บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 703 เช่นนั้นก็คุกเข่าพูดเสีย!
บทที่ 703 เช่นนั้นก็คุกเข่าพูดเสีย!
ฉินเฟิงตกใจ เขาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะประสานหมัดคำนับฉินเทียนหู่ “สมแล้วที่เป็นท่านพ่อ ความคิดข้าไม่อาจรอดสายตาของท่านได้เลย”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำยกยอของบุตรชาย ฉินเทียนหู่แค่นเสียงเบา กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เฮอะ อย่ามาใช้วิธีนี้กับข้า!”
“เจ้าเด็กตัวเหม็น เจ้าเก่งเรื่องวางอุบาย ข้าเป็นพ่อเจ้าย่อมรู้ หาไม่ก็คงโดนเจ้าวางอุบายใส่เช่นกัน”
ฉินเฟิงส่ายหัวรัว “จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“ท่านเป็นบิดาของข้านะ!”
“ข้าวางแผนเล่นงานใครก็ได้ แต่ไม่อาจวางแผนเล่นงานท่าน”
“ส่วนขั้นที่สามนี้ ย่อมเป็นตำแหน่งมหาเสนากับไท่เป่า”
“อย่างที่ท่านพ่อกล่าว ชายแดนเหนือเป็นด่านแรกในการรับมือข้าศึก”
“สงครามคราวนี้ ความสูญเสียด้านกำลังพล เสบียง และป้อมปราการ ล้วนเป็นชายแดนเหนือที่สูญเสีย ค่าปฏิกรรมสงครามหกสิบล้านตำลึง จำเป็นต้องจัดสรรส่วนหนึ่งให้แก่ ชายแดนเหนือ”
“แต่จะจัดสรรให้เพียงสิบล้านตำลึง? ฮึ ๆ น้อยเกินไปกระมัง อย่างน้อยก็ต้องครึ่งหนึ่งถึงจะถูกต้อง!”
“แต่ถ้าไม่อยากให้ก็ย่อมได้! แค่เอาตำแหน่งมหาเสนากับไท่เป่ามาแลกก็พอ”
“ตำแหน่งสองในสามซานกงที่ว่างอยู่ ฝ่าบาทยึดไว้แน่นหนา ป้องกันไม่ให้ตกมาอยู่ในมือเรา ถึงขนาดไม่เสด็จว่าราชการในท้องพระโรง ต่อให้พลพรรคเถาหลินกับพวกขุนนางร่วมมือกดดัน ก็ยังยากจะทำให้ฝ่าบาทจำนน”
“ถ้าอยากให้ฝ่าบาทอ่อนข้อ ก็จำเป็นต้องให้เหตุผลที่ไม่อาจปฏิเสธได้”
ฉินเทียนหู่ขมวดคิ้วแน่น ส่ายหน้าพลางพูดว่า
“เฟิงเอ๋อร์ ด้วยฝีมือของเจ้า ถ้าอยู่ในราชสำนัก เจ้าจะต้องกลายเป็นขุนนางที่มีอำนาจเหนือทั้งราชสำนัก มีอิทธิพลต่อบ้านเมืองมากแน่นอน”
“แต่เจ้ากลับเลือกจะอยู่ห่างจากราชสำนัก”
“ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ เจ้าคิดอะไรอยู่?”
ในสายตาของฉินเทียนหู่ วิธีการของฉินเฟิง แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ยังไม่อาจเทียบ
แค่ฉินเฟิงก้าวเข้าสู่ราชสำนัก ร่วมมือกับพลพรรคเถาหลิน รวมขุนนางเป็นกลุ่มก้อน ก็สามารถกดดันราชวงศ์หลี่ได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว
ถึงตอนนั้น สิ่งที่ตระกูลฉินควบคุมจะไม่ใช่เพียงครึ่งหนึ่งของอำนาจในราชสำนัก แต่จะเป็นศูนย์กลางอำนาจทั้งหมดของเมืองหลวง
แต่ฉินเฟิงไม่สนใจอำนาจพวกนั้น
ฉินเฟิงหัวเราะพลางส่ายหน้า แล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้มีความทะเยอทะยานในเรื่องนั้น”
“ข้าเพียงต้องการพัฒนาอำเภอเป่ยซี ปกป้องครอบครัวพี่น้อง และกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่ง มีเงินทองกองอยู่เต็มจวน”
“เรื่องอำนาจการปกครองแผ่นดิน ข้ายังไม่สนใจ”
ฉินเฟิงกล่าวอย่างคลุมเครือ แต่ระหว่างพ่อกับลูกย่อมรู้กัน ฉินเทียนหู่เข้าใจความคิดของ ฉินเฟิงดี
เมื่อใดที่ฉินเฟิงก้าวเข้าสู่ราชสำนักเต็มตัว หลายสิ่งหลายอย่างจะกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจควบคุมได้
แต่โบราณมา ย่อมมีประเพณีที่ผู้น้อยล้มล้างผู้ใหญ่
เมื่อใดฉินเฟิงมีอำนาจและได้มีตำแหน่งที่ถึงระดับหนึ่ง ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาจะทุ่มเทสุดกำลัง ผลักดันฉินเฟิงให้ก้าวไปสูงขึ้นอีก
เกียรติยศพระราชทานมาจากเบื้องบน อำนาจเกิดจากเบื้องล่างเทิดทูน
พูดตรง ๆ ก็คือ…
ฉินเฟิงไม่อยากก่อกบฏ และยิ่งไม่ต้องการทรยศแผ่นดิน
ฉินเทียนหู่ปลาบปลื้มนัก ตระกูลฉินเป็นขุนนางผู้จงรักภักดีมาตลอด ตราบใดที่ฮ่องเต้ต้าเหลียง ไม่เอาดาบจ่อคอ ตระกูลฉินไม่มีวันก่อกบฏ หรือกลายเป็นขุนนางประจบสอพลอ
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเกียรติยศของตระกูลฉิน
บุตรบิดาพูดคุยกันจนเข้าใจดีแล้วก็กลับไปเจรจาต่อในท้องพระโรง
ภารกิจของฉินเฟิงเสร็จสิ้นแล้ว เรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ย่อมให้ฉินเทียนหู่กับหานอวี้ตกลงกัน
ฉินเฟิงเอามือไพล่หลัง เดินออกจากท้องพระโรง ท่าทีสบายใจ
ข้ากำลังจะกลับบ้านเพื่อศึกษาสุราที่ข้าหมักต่อ
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกองครักษ์หลวงขวางทางไว้แล้ว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉินเฟิงคงหวั่นใจ เพราะทั้งองครักษ์ค่ายเทียนจีและองครักษ์เสื้อแพร ไม่อาจล่าวล้ำเข้าเขตพระราชวังต้องห้าม
หากต้องเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ต้าเหลียงที่มีกองกำลังมากมายในมือ ฉินเฟิงตัวคนเดียวย่อมไม่อาจทำอะไรได้เลย
แต่ตอนนี้ เขาไม่ตระหนกสักนิด
เพิ่งเจรจาสงบศึกเสร็จ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจะจัดการเขาเลยเชียงวหรือ? คงไม่ถึงขนาดนั้น
เฉินเฟิงแย้มยิ้ม หรี่ตามององครักษ์หลวง “อย่างไรกัน? หรือตั้งใจจะเชิญข้าไปกินอาหารมื้อเย็น?”
ความแค้นระหว่างองครักษ์หลวงกับเฉินเฟิงมีมานานแล้ว แม้เฉินเฟิงจะสร้างคุณูปการใหญ่หลวง องครักษ์หลวงก็ยังเกลียดชังฉินเฟิงนัก
เพียงแต่…
องครักษ์หลวงรู้ดี ตอนนี้ใครก็แตะต้องฉินเฟิงไม่ได้
พวกเขาจึงได้แต่อดทน เสียงทุ้มดังขึ้น “จ่างเล่อป๋อ ท่านผู้สูงศักดิ์จากวังหลังเชิญไปพบ”
ฉินเฟิงพลันหัวเราะออกมา “ท่านผู้สูงศักดิ์?”
“ท่านผู้สูงศักดิ์ท่านใด? สูงศักดิ์แค่ไหนเล่า?”
สีหน้าขององครักษ์หลวงดำทะมึน ในใจก่นด่าฉินเฟิงที่ยโสโอหัง ดูหมิ่นผู้สูงศักดิ์
แต่ก็จำต้องกล้ำกลืนความโกรธลงไป
มองดูสีหน้าขององครักษ์หลวงที่เปลี่ยนไปมา ฉินเฟิงสะใจนัก
เขาชอบที่ได้เห็นองครักษ์หลวงไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ท่าทีอึดอัดจนน่าสงสาร
“พูดมาสิ ไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่ไป”
เผชิญกับการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่าของฉินเฟิง องครักษ์หลวงจำต้องกัดฟันตอบ “องค์หญิงใหญ่เชิญท่าน”
พอได้ยินแบบนี้ ฉินเฟิงก็พูดเสียงยานคาง “โอ้ องค์หญิงใหญ่ สูงศักดิ์นัก สูงศักดิ์จริง ๆ”
“แต่ว่า…”
“วังหลังเป็นสถานที่สำคัญ ข้าผู้เป็นเพียงขุนนางต้อยต่ำ บุกรุกเข้าไปตามอำเภอใจไม่ได้”
“อีกทั้งในวังหลังก็ยังมีผู้สูงศักดิ์มากมาย ถ้าข้าพลาดพลั้งไปล่วงเกินผู้ใดเข้า ไม่ใช่จะเป็นการชักภัยเข้าสู่ตัวโดยใช่เหตุหรือ?”
“เอาอย่างนี้ เจ้าไปทูลองค์หญิงใหญ่ ถ้าพระองค์อยากพบข้า ก็โปรดเสด็จออกมาพบนอกพระราชวังเถิด”
“ข้าได้ยินมาว่า องค์หญิงใหญ่ไม่ได้กลับจวนมานานแล้ว อยู่แต่ในพระราชวังทั้งวัน ไม่เบื่อหน่ายบ้างหรือ นอกพระราชวังก็ไม่ได้มีมือสังหารอะไรนักหรอก”
องครักษ์หลวงกำหมัดแน่น พวกเขาจะไม่ได้ยินน้ำเสียงเยาะเย้ยของฉินเฟิงได้อย่างไร
โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย ชัดเจนว่ากำลังเสียดสีองค์หญิงใหญ่ว่าขี้ขลาด รู้แต่หลบอยู่ในวังใช้กลอุบายอยู่เบื้องหลัง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับฉินเฟิงตรง ๆ
“ฉินเฟิง เจ้าอย่าได้ผยองเกินไป!”
“ถึงเจ้าจะมีอำนาจมาก แต่เจ้าก็เป็นเพียงขุนนางเท่านั้น!”
โดนองครักษ์หลวงตวาดใส่ ฉินเฟิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยกมือตบหน้าทันที สายตานายน้อยฉินเย็นชา วาจาดุดัน “แม้ข้าจะเพียงขุนนาง แต่เจ้าที่เป็นแค่องครักษ์ชี้นิ้วสั่งได้หรือ?”
“ทาสสุนัขกล้าล่วงเกิน เจ้าเชื่อหรือไม่ ข้าจะโยนเจ้าเข้าคุกค่ายเทียนจี นวดกระดูกของเจ้าให้ได้ไปสบาย!”
องครักษ์หลวงแสบร้อนแก้มนัก กำหมัดแน่นจนได้ยินเสียงข้อนิ้วลั่น
ทั่วทั้งแคว้นต้าเหลียง ผู้ใดเผชิญหน้ากับองครักษ์หลวง ล้วนต้องให้ความเคารพสามส่วน มีเพียงฉินเฟิงเท่านั้น ที่ไม่เคยเห็นองครักษ์หลวงอยู่ในสายตามาแต่ไหนแต่ไร
กระทั่งในเขตพระราชวังต้องห้าม ก็ยังกล้าตบหน้าองครักษ์หลวง
ใต้หล้านี้ก็มีเพียงฉินเฟิงผู้เดียวที่กล้าทำ
องครักษ์หลวงโกรธจนแทบระเบิด คิดจะชักดาบอยู่หลายครั้ง
แต่สุดท้ายก็ได้แต่อดกลั้นไว้ เขากัดฟัน กล้ำกลืนความโกรธลงไป “จ่างเล่อป๋อสั่งสอนถูกแล้ว!”
เหล่าขันทีและนางกำนัลที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ เอามือปิดปาก ตกใจจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
ฉินเฟิงย่อมรู้ดี พวกขันทีและนางกำนัลเหล่านี้เป็นสายลับของแต่ละตำหนัก
ผู้สูงศักดิ์วังหลัง? ฮึ สมควรได้รับบทเรียนเสียบ้าง
ฉินเฟิงจงใจพูดต่อหน้าธารกำนัล น้ำเสียงเย็นชา “ข้าเป็นเพียงจ่างเล่อป๋อ ขุนนางขั้นห้า จะสั่งสอนองครักษ์หลวงขั้นสามได้อย่างไร ช่างไม่เหมาะสมไม่ใช่หรือ?”
องครักษ์หลวงก้มหน้า ตอบชัด “ข้าน้อยไม่กล้า”
ฉินเฟิงแค่นเสียงเย็นชา “เช่นนั้นก็คุกเข่าพูดเสีย!”