บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 696 เดินหนึ่งก้าว มองไกลสิบก้าว
บทที่ 696 เดินหนึ่งก้าว มองไกลสิบก้าว
คำตอบของฉินเฟิง ทำท้องพระโรงเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ
ไม่ว่าจะเป็นทูตจากเป่ยตี๋ หรือขุนนางต้าเหลียงที่เข้าร่วมการเจรจา ต่างก็มองฉินเฟิงด้วยความตกตะลึง
“ฉิน…ฉินเฟิง”
ผู้บัญชาการสำนักไท่ฉางคว้าแขนของฉินเฟิง ตกใจมากจนพูดติดอ่าง
“นับตั้งแต่เป่ยตี๋เข้าเมืองหลวงจนถึงตอนนี้ยังไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ”
“เจ้าทำอย่างไรถึงพิชิตมณฑลเป่ยตี๋ได้ในเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้? ถึงทหารม้าของชายแดนเหนือจะเก่งกาจ ก็ไม่ใช่เทพเจ้าแห่งสงคราม!”
ในสายตาของผู้บัญชาการสำนักไท่ฉาง การยึดมณฑลหนึ่งของเป่ยตี๋ยในเวลาไม่ถึงสิบวัน ช่างเป็นเรื่องที่เหมือนฝัน
พึงรู้ไว้ว่า นี่คือเป่ยตี๋!
เป่ยตี๋มีชื่อเสียงด้านกองกำลังทหาร ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา บรรดาแคว้นน้อยใหญ่ใกล้ไกล ล้วนเกรงกลัวกองทัพเป่ยตี๋
แม้แต่ต้าเหลียงกว่าจะรุ่งเรืองจนอำนาจโดยรวมเทียนเป่ยตี๋ได้ ก็ต้องผ่านการปกครองของฮ่องเต้มาไม่รู้กี่พระองค์ กระนั้นในด้านการทหาร ต้าเหลียงก็ยังคงอ่อนแอกว่าเป่ยตี๋นัก
แต่ฉินเฟิงกลับยึดมณฑลเป่ยตี๋ได้ภายในสิบวัน…
ฉินเทียนหู่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน แต่พอเห็นวีรกรรมใหญ่ของฉินเฟิงวันนี้ ก็ยังตะลึงงันอ้าปากค้าง
เฉินซือที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วแน่น แม้แต่ความสามารถของเขา ก็ไม่อาจทำได้อย่างฉินเฟิง
ฉินเฟิงรับรู้ถึงสายตาไม่อยากเชื่อ แต่เขาก็แค่ยักไหล่ แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “จะมีเทพสงครามได้อย่างไร?”
“ผลลัพธ์ของสงครามไม่ได้มาจากการต่อสู้บนสนามรบเพียงอย่างเดียว ส่วนหนึ่งอยู่ที่ระยะเวลาในการวางแผนอย่างรัดกุม และสุดท้ายก็เก็บเกี่ยวผล”
“ตั้งแต่สงครามระหว่างแคว้นจบลงและเป่ยตี๋ถอนทัพ ข้าก็คาดการณ์ไว้แล้วว่า จะต้องมีการเจรจาสงบศึก”
“และบนโต๊ะเจรจา ถ้าจะทำให้เป่ยตี๋จำนน ก็ต้องมีหมากสำคัญในมือ”
“หลังจากสงครามระหว่างแคว้นจบลง ข้าก็สั่งให้ชายแดนเหนือเตรียมพร้อมทำศึกทุกเมื่อ”
ได้ยินแบบนี้ คนทั้งหมดต่างประหลาดใจ
คนทั่วไป ด้าวหนึ่งก้าวก็มองหนึ่งก้าว คนมีความสามารถก้าวหนึ่งก้าว มองล่วงไปสามก้าว แต่ฉินเฟิง เกรงว่าเขาก้าวหนึ่งก้าว ก็มองได้ไปสิบก้าวแล้ว
ตั้งแต่สงครามระหว่างแคว้นสิ้นสุดลง ฉินเฟิงก็คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในภายภาคหน้า?
ช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อจริง ๆ
เฉินซือทนไม่ไหวแล้ว เขาเดินกลับมาที่โต๊ะเจรจา จ้องมองฉินเฟิงแล้วถาม น้ำเสียงหนักแน่น “แม้เจ้าจะเตรียมพร้อมมากเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะยึดหนึ่งมณฑลของเป่ยตี๋ได้ในเวลาสั้น ๆ เช่นนี้”
“แม้เป่ยตี๋จะเรียกกำลังหลักอย่างกองพลพญาอินทรี และกองพลหมาป่าเหมันต์ออกจากชายแดนไปแล้ว”
“แต่ที่ชายแดนก็ยังมีกองกำลังประจำการณ์เกินสามหมื่นคน ในนั้นมีกองทหารม้าอย่างน้อยแปดพันคน”
“โจมตีและเอาชนะกองทัพสามหมื่นคนภายในสิบวัน จะเป็นไปได้อย่างไร?”
คำพูดของเฉินซือคือคำถามในใจคณะทูตเป่ยตี๋ทุกคน
ฉินเฟิงไม่ปิดบัง เขาตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ “กองทัพสามหมื่นคนนี้มีกำลังรบเช่นไร เรื่องนี้แม่ทัพเฉินย่อมรู้ดีกว่าข้า”
“ศึกใหญ่ระหว่างแคว้นก่อนหน้าหนีทำให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสียกำลังรบไปมาก แต่ต้าเหลียงก้เร่งซ่อมแซมป้อมปราการ เปลี่ยนเกราะใหม่ และเสริมกำลังทหาร”
“พวกเจ้าเป่ยตี๋เองก็ย่อมต้องฉวยโอกาสช่วงเจรจา ส่งกองทัพสับเปลี่ยนกำลังพล”
“เหล่าทหารชั้นยอดที่อยู่แนวหน้า ถอนกำลังไปพักฟื้นที่แนวสอง ส่วนกองทัพสามหมื่นคนที่ประจำการณ์ ล้วนเป็นกำลังสำรองที่ส่งมาจากแนวหลัง”
“ถ้าจะพูดให้ชัดก็ต้องบอกว่า เป็นทหารใหม่ที่ไม่เคยผ่านสนามรบ ขาดประสบการณ์”
“กองทัพสามหมื่นคน ผู้ที่นับได้ว่าเป็นทหารชั้นยอดมีเพียงหนึ่งหมื่นเท่านั้น!”
“เพียงแค่สามารถโค่นล้มกองกำลังหนึ่งหมื่นคนได้ กองทหารใหม่อีกสองหมื่นคนที่เหลือก็แตกพ่ายไปเอง”
เสีหน้าของเฉินซือหม่นหมองลงทุกที
เพียงแค่เอาชนะกองกำลังหนึ่งหมื่นคนหรือ?
คำพูดช่างฟังดูง่ายดาย ราวกับว่าในสายตาของฉินเฟิง กองกำลังหนึ่งหมื่นคน ทำลายได้ด้วยปลายนิ้ว ช่างน่าหัวเราะนัก
“แม้ชายแดนเหนือของเจ้าจะมีกองทัพแข็งแกร่ง แต่กองทัพของแม่ทัพทหารม้า แม่ทัพรถม้าศึก และแม่ทัพชายแดนเหนือ ทั้งสามกองทัพต่างได้รับความเสียหายหนัก ทั้งยังต้องรักษาแนวป้องกันชายแด ยากที่จะเคลื่อนพลได้”
“เท่ากับว่าเหลทอเพียงหองทัพแห่งอำเภอเป่ยซีเท่านั้น แม้ทหารเป่ยซีทั้งหมดจะเป็นทหารชั้นยอด รวมกันก็มีเพียงหมื่นกว่าคน”
“หมื่นต่อหมื่น แต่ต้องไม่ลืมว่ากองทหารของเจ้ายังต้องเดินทางไกล ต้องเผชิญกับแรงกดดันของทหารกองหนุนนับหมื่น ภายในสิบวันจะยึดหนึ่งมณฑลได้อย่างไร? ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!”
เฉินซือไม่ใช่คนหัวโบราณ แต่สิ่งที่ฉินเฟิงกล่าวอ้าง เขาไม่อาจเชื่อลง
ด้วยนี่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อกระบวนการเจรจาสันติภาพทั้งหมด แต่ยังทำให้รากฐานเป่ยตี๋สั่นคลอน
ทหารชั้นยอดหนึ่งหมื่นคนของเป่ยตี๋ กับทหารกองหนุนอีกสองหมื่นคน ต่อสู้ในดินแดนของเป่ยตี๋เองอีก มีข้อเปรียบด้านภูมิประเทศที่คุ้นเคย
แต่จะบอกว่าพอเผชิญหน้ากับกองทัพทหารหมื่นคนของอำเภอเป่ยซี แม้แต่สิบวันทหารเป่ยตี๋ก็ต้านไม่ไหว เช่นนั้นเป่ยตี๋ก็ไม่ควรอวดอ้างว่าเป็นมหาอำนาจทางการทหารอีกแล้ว
อ่อนแอถึงเพียงนี้ ต่างอะไรกับแคว้นเล็ก ๆ เล่า
ฉินเฟิงย่อมรู้ว่าเฉินซือจะไม่เชื่อง่าย ๆ ถึงรายงานทางทหารจากอำเภอเป่ยซีจะถูกกางวางตรงหน้าก็ตาม
แต่เขาก็เตรียมรับมือไว้แล้ว
เขาสั่งให้ขันทีน้อยไปนำแผนที่ทางทหารมาคลี่บนโต๊ะเจรจา
ชี้ไปยังทุ่งราบกว้างใหญ่ของชายแดนเป่ยตี๋ ท่าทีมั่นใจ
“ภูมิประเทศของแต่ละแคว้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กำลังทหารของแต่ละฝ่ายจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่โดยธรรมชาติ”
“ในเขตชายแดนเหนือของพวกเราชาวต้าเหลียง ภูมิประเทศซับซ้อนและเต็มไปด้วยภูเขา ส่วนที่ราบอุดมสมบูรณ์อยู่ลึกเข้ามา”
“ด้วยเหตุนี้ บริเวณชายแดนเหนือจึงมีการสร้างป้อมปราการและเมืองหน้าด่านจำนวนมาก”
“เพียงแค่รักษาป้อมปราการและเมืองหน้าด่านไว้ได้ ก็สามารถสร้างแนวป้องกันได้หลายชั้น”
“เหตุใดกองทหารม้าของข้าต้าเหลียงมีน้อย แต่ทหารราบมีมาก เก่งกาจในการโจมตีป้อมปราการ นั่นก็เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม”
“ถ้าต้าเหลียงไม่มีความมุ่งมั่นในการออกรบระยะไกล ฝึกฝนกองทัพทหารม้าให้มากมายเพียงใดก็ไร้ความหมาย”
เฉินซือและคนอื่น ๆ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านแต่อย่างใด
แท้จริงแล้วสภาพการณ์ของแต่ละแคว้นล้วนแตกต่างกันแน่นอน
ช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา สงครามระหว่างแคว้นต้าเหลียงกับแคว้นเป่ยตี๋ ล้วนอยู่ที่แถบชายแดนเหนือ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีเมืองและป้อมปราการมาก ทำให้เกิดแนวป้องกันแน่นหนา
เพียงต้าเหลียงรักษาแนวป้องกันไว้ได้ ก็สามารถต้านทานกองทัพศัตรูไว้นอกพื้นที่สำคัญได้
ฉินเฟิงลากมือไปบนแผนที่
“กลับกัน แคว้นเป่ยตี๋ แม้เมืองชายแดนของเป่ยตี๋จะอยู่บนที่ราบสูง มีอาณาเขตกว้างใหญ่ แต่เจ็ดส่วนของภูมิประเทศเป็นที่ราบ”
“ด้วยเหตุนี้ กองทหารม้าของเป่ยตี๋จึงแข็งแกร่งนัก”
“ที่ราบมีมาก เหมาะแก่การรบทุ่งกว้าง กองทหารม้าแข็งแกร่ง แต่ป้อมปราการกลับอ่อนแอ”
“แต่ไหนแต่ไรมา เป่ยตี๋ไม่ใส่ใจกับการได้มาเสียไปของเมืองหนึ่งหรือพื้นที่หนึ่ง ด้วยเหตุที่ว่า ป้อมปราการและเมืองต่าง ๆ มีการป้องกันอ่อนแอ กำแพงเมืองเตี้ย ง่ายต่อการโจมตี ยากต่อการป้องกัน”
“ยิ่งกองทหารม้าเป่ยตี๋แข็งแกร่ง ก็ยิ่งย่ามใจว่าสามารถยึดเมืองคืนได้ทุกเมื่อ”
ฉินเฟิงชี้ไปที่อำเภอเป่ยซี แล้วลากไปทางเหนือจนถึงบริเวณเทือกเขาสยงอิง
ระหว่างอำเภอเป่ยซีและเทือกเขาสยงอิง ครอบคลุมพอดีกับพื้นที่ชายแดนที่ติดกับแคว้นต้าเหลียง
ครึ่งหนึ่งเป็นเขตภูเขาขรุขระ อีกครึ่งหนึ่งเป็นทุ่งกว้าง
“เพียงกองทหารม้าอำเภอเป่ยซีบุกตรงเข้าไป โจมตีไปตลอดทาง ก็สามารถแบ่งแยกดินแดนชายแดนของเป่ยตี๋ออกเป็นสองส่วนได้แล้ว”
“จากนั้นกองทหารม้าก็ค่อยกระจายออกไปที่ปีกทั้งสองข้าง เท่านี้ก็ยึดเมืองได้แล้ว”