บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 658 การเจรจาสันติภาพ…เริ่มขึ้นแล้ว
บทที่ 658 การเจรจาสันติภาพ…เริ่มขึ้นแล้ว
คณะทูตเป่ยตี๋กว่าร้อยคน ตอนนี้เหลือเพียงขุนนางเพียงสิบกว่าคน ยืนอยู่บนถนนกลางเมืองหลวง
ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
เป็นเพียงเพราะ ‘การควบม้าฝ่าเมือง’
หานอวี้จ้องมองเหล่าทหารที่ถูกสังหาร ดวงตาว่างเปล่า
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดถึงได้สติ เขากำหมัดแน่น จ้องมองเฉินเฟิงอย่างเอาเป็นเอาตาย
ถ้าสายตาสามารถสังหารคนได้ เฉินเฟิงคงตายไปแล้ว
“เฉินเฟิง! การเจรจาสันติภาพจบลงแล้ว!”
“เจ้าจะฆ่าตัดหัวข้าก็เอาเลย!”
ราชทูตที่สามารถเข้าร่วมการเจรจาสันตืภาพได้ ล้วนต้องเป็นขุนนางระดับสูงทั้งสิ้น
และสิ่งที่เหมือนกันของ ‘ขุนนางระดับดับสูง’ ก็คือ
ไม่เกรงกลัวอำนาจ และไม่มีวันยอมจำนนโดยง่าย
บนโต๊ะเจรจา ต้องเผชิญกับแรงกดดันที่ยากจะคาดเดา ถ้าหวั่นไหวเพียงนิด ก็อาจทำให้บ้านเมืองสูญเสียผลประโยชน์ใหญ่หลวงได้
ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่เป็นทูตจึงต้องเป็นขุนนางมากประสบการณ์ที่ไม่กลัวตาย
สัมผัสได้ถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นของหานอวี้
ฉินเฟิงกระจ่างแจ้ง แม้จะใช้เล่ห์กลเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เหล่าขุนนางผู้หยิ่งทนงเหล่านี้ยอมสยบหรือแม้แต่หวาดหวั่นได้
เช่นเดียวกับบิดาของฉินเฟิง เสนาบดีกรมกลาโหม
และเหล่าขุนนางจากสำนักศึกษาหลวง
ล้วนแต่เป็นขุนนางที่เปี่ยมด้วยความซื่อตรง เด็ดเดี่ยว
เขารู้ดีและเข้าใจดี
แต่การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแคว้นต้าเหลียงเป็นอีกเรื่อง
“ถ้าข้ามิได้จำผิด ท่านมีนามว่าหานอวี้กระมัง?”
“เพียงควบม้าเข้าเมืองหลวงก็นับว่าอวดดีแล้ว”
“แต่พวกเขากลับทำร้ายราษฎรของต้าเหลียงอีก นั่นถือว่าจงใจเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแคว้นต้าเหลียงเรา”
“นับแต่ที่หลู่หลีควบม้าพุ่งชนประชาชนต้าเหลียง การเจรจาก็จบสิ้นลงแล้ว”
“ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาบอก!”
ฉินเฟิงไม่สนใจสายตาอาฆาตแค้นของหานอวี้ และคณะทูตเป่ยตี๋
เขาออกคำสั่งกับหนิงหู่
“เร่งส่งสารไปชายแดนเหนือ”
“จัดกองทัพ บุกโจมตีเป่ยตี๋อย่าให้ได้ทันตั้งตัว!”
“เป่ยตี๋คงไม่คาดคิดว่าเราจะโจมตีระหว่างการเจรจาสันติภาพ และกว่าข่าวคณะทูตถูกสังหารจะไปถึงเมืองหลวง กองทัพเราก็คงไปถึงแล้วเช่นกัน”
หนิงหู่กำหมัดแน่น ก่อนจะรีบวิ่งออกไป
หานอวี้พลันชะงัก
ที่ฉินเฟิงกล่าวมาไม่ผิดเลย
ฮ่องเต้เป่ยตี้คงไม่คาดคิดว่าแคว้นต้าเหลียงจะโจมตีในเวลาเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น…ยามนี้เป่ยตี๋กำลังพักฟื้นกองทัพและจัดกองทัพใหม่ ทำให้เป็นช่วงเวลาที่การป้องกันของเป่ยตี๋อ่อนแออย่างถึงที่สุด
ถ้าต้าเหลียงฉวยโอกาสนี้โจมตี ย่อมสามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่แคว้นเป่ยตี๋แน่นอน
แม้หานอวี้จะเคียดแค้น กัดฟันกรอดจนฟันแทบแตก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของฉินเฟิงน่าพรั่นพรึงนัก
การเจรจาสงบศึกล้มเหลว นับเป็นเรื่องเล็กน้อย…
แต่ความมั่นคงของบ้านเมืองยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด
ความกดดันอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วร่างหานอวี้
ทันใด ฉินเฟิงก็ออกคำสั่งอีกครั้ง
“รีบไปแจ้งเสนาบดีกรมกลาโหม ให้ท่านสั่งปิดล้อมเมืองหลวง ห้ามผู้ใดพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เด็ดขาด”
“ผู้ใดขัดขืน ให้ถือว่ามีความผิดฐานเปิดเผยความลับทางทหาร!”
“นอกจากนี้ ทูลรายงานต่อฮ่องเต้ต้าเหลียง ขอให้พระองค์ส่งองครักษ์ชุดดำออกค้นหาสายลับของเป่ยตี๋ หน่วยนกฮูกราตรีทั่วทั้งเมืองหลวง”
“ทุ่มเทสุดความสามารถ ปิดกั้นข่าวไม่ให้รั่วไหลออกนอกเมืองหลวงเด็ดขาด”
ยังไม่จบ
ฉินเฟิงหันไปมองบัณทิตชราที่กำลังตกใจกลัว
“ท่านผู้เฒ่า ข้าอยากขออะไรสักอย่าง”
บัณฑิตชราถามเสียงสั่น “นายน้อยฉิน เชิญพูดมาได้เลย”
ฉินเฟิงพูดตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม “รบกวนท่านรวบรวมเหล่าบัณฑิตและผู้รู้หนังสือในเมืองหลวง ให้พวกเขานำข่าวเรื่องการเจรจาไปขับขาน”
“จะแต่งอย่างไร เล่าอะไร ข้าไม่ขอก้าวก่าย แต่ต้องให้ผู้คนรับรู้ว่าการเจรจาเป็นราบรื่น ทั้งสองฝ่ายหาทางออกที่พอใจร่วมกันได้ และต่างก็ยินดีนัก”
หานอวี้ย่อมเข้าใจความหมายที่ซ่อนเร้น ฉินเฟิงต้องการปล่อยข่าวลวงออกไปสู่ภายนอก
เมื่อเหล่านกฮูกราตรีที่ซุ่มอยู่นอกเมืองหลวงได้ยินข้าวนี้ พวกเขาย่อมต้องรีบส่ง ‘ข่าวลวง’ กลับไปยังเป่ยตี๋
เช่นนี้แล้ว เป่ยตี๋ย่อมไม่ตระหนักถึงภัย
เจ้าเด็กฉินเฟิง…
มันไม่ได้คิดแค่จะตีเมืองยึดดินแดน
แต่มันต้องการจะกวาดล้างเป่ยตี๋ให้สิ้นซาก
ความคิดทะเยอทะยานเช่นนี้ แม้แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็เกรงว่าไม่เคยคิด
ฉินเฟิงออกคำสั่งออกไปสามครั้ง แล้วทุกครั้งล้วนสั่นคลอนใจของขุนนางมากประสบการณ์หานอวี้
เพื่อผลประโยชน์ของแผ่นดิน ความมั่นคงของชาติ เขาจำต้องละทิ้งเกียรติและศักดิ์ศรี
ตึง!
หานอวี้ทิ้งตัวคุกเข่าลงตรงหน้าฉินเฟิง ก้มคารวะ แล้วกล่าวว่า
“ฉินเฟิง พวกข้าเพิ่งมาถึง ยังไม่รู้ขนบกฎเกณฑ์ของแคว้นต้าเหลียง ถึงได้ขี่ม้าเข้าเมืองหลวง สร้างความโกลาหลแก่ชาวบ้าน เรื่องเช่นนี้ไม่ควรทำจริง ๆ”
“คณะทูตเราสำนึกในความผิด ยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ของต้าเหลียง ข้าจะยอมรับการสั่งสอนอย่างยินดี ขอเพียงเจ้าปล่อยผ่านเรื่องนี้สักครั้ง และให้การเจรจาสันติภาพดำเนินต่อไป”
ตู้ม!
เหล่าผู้คนต่างตกตะลึง ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกท่วมท้น
ไม่ใช่แค่ชาวบ้าน กระทั่งขุนนางกรมพิธีการที่อกสั่นขวัญแขวนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนหลายคราวคิดจะเผ่นหนีกลับวังหลวงไปทูลรายงานฮ่องเต้ต้าเหลียง
เขารู้ดีว่าฉินเฟิงไม่ได้ทำอะไรผิด เขาลงโทษคณะทูตเป่ยตี๋ ปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของต้าเหลียง
แต่การเจรจาสันติภาพเห็นทีคงล้มเหลวแล้ว สงครามระหว่างสองแคว้นจะเกิดขึ้นอีกครั้ง และเปลวเพลิงแห่งสงครามจะเผาโอกาสแห่งความสัมพันธ์สุดท้าย
แต่สิ่งที่เกิดอยู่ตรงหน้าตอนนี้กลับตรงข้ามกับสิ่งที่ผู้ช่วยเสนาบดีกรมพิธีการคิดอย่างสิ้นเชิง
คณะทูตเป่ยตี๋ที่แบกรับความแค้นลึกล้ำ ยอมคุกเข่าวิงวอน ขอให้การเจรจาสันติภาพยังคงดำเนินต่อไป
ตะลึงไปพักใหญ่ ผู้ช่วยเสนาบดีกรมพิธีการถึงตั้งสติได้
ความปีติยินดีแผ่ซ่าน
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
“การเจรจาสันติภาพ…เริ่มขึ้นแล้ว!”
“คณะทูตเป่ยตี๋ขี่ม้าผ่ากลางเมือง จงใจจะแสดงแสนยานุภาพให้แคว้นต้าเหลียงหวั่นเกรง”
“ประกาศให้รู้ว่า แม้เป่ยตี๋จะพ่ายแพ้ แต่ก็ยังแข็งแกร่ง หาได้หวั่นเกรงที่จะทำศึกระหว่างแคว้นอีกครั้ง”
“หวังชิงความเหนือกว่าและบีบไม่ให้ต้าเหลียงเรียกค่าปฏิกรรมสงคราม”
“แต่ฉินเฟิงไม่ลังเลที่จะลงโทษและสังหารคนของคณะทูตเป่ยตี๋ในที่สาธารณะ”
“และออกคำสั่งโจมตีเป่ยตี๋โดยไม่ลังเล”
“แสดงให้เป่ยตี๋เห็นว่า ต้าเหลียงหาใช่แผ่นดินที่ใครจะยั่วยุเหยียดหยามได้โดยง่าย”
“และการต่อสู้คราวแรกนี้ ฉินเฟิงก็เป็นฝ่ายชนะ”
ชาวบ้านและบัณฑิตทั้งหลายล้วนไม่เข้าใจการเมืองเช่นผู้ช่วยเสนาบดีกรมพิธีการ
ตอนแรกทุกคนเพียงตกตะลึงกับเรื่องที่เกิดขึ้น
แต่พอได้ยินน้ำเสียงตื่นเต้นของผู้ช่วยเสนาบดี ทุกคนถึงได้รู้แจ้ง
ชั่วครู่หนึ่ง เสียงแซ่ซ้องปะทุขึ้น
แผ่นหลังชาวบ้านเปียกโชกเหงื่อเย็นราวกับเพิ่งผ่านประตูนรกมา
ตอนนี้ ภายในใจของพวกเขามีเพียงความเลื่อมฉินเฟิง
“สมกับเป็นฉินเฟิง!”
“ถ้าเป็นพวกขุนนางขี้ขลาดคงจำนนต่อเป่ยตี๋ไปแล้ว”
“คณะทูตเป่ยตี๋ช่างเจ้าเล่ห์นัก!”
“นี่ไม่ใช่เล่ห์กล เป็นเพียงการทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของแคว้น แต่อย่างไรก็เถอะ โชคดีนักที่นายน้อยฉินอยู่ที่นี่”
“โอ้ ข้ากลัวแทบตาย นึกว่าจะต้องทำสงครามระหว่างแคว้นกันอีกเสียแล้ว”
“แต่ถ้าหานอวี้ไม่ยอมจำนน นายน้อยฉินก็คงทำอย่างที่พูดออกมาจริง ๆ ส่งกองกำลังบุกเป่ยตี๋ ชิงโจมตีก่อน”
“เดิมทีก็มีความแค้นเลือดเนื้อต่อกันอยู่ หากพวกเราไม่ตี เป่ยตี๋ พวกมันก็ต้องยกทัพมาแก้แค้นพวกเราอยู่ดี”
“โอ้ น่าหวาดหวั่นนัก…”
“นี่… นี่เพิ่งจะก้าวแรกของการเจรจาสันติภาพยังไม่ทันได้นั่งโต๊ะเจรจาก็ต่อสู้กันจนแทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว”
“ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจแล้วหรือยังเล่าว่า เหตุใดฝ่าบาทถึงทรงให้ตระกูลฉินเป็นผู้นำในการเจรจาสันติภาพ? ก็ภายใต้สถานการณ์กดดันเช่นนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะต้านทานและเด็ดเดี่ยวอยู่ได้”