชครูต้องมาหา
ทันใด สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่หลี่ยงโดยมิได้นัดหมาย
หรือหลี่ยงไม่ได้โดดเดี่ยว แต่มีท่านราชครูคอยหนุนหลัง?!
“ท่านราชครูมาถึงแล้ว!”
เสียงประกาศอันดังก้อง บุรุษผู้หนึ่งสวมชุดขุนนางสีม่วงแดง ดวงตาเรียวเล็ก หนวดเครายาว ก้าวเข้ามาในศาลาว่าการศาลต้าหลี่
ไท่ฟู่โจวอายุราวห้าสิบกว่า ๆ แล้ว แต่ร่างกายยังคงแข็งแรง ยืนหยัดดุจต้นสนโบราณ ทั่วทั้งร่างแผ่บารมีของขุนนางชั้นผู้ใหญ่
ท่านราชครูโจวกวาดสายตามองผู้คนอย่างเงียบ ๆ พอเห็นเซี่ยปี้คุกเข่าอยู่บนพื้น ก็อดไม่ได้ที่จะประสานมือคำนับ แสดงความเคารพสูงสุด
“ช่วงเวลาที่ข้าไม่อยู่เมืองหลวง ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ขึ้น หนิงกั๋วกงนับเป็นเสาหลักของแคว้นต้าเหลียง แต่กลับต้องมาติดคุกเช่นนี้ น่าเศร้าใจนัก”
ราชครูโจวกับเซี่ยปี้เป็นคนยุคเดียวกัน สมัยยังหนุ่มต่างก็เป็นขุนนางที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงไว้วางใจ และสนิทสนมกันอยู่บ้าง
ตอนนี้เห็นเซี่ยปี้ถูกใส่ความ ความรู้สึกเจ็บปวดที่แสดงออกมานั้น ย่อมไม่ใช่การเสแสร้งแต่อย่างใด
เซี่ยปี้พยักหน้าเล็กน้อย นับเป็นการรับคำทักทาย
“ท่านราชครูกลับสู่เมืองหลวง แต่ข้าไม่อาจไปต้อนรับได้ นับเป็นความเสียใจยิ่ง รอจนกว่าข้าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้แล้ว จะไปคารวะท่านที่จวน”
ได้ยินแบบนี้ สีหน้าของไท่ฟู่โจวพลันบึ้งตึง หันไปมองหลี่เฉียนกับไท่เป่าหลิน แววตาแฝงความโกรธ
“หนิงกั๋วกงยังไม่ได้พ้นผิดอีกหรือ?”
“ท่านผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ การพิจารณาคดีของศาลต้าหลี่มีขั้นตอน แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีก็เป็นถึงกั๋วกง เหตุใดเวลาล่วงนานเช่นนี้แล้วยังไม่มีข้อสรุปเล่า?”
คำพูดของราชครูโจวแม้จะมุ่งไปที่ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ แต่สายตากลับจับจ้องหลี่เฉียนกับไท่เป่า
แววตาเต็มไปด้วยการข่มขู่บีบคั้น
ราวกับต้องการบอกทั้งสองคนว่า ตราบใดที่ข้ายังอยู่ พวกเจ้าก็อย่าหวังจะใช้มือเดียวปิดแผ่นฟ้า กำจัดคนดีได้
ดวงตาของหลี่เฉียนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทรุดกายนั่งบนเก้าอี้
ไท่เป่าหลินก็ไม่ต่างกัน นับตั้งแต่ไท่ฟู่โจวปรากฏตัวขึ้น หัวใจของเขาก็เย็นเยียบนัก
ถ้าในบรรดาขุนนางใหญ่ทั้งสาม มีแค่ไท่เป่าหลินอยู่เมืองหลวง ก็คงมีเพียงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียงเท่านั้นที่สามารถเขาได้
แล้วตอนนี้ เป้าหมายทางการเมืองของไท่เป่าหลินกับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงสอดคล้องกัน การกระทำคล้อยตาม ไม่ขัดแย้ง
มีฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงหนุนหลัง ไท่เป่าหลินไม่เกรงกลัวผู้ใด แม้แต่ฉินเฟิงก็ไม่อาจทำอะไรได้
เพราะเมื่อปราศจากการควบคุมของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ไท่เป่าหลินก็สามารถใช้อำนาจในมือ และสถานะที่เหนือกว่า บีบบังคับทุกฝ่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายได้
เรียกได้ว่า ใช้มือข้างเดียวปิดท้องฟ้ามิด
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว ไท่ฟู่โจวกลับมา หมายความว่า นอกจากฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ก็ยังมีอีกคนที่สามารถขัดขวางไท่เป่าหลินได้
ยิ่งไปกว่านั้น จากสถานการณ์ตรงหน้า ชัดเจนว่าไท่ฟู่โจวอยู่ข้างฉินเฟิง
หลี่ยงที่ได้รับการสนับสนุนจากท่านราชครูโจว กับฉินเฟิงผู้มีกองกำลังทหารแข็งแกร่งในมือ นับเป็นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
หลี่เฉียนกับไท่เป่าหลินไม่สามารถทำอะไรฉินเฟิงกับหลี่ยงได้อีกแล้ว
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ไม่รีรอ รีบลุกขึ้นประกาศ
“คดีสมคบคิดศัตรูของเซี่ยปี้ หลังการตรวจสอบพบว่า เป็นการใส่ความ”
“ข้าขอประกาศ เซี่ยปี้ไม่มีความผิด ปล่อยตัวได้!”
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ก็รู้ดีว่า การที่ไท่ฟู่ปรากฏตัวขึ้นที่ศาลต้าหลี่อย่างกะทันหันเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อช่วยเซี่ยปี้ให้พ้นผิดเท่านั้น
แต่เป็นการเล็งเป้าไปที่หลี่เฉียนกับไท่เป่าหลิน
ในฐานะผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ เขาไม่จำเป็นต้องเข้าข้างฝ่ายใด เพียงแต่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ รักษากฎหมายอย่างเที่ยงธรรมก็พอแล้ว
ผู้บัญชาการกวาดสายตามองไปยังหลี่เฉียนกับไท่เป่าหลิน เสียงดังก้องกังวาน
“องค์ชายรอง ไท่เป่าหลิน พวกท่านทั้งสองคน เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง กำจัดผู้เห็นต่าง ถึงกับใส่ร้ายหนิงกั๋วกง”
“ตามกฎหมายต้าเหลียง พวกท่านมีความผิดถึงตาย!”
“แต่องค์ชายมีฐานะสูงส่ง ข้ามิอาจตัดสินโทษ เจ้าหน้าที่ จับตัวองค์ชายหลี่เฉียนไว้ก่อน รอส่งตัวไปยังสำนักขุนนางฝ่ายใน!”
“ส่วนท่านไท่เป่าหลิน ใส่ร้ายคนดี มีหลักฐานชัดเจน เอาตัวไปขัง!”
สิ้นเสียง เจ้าหน้าที่กรูกันเข้ามา ถอดหมวกขุนนางของไท่เป่าหลิน และคุมตัวออก
เจ้าหน้าที่พูดเสียงดังฟังชัด “ไท่เป่าหลินเชิญที่ห้องด้านหลัง ถอดชุดขุนนางออก!”
ไท่เป่าหลินจ้องหมวกขุนนางของตนเองอย่างเหม่อลอย ราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน
ตลอดกระบวนการ เขาไม่ได้ต่อต้านแม้แต่น้อย
ยางทีอาจเพราะเขาตกจากฟ้ากะทันหัน เลยไม่ทันได้เตรียมใจ
ช่วงเวลาเดียวกัน หลี่เฉียนที่ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัว เดี๋ยวหน้าแดงเดี๋ยวหน้าขาว
เขาลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองหลี่ยงอย่างบ้าคลั่ง ตะโกนด้วยความโกรธแค้น
“หลี่ยง เจ้ามันร้ายนัก!”
“วันนี้ข้าพ่ายแพ้ ต้องโทษตัวข้าที่ใจอ่อนเกินไป!”
“ด้วยเยื่อใยพี่น้อง ข้าไม่อาจทำร้ายเจ้า เดิมทีข้ามอบใจให้ดวงจันทร์ แต่จันทร์กลับส่องสะท้อนบนคูน้ำ*[1]”
กล่าวจบ หลี่เฉียนก็หันไปมองฉินเฟิง
แววตาไม่ได้แสดงความเคียดแค้นแต่อย่างใด กลับมีเพียงความน่าสมเพช
“ฉินเฟิง วันนี้เจ้าร่วมมือกับหลี่ยงโค่นล้มข้า ข้าก็ไม่โทษเจ้า”
“เพียงแต่เตือนเจ้าไว้สักประโยคหนึ่ง เพื่อชิงตำแหน่งรัชทายาท หลี่ยงยอมอดทนรอคอยมาหลายปี สุดท้ายก็ลงมือกับข้าอย่างไม่ลังเล”
“แม้แต่พี่น้องแท้ ๆ ยังทำได้เช่นนี้ วันข้างหน้า หากเป็นเจ้า เขาจะยิ่งโหดเหี้ยมกว่าเป็นสิบเท่า!”
ฉินเฟิงไม่สงสัยใคำพูดของหลี่เฉียนแม้แต่น้อย
คนเราวางแผนอย่างไร ก็สู้ฟ้าลิขิตไม่ได้ สิ่งที่ฉินเฟิงกังวลที่สุดก็คือ ฮ่องเต้คนใหม่ จะเหมือนกับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงคนปัจจุบัน ที่รู้จักแต่การถ่วงดุลอำนาจหรือไม่
หากต้องเลือกฮ่องเต้สักคน ฉินเฟิงย่อมเลือกหลี่เฉียน!
หลี่เฉียนอาจไม่ใช่คนดี แต่สำหรับฉินเฟิง ภัยคุกคามของหลี่เฉียนเทียบไม่ได้กับหลี่ยง
แต่ฉินเฟิงไม่มีทางเลือกอื่น เขาจำต้องเลือกหลี่ยง เพราะนี่เป็นสิ่งที่หลี่เฉียนเป็นคนบีบบังคับเอง
ตลอดมา ความคิดของฉินเฟิงไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เขาอยากหาเงิน ดูแลครอบครัวให้กินอิ่มนอนหลับ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเท่านั้น
แต่สิ่งต่าง ๆ ในเมืองหลวงกลับลากเขาเข้ามาพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจ
ฉินเฟิงจะแย่งหรือไม่แย่ง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สิ่งสำคัญคือ ในใจของหลี่เฉียนกับหลี่ยง ฉินเฟิงมีความคิดที่จะแย่งชิงหรือไม่
เห็นได้ชัดว่า องค์ชายทั้งสองต่างก็ยึดหลัก ฆ่าผิดดีกว่าปล่อยให้รอด ไม่ว่าจะผิดหรือถูก สุดท้ายก็ลากเขาเข้าสู่วังวนแห่งผลประโยชน์ที่โหดร้ายที่สุดนี้
ฉินเฟิงอยากจะยุติการแย่งชิงอำนาจนี้โดยเร็วที่สุด พาเซี่ยปี้ออกจากศาลต้าหลี่ กลับไปใช้ชีวิตที่แสนสบายของตนดังเดิม
“ขอบคุณสำหรับคำเตือนขององคืชายรอง”
“ข้าเองก็ขอฝากคำแก่ท่าน”
“ข้า ฉินเฟิง ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่ในอนาคต ไม่เคยสนใจในเรื่องการแย่งชิงอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น”
“ข้าเพียงแค่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดอยู่ได้เท่านั้น”
“หากผู้ใดคิดรุกรานข้า ข้ายินดีทุ่มเททุกอย่าง เพื่อทำให้มันต้องชดใช้เป็นร้อยเท่าพันเท่า!”
คำพูดเหล่านี้ ไม่ใช่แค่กล่าวเตือนหลี่เฉียน
แต่ยังเป็นการเตือนหลี่ยงด้วย เขาไม่ชอบถูกหลอกใช้ หากหลี่ยงก้าวขึ้นสู่อำนาจ แล้วคิดจะเดินตามรอยหลี่เฉียนกับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง
เขาจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้โดยง่าย สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะต้องเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน!
[1] เดิมทีข้ามอบใจให้ดวงจันทร์ที่ส่องสว่าง แต่จันทร์กระจ่างกลับส่องสะท้อนบนคูน้ำ (我本将心向明月 奈何明月照沟渠) เป็นบทกวีจาก ‘พงศาวดารผีผา’ ของเกาหมิ่ง ในราชวงศ์หยวน หมายถึง การปฏิบัติต่ออีกคนด้วยความจริงใจและหวังดี แต่คนคนนั้นกลับไม่เห็นคุณค่า