บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 70 หอสุราถูกทุบ
บทที่ 70 หอสุราถูกทุบ
เสนาบดีกรมคลังขมวดคิ้วแสดงถึงความรังเกียจต่อคำว่า ‘ไร้พ่าย’ “เสนาบดีกรมโยธามักใหญ่ใฝ่สูงเสมอ อาจโอ้อวดเกินจริง ฟังไว้ก็พออย่าได้คิดจริงจังเลย”
เลขาธิการกรมคลังส่ายหัว ดวงตาของเขาแน่วแน่
“ข้าได้เห็นภาพต้นแบบของหน้าไม้แล้ว คาดว่าระยะยิงอยู่ที่แปดร้อยก้าว แม้การขึ้นสายจะยุ่งยากและต้องใช้เท้าถีบ แต่หากใช้ในขบวนทัพ พลังของมันจะน่ากลัวอย่างยิ่ง”
“ว่ากันว่า วิธีการใช้งานของฉินเฟิงถูกทำเครื่องหมายไว้ในแผนภาพ เขาใช้… วิธีการยิงแบบสามขั้น”
เสนาบดีกรมคลังเลิกคิ้ว สนใจขึ้นมาทันที “วิธีการยิงแบบสามขั้นคืออะไร? ใช้กองทัพหน้าสามแถว ซ้อนกันโจมตีหรือ?”
เลขาธิการกรมคลังอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ฉินเฟิงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับศาสตร์แห่งสงคราม สิ่งที่เรียกว่าวิธีการยิงแบบสามขั้น ไม่ได้หมายถึงการยิงแบบซ้อนแถว แต่แถวทั้งสามแถวต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง”
เลขาธิการกรมคลังอธิบาย “แถวที่สามรับผิดชอบเรื่องการขึ้นสาย แถวที่สองมีหน้าที่ส่งลูก และแถวแรกมีหน้าที่ยิง ด้วยวิธีนี้ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนหน้าไม้ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อโจมตี ฉินเฟิงเรียกมันว่า…อัคคีแผ่ซ่าน”
แม้เสนาบดีกรมคลังจะสนับสนุน ‘ฝ่ายต่อต้านสงคราม’ ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามทางการเมืองของฉินเทียนหู่ แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลยุทธ์ทางทหารของฉินเฟิงล้ำหน้าอย่างมาก จนแม้แต่เสนาบดีกรมคลังยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชม
“วิธียิงสามขั้น อัคคีแผ่ซ่าน? กลยุทธ์ทางทหารเยี่ยงนี้ช่างแปลกใหม่ แต่หากพลธนูทหารราบทำการยิงสามขั้น แปลว่าความพร้อมในการป้องกันทัพจะอ่อนลงมาก เมื่อพบกับการโจมตี เกรงว่า…”
ก่อนเสนาบดีกรมคลังจะพูดจบ เลขาธิการกรมคลังก็ตอบข้อสงสัย
“ฉินเฟิงเคยบอกว่าจะสร้างกองทัพชายแดนด้วยตัวเอง พลธนูที่พวกเขามีหาได้ฝีมือธรรมดาไม่ พวกเขาทั้งหมดมียุทโธปกรณ์ชั้นยอดอย่างดาบม่อเตา*[1] ขวานสั้น และเกราะเบา”
“หลังจากยิงหน้าไม้ออกไปแล้ว หากศัตรูเข้ามาโจมตีก็จะทำการต่อสู้แบบประชิดตัว เปลี่ยนจากพลธนูเป็นพลทหารราบ หากประกอบกับการสนับสนุนจากกองทหารอื่น ๆ ในพื้นที่โดยรอบแล้ว ย่อมสามารถโจมตีหรือตั้งรับได้อย่างเป็นระบบระเบียบ”
“แม้กองทัพอาจจะอ่อนแอเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารม้า แต่ข้าได้ยินมาจากเหล่าแม่ทัพในราชสำนักว่า ทหารม้าเป่ยตี๋รับผิดชอบเรื่องการคุกคาม ไล่ตาม และโจมตีปีกข้างเท่านั้น โดยพื้นฐานแล้วจะไม่บุกเข้ากลางขบวนทัพ”
สิ้นประโยคนั้น เสนาบดีกรมคลังและผู้ช่วยเสนาบดีกรมคลังก็มองหน้ากัน อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
จากกลยุทธ์การศึกนี้ บางทีเราอาจบุกโจมตีเป่ยตี๋ และปกป้องสันติภาพที่ชายแดนได้
เสนาบดีกรมคลังก้มศีรษะลง คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ใครก็ได้เข้ามาที รวบรวมเงินสองแสนตำลึงเงินแล้วส่งให้ตระกูลฉินซะ”
เลขาธิการกรมคลังที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ “ใต้เท้า ท่านจำผิดหรือไม่ เดิมพันนี้แค่หนึ่งแสนตำลึงเงินเท่านั้น!”
เสนาบดีกรมคลังถอนหายใจ “พูดยาก! จะหนึ่งแสนหรือสองแสนตำลึงเงินก็ไม่ต่างกัน อย่างไรก็ทำให้ฮ่องเต้ทรงพิโรธได้อยู่ดี”
“การศึกกับเป่ยตี๋เป็นดั่งธนูที่ขึ้นสายแล้ว ข้าจะพักการขัดแย้งกับกรมกลาโหมเป็นการชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงคมดาบ ส่วนเจ้าเด็กฉินเฟิง เราไม่จำเป็นต้องลงมือ อีกเดี๋ยวก็จะมีคนจัดการกับเขาเอง”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เสนาบดีกรมคลังก็เหลือบมองไปที่หลี่รุ่ย ใบหน้าของเขามืดลงอีกครั้ง “ไร้ประโยชน์!”
“วรรณกรรม ความชำนาญด้านกลไก และกลยุทธ์ มีสิ่งใดบ้างที่เจ้าเทียบเคียงฉินเฟิงได้!”
“วันนี้ที่จวนจี้อ๋อง ฉินเฟิงอาศัยว่าตนเองเด็ก รู้ว่าฮ่องเต้และจี้อ๋องจะไม่ติดใจเอาความเขา อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์กับจี้อ๋อง ทำตัวโอ้อวดต่อหน้าฮ่องเต้ เจ้าเด็กนั่นหาผลประโยชน์ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง แล้วเจ้ามัวหายหัวไปไหน! ตายแล้วหรือ!”
“นับตั้งแต่วันนี้ จงอ่านบทกวีและหนังสือให้ข้าอย่างขยันขันแข็ง เรียนรู้ทักษะติดตัวไว้ ภายหน้าจะได้ไม่เหนื่อย!”
หลี่รุ่ยก้มศีรษะลง เขาเกลียดฉินเฟิงมากจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็ไม่กล้าพูดจาไร้สาระอีก
ในทางกลับกัน เป็นเฉิงฟาที่กระซิบว่า “เจ้าฉินเฟิงเป็นนายน้อยเสเพลประจำเมืองหลวง ทั้งวันเอาแต่เกียจคร้าน ไร้การศึกษา รู้จักแต่รังแกผู้อื่น ทำไมเขาถึง… เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เลขาธิการกรมคลังก็ยกขาเตะเฉิงฟาลงไปกองกับพื้น แล้วตะโกนด้วยความโกรธ
“ข้าด่าว่าเจ้าโง่ เจ้าก็โง่เหมือนที่ด่าไม่มีผิด อย่างเจ้าจะไปแข่งกับฉินเฟิงได้อย่างไร? เจ้าเห็นว่าเขาเอาแต่ทำตัวสนุกสนานอยู่นอกจวน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลาอยู่ในจวนเขาอ่านหนังสือหรือไม่ ภาพลักษณ์ภายนอกที่ทำตัวเป็นนายน้อยเสเพลมีไว้ให้คนโง่เช่นเจ้าดูเท่านั้นแหละ!”
ฉินเฟิงย่อมไม่รู้ว่าพวกกรมคลังพูดอะไรเกี่ยวกับตนเอง และไม่รู้ตัวว่าได้กลายเป็นศัตรูของบุตรหลานขุนนางทั่วเมืองหลวงไปแล้ว
นิสัยรักการอ่านที่ว่า ฉินเฟิงไม่เคยละทิ้งจริง ๆ…
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเฟิงนั่งอยู่บนศาลาในลานเล็ก เขานอนอย่างสบายในอ้อมแขนของเสี่ยวเซียงเซียง พลางอ้าปากกินผลไม้ที่ส่งมา และอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิ
แม้บนหน้าปกของหนังสือจะเขียนว่า ‘สิบกลยุทธ์การศึก’ แต่เนื้อหาข้างในนั้นถูกสับเปลี่ยนไปนานแล้ว ซึ่งเนื้อหาที่ถูกสับเปลี่ยนนั้นคือ ‘หนังสือต้องห้าม’ ที่ต้าเหลียงไม่อนุญาตให้เผยแพร่…
ไม่ว่าจะภาพวังวสันต์ เรื่องราวสิบแปดบวก ตลอดจนปกิณกะหอโคมเขียวล้วนมีอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ ฉินเฟิงพิจารณามันอย่างจริงจัง
เสี่ยวเซียงเซียงที่นั่งอยู่ด้านหลัง หลบเลี่ยงเนื้อหาสัปดนในหนังสือ เอ่ยอย่างเขินอายว่า “นายน้อยเจ้าคะ หนังสือสกปรกเช่นนี้มีแต่จะสอนให้ผู้คนเรียนรู้สิ่งเลวร้ายเท่านั้น วันนี้อากาศไม่เลว ท่านไม่ออกไปเดินข้างนอกสักหน่อยหรือ?”
ฉินเฟิงเลียนิ้วของเขาแล้วพลิกหน้ากระดาษ พลางพูดอย่างเหม่อลอย
“ข้าไม่อยากมีปัญหา ตอนนี้ผู้คนกว่าครึ่งในเมืองหลวงล้วนต้องการจะฆ่าข้า โดยเฉพาะสุนัขจิ้งจอกเฒ่ากรมคลังนั่น ไม่แน่ว่าคงเสนอรางวัลให้ผู้ที่สามารถตัดมือและเท้าของข้าทิ้งได้ไปแล้วกระมัง นอกจากนี้ บนถนนจะไปมีเรื่องน่าสนุกอันใด กลางวันแสก ๆ เช่นนี้ ไม่สามารถรังแกผู้คนได้ น่าเบื่อจะตายไป”
เสี่ยวเซียงเซียงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา พูดด้วยท่าทางน่ารักว่า “นายน้อย ถ้าท่านไปรังแกคนอื่นจริง ๆ นายท่าน และเหล่าพี่หญิงคงไม่ปล่อยท่านไปง่าย ๆ เป็นแน่”
ฉินเฟิงส่งเสียงหึในลำคอ “ข้ากลัวพวกเขาที่ไหนเล่า ตลกจริงเชียว! เสี่ยวฝู? ฉินเสี่ยวฝู! เจ้าไปตายอยู่ไหน? ไปดูซิว่าประตูลงกลอนหรือไม่”
ในที่สุดฉินเฟิงก็ตัดสินใจได้ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาเขาก็จะไม่มีวันออกนอกจวน
พวกคนจากกรมคลัง เมื่อร้อนใจขึ้นมาจะก่อเรื่องอะไรก็ย่อมได้ ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้เพิ่งผลักฉินเฟิงลงจากเรือจนเกือบจมน้ำตายหรอกหรือ?
การอยู่อย่างสันโดษ เป็นหนทางเอาชีวิตรอดของนายน้อยฉิน
ฉินเฟิงไม่ออกจากจวนหลายวันแล้ว เขาอ่านหนังสือสัปดนติดต่อกันมาเจ็ดหรือแปดเล่มเห็นจะได้ อดไม่ได้ที่จะชื่นชม ‘จินตนาการ’ ของคนโบราณ
อย่างไรเสียในยุคที่ไม่มีรายการบันเทิงใด ๆ จิตใจของพวกคนสูงศักดิ์ล้วนอยู่ในเป้ากางเกง แต่ในยุคของฉินเฟิงมีกฎหมายเข้มงวด และข้อจำกัดทางศีลธรรมอันยิ่งใหญ่อยู่
ว่าด้วยเรื่องของการละเล่นระหว่างหญิงชาย คนสมัยโบราณช่างเชี่ยวชาญอะไรแบบนี้นัก
ในตอนที่ฉินเฟิงและเสี่ยวเซียงเซียงกำลังคุยกันเรื่องรายละเอียดในหนังสือ เสี่ยวเซียงเซียงอายจนแทบจะมุดดินหนี แต่เสียงเหมือนเป็ดตัวผู้ของฉินเสี่ยวฝูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“นายน้อยเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!”
ฉินเสี่ยวฝูพุ่งเข้ามาในเรือนหลัง ใบหน้าแดงก่ำขนาดจะพูดก็ยังพูดไม่ชัด
ฉินเฟิงปิดหนังสือเงียบ ๆ เขายัดมันไว้ในมือของเสี่ยวเซียงเซียง บอกให้เสี่ยวเซียงเซียงที่หน้าแดงลามไปถึงหูเก็บไว้ให้ดี จากนั้นจึงเอ่ยอย่างใจเย็น
“จะเกิดอะไรขึ้นอีกเล่า ตอนนี้การศึกกับเป่ยตี๋ใกล้เข้ามาแล้ว ทิศทางในราชสำนักก็เข้าข้างตระกูลฉิน หากฮ่องเต้ไม่เสด็จสวรรคตไปก่อน จะมีเรื่องอะไรสามารถเปลี่ยนสถานการณ์นี้ได้อีก”
คำพูดเหล่านี้เกือบจะทำให้ฉินเสี่ยวฝูและเสี่ยวเซียงเซียงตกใจจนสิ้นลม หากทหารรักษาพระองค์มาได้ยินเข้า พวกเขาคงจะตัดหัวของฉินเฟิงทันที!
เสี่ยวเซียงเซียงรีบปิดปากฉินเฟิงอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าเขาจะพูดอะไรที่สื่อว่าเป็นกบฏออกมาอีก
เอ่อ… ต้องขนาดนี้เลยหรือ?
ฉินเฟิงเบะปาก
นี่คือเรือนหลังของจวนตระกูลฉิน ตราบใดที่เสี่ยวเซียงเซียงและฉินเสี่ยวฝูไม่ทรยศ เขาสามารถพูดอะไรก็ได้ที่ต้องการ
ฉินเสี่ยวฝูเช็ดเหงื่อเย็น ๆ ออกจากหน้าผาก แม้จะกลัวแต่ก็ยังชื่นชมผู้เป็นนายมาก
ใต้หล้านี้มีอะไรที่เขาไม่กล้าพูดหรือไม่กล้าทำบ้าง…
เอาไปเลยสองคำ… เจ๋งเป้ง!
ทว่าไม่ช้าฉินเสี่ยวฝูก็พูดอย่างรีบร้อนว่า “นายน้อย หอสุราของเราถูกคนทุบทิ้งแล้วขอรับ!”
[1] ม่อเตา : ม่อเตา หรือโม่เตา (陌刀) เป็นดาบที่ใช้ในการรบสมัยราชวงศ์สุยถัง เป็นดาบยาวคมทั้งสองด้าน มีน้ำหนักค่อนข้างมาก กะประมาณอาจสูงถึง 11 กิโลกรัม