บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 684 บัณฑิตกับคนเถื่อน
บทที่ 684 บัณฑิตกับคนเถื่อน
พอคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา บรรดาขุนนางทั้งหลายก็นึกย้อนไปถึงวันที่คณะทูตเป่ยตี๋มาถึงเมืองหลวง
ฉินเฟิงสังหารทหารติดตามคณะทูต ลงโทษหลู่หลีต่อหน้าธารกำนัล เชิดชูเกียรติของแคว้นต้าเหลียง
ยิ่งคิดเหล่าขุนนางก็ยิ่งชื่นชม
พอเห็นบรรดาใต้เท้าชื่นชมเจ้าเด็กตัวเหม็น สีหน้าของฉินเทียนหู่ก็ค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ตอนนั้นเอง เสนาบดีกรมคลังหลี่ซวี่ก็พูดขึ้นว่า
“ใต้เท้าฉิน หลังเจรจาสันติภาพ ตามขั้นตอน ฝ่าบาทจะต้องเรียกขุนนางเข้าเฝ้าเพื่อสอบถามถึงกระบวนการและเนื้อหาของการเจรจา”
“เราใช้โอกาสนี้ให้ขุนนางทั้งหลายร่วมกันถวายฎีกาต่อฝ่าบาท เสนอให้แต่งตั้งตำแหน่งสองในสามขุนนางใหญ่ที่ว่างอยู่เลย ดีหรือไม่?”
“ตอนนี้ซานกงเหลือเพียงราชครูเพียงผู้เดียว ปล่อยอีกสองตำแหน่งว่างเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดี”
ครั้งหนึ่งหลี่ซวี่เคยเป็นศัตรูกับตระกูลฉิน
แต่นับแต่เข้าร่วมพลพรรคเถาหลิน เขาก็ค่อย ๆ กลายเป็นแกนหลักที่แข็งแกร่งของพลพรรคเถาหลิน
ในฐานะเสนาบดีกรมคลัง อำนาจของหลี่ซวี่ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใดเลย
ด้วยการช่วยเหลือของเขา พลังของพลพรรคเถาหลินเป็นที่ประจักษ์โดยไม่ต้องกล่าวถึง
อีกทั้งขุนนางที่เข้าร่วมการเจรจาคราวนี้ก็ล้วนเป็นคนของพลพรรคเถาหลิน ไม่มีคนนอก การพูดถึงเรื่องนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังมากเกินไป
เรื่องการคัดเลือกมหาเสนาและไท่เป่า ผู้ใดจะไม่รู้ไม่เห็น นี่หาใช่ความลับอะไรอยู่แล้ว
พอหลี่ซวี่กล่าวแบบนี้ บรรดาขุนนางรอบ ๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย
“กล่าวได้ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่อาจรอช้าได้อีกแล้ว!”
“ตามที่ใต้เท้าหลี่กล่าว หลังการเจรจาสิ้นสุด พวกข้าจะร่วมกันเขียนฎีกาถวาย ขอให้ฝ่าบาทพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งมหาเสนากับไท่เป่า”
“ซานกงเป็นเสาหลักของต้าเหลียง บัดนี้เสาหลักสามต้นที่ค้ำฟ้า พังทลายไปแล้วสองต้น ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับต้าเหลียงเลย”
“ที่พวกข้าเร่งผลักดันให้มีการคัดเลือก ก็เพราะคำนึงถึงบ้านเมืองทั้งนั้น”
“ใต้เท้าฉิน ท่านคิดเห็นเช่นไร?”
ฉินเทียนหู่ใจกระจ่างดั่งกระจกเงา
เขาเข้าใจดี ตอนนี้บรรดาใต้เท้าทั้งหลายมีความกังวลอยู่บ้าง
พลพรรคเถาหลินครอบครองกรมกลาโหม กรมการคลัง กรมข้าราชการ สำนักไท่ฉาง สำนักศึกษาหลวง และกรมสำคัญอื่น ๆ อีกมาก
อำนาจพรรคแทบจะถึงขีดสุดแล้ว
ไม่ค้องพูดถึงว่า ศัตรูทางการเมืองยากจะต่อกร แม้แต่ฝ่าบาทก็ต้องถอยหลังสามก้าว
แต่ฉินเทียนหู่กับฉินเฟิง ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรืออำนาจก็ยังไมแข็งแกร่งพอ
พวกเขายังไม่อาจชี้ขาดรื่องต่าง ๆ
ตำแหน่งมหาเสนากับไท่เป่าที่ว่างอยู่ เพียงได้รับหนึ่งสองตำแหน่งมา
ตำแหน่งของพลพรรคเถาหลินก็จะมั่นคงถาวร ไม่มีใครสั่นคลอนได้อีก ความกังวลของเหล่าขุนนางก็จะหมดไป
แม้ว่าการกดดันฝ่าบาทในช่วงสำคัญเช่นนี้ อาจถูกสงสัยว่าไม่จงรักภักดี
แต่ฉินเทียนหู่ก็ทำได้แค่รับฟังความตั้งใจของเหล่าขุนนาง
สุดท้ายเขาก็พยักหน้ากับเรื่องนี้
พอเห็นฉินเทียนหู่ตกลง เหล่าขุนนางก็ยินดีนัก
ขณะนั้นเอง ขันทีตะโกนแจ้ง
“คณะทูตจากเป่ยตี๋มาถึงแล้ว!”
เหล่าขุนนางพลพรรคเถาหลินต่างรู้กันดีว่าควรหยุดการสนทนาไว้เท่านี้ พวกเขาหันหลังเดินไปยังท้องพระโรงที่มีการจัดวางโต๊ะสำหรับเจรจาไว้ แล้วนั่งลงประจำที่ของตน
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ประตูใหญ่ด้านนอก
ฉินเทียนหู่เหลียวซ้ายแลขวา เห็นว่าฉินเฟิงยังไม่มา ในใจร้อนรนและโกรธนัก
แม้การเจรจาสงบศึกไม่อาจเสร็จสิ้นได้ในวันเดียว
แต่สิ่งที่เจรจากันเป็นเรื่องบ้านเมือง เวลาจึงมีค่าดุจทอง ยิ่งล่าช้าก็เป็นต้าเหลียงเองที่สูญเสีย
ฉินเทียนหู่ขมวดคิ้วมุ่น คิดไปต่าง ๆ นานา
‘ไอ้เจ้าเด็กสารเลวนั้นคงไม่ใช่ว่ายังนอนอยู่กระมัง’
เสียงฝีเท้าดังขึ้น คณะทูตเป่ยตี๋เดินเข้ามายังห้องเจรจา
ฉินเทียนหู่จำต้องสนใจสถานการณ์ตรงหน้าก่อน
คณะทูตนำโดยหลู่หลี ตามมาด้วยหานอวี้กับเฉินซือ
ตามธรรมเนียม ตอนนี้ฝ่ายต้าเหลียงในฐานะเจ้าบ้านควรลุกขึ้นต้อนรับเพื่อแสดงมารยาท
แต่ภายใต้อิทธิพลของฉินเฟิง เหล่าขุนนางต่างรู้ดี พวกคนเถื่อนเป่ยตี๋ไม่ชอบความอ่อนโยน
ตัวแทนเจรจาฝั่งต้าเหลียงไม่มีผู้ใดลุกยืน แม้แต่จะเอ่ยปากสักคำก็ไม่มี
พวกเขานั่งอยู่ที่โต๊ะเจรจาด้านหนึ่ง จ้องมองคณะทูตเป่ยตี๋อย่างเย็นชา แสดงถึงความแข็งกร้าวและอำนาจที่จะไม่ยินยอมอ่อนน้อม
หลู่หลีเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ
แม้เขาจะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ด้วยนิสัยโผงผางแต่กำเนิด ในใจก็ยังขุ่นเคืองอยู่บ้าง
ขุนนางต้าเหลียงแข็งกร้าวเพียงนี้ หลู่หลีก็ขี้เกียจพูดให้มากความ
เขาโบกมือครั้งหนึ่ง บรรดาคณะทูตก็เดินไปนั่งที่โต๊ะเจรจาตามตำแหน่งของตนเอง
เมื่อทั้งสองฝ่ายนั่งลงพร้อมหน้า การเจรจาสันติภาพก็ควรจะเริ่มขึ้น
ทว่า…ทั้งห้องกลับเงียบกริบ
ต่างฝ่ายต่างจ้อง ไม่มีใครยอมเอ่ยปากก่อน
เพียงแค่การปะทะทางสายตาก็เสียเวลาไปหนึ่งถ้วยชาแล้ว
ช่วงเวลานี้ เฉินซือมองไปรอบ ๆ เขาไม่เห็นฉินเฟิง
เขาหรี่ตาเล็กน้อย ก่อนจะสะกิดหลู่หลีเบา ๆ
“ใต้เท้าเริ่มเลยเถอะ ตอนนี้ฉินเฟิงยังไม่มา เราย่อมด้เปรียบ!”
แม้หลู่หลีจะไม่พอใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในบรรดาตัวแทนเจรจาของต้าเหลียง ฉินเฟิงเป็นรับมือยากที่สุด”
แต่เมื่อฉินเฟิงยังไม่มา ก็ไม่มีอะไรยากเย็น
หลู่หลีกระแอมขึ้นเบา ๆ แล้วน้ำเสียงทุ้มลึกก็ดังขึ้น “ข้าได้ยินมาว่า แคว้นต้าเหลียงเป็นแผ่นดินแห่งมารยาท”
“แต่วันนี้ได้พบกันแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษ”
“พวกข้าเดินทางไกลพันลี้มายังเมืองหลวงต้าเหลียงเพื่อหารือเรื่องหลังสงคราม ทว่า…นับแต่เข้าเมืองหลวงมา สิ่งที่ได้ประสบกลับไม่น่าพึงใจนัก”
“แคว้นต้าเหลียงไร้ความจริงใจไม่พอ ยังไร้มารยาทอย่างที่สุด!”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำตำหนิของหลู่หลี ฉินเทียนหู่ย่อมไม่ยอม
เขาหรี่ตาลง เอ่ยวาจาดุดันว่า
“พวกท่านรู้ดีอยู่แล้ว ที่นี่คือแผ่นดินต้าเหลียง ภายในเขตเมืองหลวงใต้ฝ่าพระบาทของโอรสสวรรค์ พวกท่านกลับไม่เคารพกฎเกณฑ์ ควบม้าผ่านเมือง กระทำการไร้มารยาท!”
“ในฐานะทูตต่างแดนก็ควรจะถ่อมตนสักหน่อยไม่ใช่หรือ? ทว่าแต่ตั้งมาถึง ข้าเห็นแต่ท่าทีหยิ่งยโส วางอำนาจใหญ่โต!”
“เป่ยตี๋เป็นเพียงแคว้นที่พ่ายแพ้สงคราม มีสิทธิ์ใดถึงได้กล้าอวดดี!”
พอถูกตราหน้าว่าผู้แพ้สงคราม หลู่หลีก็โกรธจัด
เขาตบโต๊ะเสียงดัง กัดฟันกรอด
“พวกเจ้าต้าเหลียงเป็นเช่นไรข้ารู้ดีที่สุด!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องเสบียงอาหาร เป่ยตี๋ที่แข็งแกร่งย่อมไม่พ่ายให้แก่พวกบัณฑิตอ่อนแอเช่นต้าเหลียง!”
“ทว่าบัดนี้ พวกข้าเป่ยตี๋เตรียมเสบียงอาหารและทรัพยากรพร้อมแล้ว เมื่อไม่อยากเจรจา ก็ไม่ต้องเจรจา เป่ยตี๋พร้อมทำสงครามทุกเมื่อ!”
“ม้าเหล็กของเป่ยตี๋จะเหยียบย่ำสมองเล็ก ๆ ของพวกเจ้าให้แหลก!”
เหล่าาขุนนางเจรจาต้าเหลียงย่อมไม่อาจทนฟัง ชี้หน้าด่าทอหลู่หลีอย่างเดือดดาล
“เจ้าไร้มารยาท!”
“สมแล้วที่เป็นคนเถื่อนเป่ยตี๋ หยิ่งผยองนัก!”
ฉินเทียนหู่ลุกพรวด คว้าถ้วยชาตรงหน้าได้ก็ขว้างลงพื้น
“ไม่ต้องพูดกันแล้ว! เปล่าประโยชน์สิ้นดี!”
“กล้าพูดว่าทหารต้าเหลียงอ่อนแอหรือ? ไม่รู้ว่าพวกไร้ค่าที่ใดถูกทหารต้าเหลียงต้อนจนพ่าย”
“เป็นเพียงแม่ทัพผู้พ่ายแพ้ แต่ยังกล้าเห่าหอน!”
หลู่หลีผุดลุกพรวด กำหมัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
“ทหารบ้าอะไรกัน ก็แค่พวกไร้ค่าที่เอาแต่หลบซ่อนอยู่ในเมือง รู้แต่การตั้งรับ+”
“แม้พวกเจ้าจะมีความกล้าร้อยเท่า ก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับกองทัพอันเกรียงไกรของเป่ยตี๋ในทุ่งกว้างไม่ใช่หรือไร?!”
สีหน้าฉินเทียนหู่เหยียดหยามนัก “พวกคนเถื่อนบ้านป่า คุ้นชินกับการกินนอนในที่โล่ง ไม่มีปัญญากินอาหารเลิศรส”
“แคว้นต้าเหลียงยิ่งใหญ่ ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ เลยสร้างเมืองสำคัญที่ชายแดน สร้างป้อมปราการแน่นหนา”
“ส่วนพวกเจ้าอยากจะสร้าง แต่ก็สร้างไม่ได้กระมัง?!”