บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 727 ป้องกันไว้ก่อน
บทที่ 727 ป้องกันไว้ก่อน
เรื่องการปรองดองในท้องพระโรงถือเป็นความลับ นอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วห้ามผู้ใดสืบเสาะ
ประการแรก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหน้าตาของราชวงศ์ ประการที่สอง เกี่ยวข้องกับการวางแผนยุทธศาสตร์ของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงที่จะกำจัดตระกูลหลินในเจียงหนาน และตระกูลใหญ่ทางใต้
แต่เรื่องที่ฉินเฟิงได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘เทียนลู่โหว’ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว
ริมทะเลสาบแสงจันทร์ ใบไม้สีเหลืองส้มร่วงหล่นบนผิวน้ำ
ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนแล้ว
ภายใต้การร้องขออย่างหนักแน่นของหลิ่วหงเหยียนกับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ ฉินเฟิงจำต้องเปลี่ยนมาสวมชุดฤดูใบไม้ร่วง
ตอนนี้ ข้าง ๆ เขา นอกจากจ้าวอวี้หลงก็ยังมีชายหนุ่มหน้าใหม่อีกคน
ชายผู้สวมเสื้อบุผ้าผ้าลายค้างคาวสีดำ อายุราวยี่สิบกว่าปี รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ทุกการเคลื่อนไหวของมือและเท้าเต็มไปด้วยพลังดุดัน
“ท่านโหวฉิน บิดาของข้าให้มาสอบถามว่า วันนี้กองทัพค่ายเทียนจีนอกเมืองมีความเคลื่อนไหวผิดปกติบ่อยครั้ง ท่านรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?”
ฉินเฟิงมองผิวทะเลสาบ กำลังคิดถึงมารดา พี่หญิงใหญ่ และพี่หญิงสี่
นับแต่กลับเมืองหลวง ก็ได้ติดต่อกันทางจดหมายไม่กี่ฉบับ แล้วก็ไม่มีการติดต่อใด ๆ อีกเลย ไม่รู้ว่ามารดากับพวกพี่หญิงเป็นอย่างไรบ้าง
ครู่หนึ่งผ่านไป ฉินเฟิงจึงค่อย ๆ ตอบ “คุณชายหม่า ในเมืองหลวงต้องระวังวาจาและการกระทำให้มาก ถ้าไม่มีกำปั้นเหล็กที่จัดการศัตรูได้ในคราวเดียว เมื่อพูดคุยกับผู้ใดก็ต้องระวังให้ดี ถ้าแข็งกร้าวเกินไปจะถูกเข้าใจผิด นำมาซึ่งปัญหาที่ไม่จำเป็น”
หม่าอวี่ชะงัก ในฐานะบุตรชายของหม่าโม่ ผู้บัญชาการสูงสุดของค่ายตะวันออก เขามีตำแหน่งสำคัญในหมู่ขุนนางแห่งเมืองหลวง ตอนนี้เผชิญหน้ากับฉินเฟิง กลับรู้สึกเหมือนไม่อาจเงยหน้าขึ้นมองได้
ด้วยวัยเท่านี้ ฉินเฟิงได้เป็นเทียนลู่โหว ภายภาคหน้าจะมีคนทำได้เหมือนเขาหรือไม่ไม่อาจรู้ แต่แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
ม้าอวี่เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เข้าใจว่าตนเองพูดผิดตรงไหน แต่ก็รีบประสานมือคำนับ
“ข้าไม่มีเจตนาไม่เคารพท่านโหวฉินแต่อย่างใด ข้าพูดผิดไป ขอท่านเทียนลู่โหวโปรดชี้แนะด้วย”
ฉินเฟิงพยักหน้าให้หม่าอวี่ท่าทีสบาย ๆ แล้วกล่าวว่า “คุณชายหม่า ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนจริงใจ ข้าจึงเตือนเจ้าตรง ๆ”
“คำว่า ‘ความเคลื่อนไหวผิดปกติ’ อย่าได้ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ภายในเมืองหลวงใต้ฝ่าพระบาทของโอรสสวรรค์ เป็นสถานที่รวมอำนาจสูงสุดของแคว้นต้าเหลียง ทุกคนประสาทไวเป็นพิเศษ”
“โดยเฉพาะตอนนี้ ทหารประจำกรณ์เมืองหลวงแบ่งออกเป็นสองฝ่าย”
“ค่ายตะวันออกและตะวันตกภายใต้การนำของฝ่ายจักรพรรดิกำลังจับตาดูกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์และค่ายเทียนจี ถ้าเกิดความเข้าใจผิดจากคำพูดเพียงประโยคเดียว จนนำไปสู่การสู้รบ เรื่องตลกนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้ว”
ได้ฟังแบบนี้ หม่าอวี่ถึงได้เข้าใจ สถานการณ์ในเมืองหลวงไม่เหมือนเดิม กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์กับค่ายเทียนจี และกองทัพค่ายตะวันออกกับตะวันตก แม้เหมือนจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่แท้จริงแล้วคอยถ่วงดุลและระแวงกันอยู่
การอยู่ร่วมกันระหว่างสองฝ่ายจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
หม่าอวี่รีบเปลี่ยนคำพูด “ไม่ทราบว่า ค่ายเทียนจีเคลื่อนพลในช่วงนี้มีเรื่องใดหรือ?”
ฉินเฟิงหัวเราะ แล้พูดสบาย ๆ “ข้ากำลังจะไปเป่ยตี๋ไม่ใช่หรือ? จำต้องระดมทหารบางส่วนไปด้วย จำนวนไม่มาก เพียงหนึ่งพันคนเท่านั้น”
“ถ้าบิดาของเจ้ามีสิ่งใดไม่สบายใจ ข้าจะส่งคนไปชี้แจงที่ค่ายตะวันออกให้ทราบก็ได้”
พอได้ยินแบบนี้ หม่าอวี่รีบขอโทษ “ท่านโหวฉินพูดหนักเกินไปแล้ว บิดาของข้าเพียงให้มาถามเป็นการส่วนตัว ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ต่อฝ่าบาท เพื่อไม่ให้เสียไมตรีกัน”
“ความภักดีของท่านโหวฉินที่มีต่อฝ่าบาทใต้หล้าต่างรับรู้ การเคลื่อนพลย่อมเป็นไปเพื่อราชกิจ ที่ข้ามาสอบถามก็แค่ดำเนินการตามขั้นตอนเท่านั้น”
“ถ้าไม่มีธุระใด ข้าขอตัวกลับก่อน ท่านโหวฉินรักษาสุขภาพด้วย”
ขณะที่หม่าอวี่กำลังจะหมุนตัวกลับไป จ้าวอวี้หลงก็ขวางเอาไว้
หม่าอวี่ชะงักพลันตระหนักว่า การเข้าพบฉินเฟิงนั้นง่าย แต่การจากไปยากเหลือเกิน เขาจำหันกลับมามองฉินเฟิง แล้วถามเสียงเบา “ท่านโหวฉินยังมีธุระใดอีกหรือ?”
ฉินเฟิงไม่ได้รีบร้อนตอบ ยังคงมองใบไม้ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่บนผิวน้ำ
แววตาที่เหมือนจะเรียบเฉยกลับทำให้หัวใจของหม่าอวี่สั่นระรัวด้วยความประหม่า
พอฉินเฟิงไม่เอ่ยปาก หม่าอวี่ก็ไม่กล้าถามซ้ำ ได้แต่ยืนรออยู่ข้าง ๆ
ผ่านไปพักใหญ่ ฉินเฟิงจึงค่อย ๆ กล่าวว่า “คุณชายหม่า ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับพี่อวี้หลงสนิทสนมเพียงใด?”
ได้ยินคำถามของฉินเฟิง หม่าอวี่ครุ่นคิด ไม่เข้าใจว่าฉินเฟิงต้องการอะไร
แต่เพื่อความปลอดภัย หม่าอวี่ยังคงเลือกที่จะตอบอย่างซื่อสัตย์
“ถ้าพูดให้ชัดเจน คงต้องบอกว่าไม่ใกล้ไม่ไกล”
“พวกข้าต่างเป็นบุตรชายของแม่ทัพกองทัพประจำเมืองหลวง บิดาของจ้าวอวี้หลงเป็นผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ ส่วนท่านพ่อของข้าเป็นผู้บัญชาการสูงสุดค่ายตะวันออก ถ้าพูดถึงตำแหน่งนับว่าทัดเทียม”
“แต่ถ้าจะพูดถึงผลงาน ข้ากับจ้าวอวี้หลงไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลย”
“ฮ่า ๆ ด้วยเหตุว่าจ้าวอวี้หลงอยู่ในแนวหน้า นำทัพกองทหารม้าทมิฬสังหารศัตรู แต่ข้ายังไม่เคยลงสนามรบแม้แต่ครั้งเดียว”
หม่าอวี่ตั้งใจวางท่าทีต่ำต้อย เกรงว่าถ้าไม่ระวังจะทำให้ฉินเฟิงไม่พอใจ
ภายใต้สายตาระแวดระวังของหม่าอวี่ ริมฝีปากของฉินเฟิงขยับเล็กน้อย เสียงแผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจน่าเกรงขามดังขึ้น
“คุณชายหม่าอย่าได้พูดอ้อมค้อม ตอบคำถามของข้าตรง ๆ เถอะ”
หม่าอวี่กลืนน้ำลาย แล้วตอบอย่างตรงไปตรงมา “แค่รู้จักกันเท่านั้น ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ อีก”
พอได้คำตอบชัดเจน ฉินเฟิงก็พยักหน้าพึงพอใจ แล้วถามต่อ “หมายความว่า หลังจากข้าออกจากเมืองหลวง เจ้าไม่อาจอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ชักจูงพี่อวี้หลงให้หันมาถอนรากถอนโคนข้า”
หม่าอวี่เสียวไปถึงกระดูกหลัง
ถ้อยคำเหล่านี้ ไหนเลยจะพูดกับเขา? ชัดเจนว่าพูดกับบิดาของเขา หม่าโม่!
หม่าอวี่รีบโค้งคำนับ น้อมตัวลงต่ำกว่าเดิม “ท่านโหวฉิน ข้าย่อมไม่กล้า ทั่วทั้งต้าเหลียง ใครบ้างไม่รู้ว่า จ้าวอวี้หลงเป็นคนสนิทของท่าน เป็นแขนขาของท่าน ต่อให้ข้ามีความสามารถล้นฟ้าก็ไม่มีทางชักจูงเขาได้”
“อีกอย่าง ตอนนี้ฝ่าบาทกับท่านโหวฉินคืนดีกันแล้ว พวกเราก็ย่อมมีเป้าหมายร่วมกัน คือ ตระกูลหลินในเจียงหนานและตระกูลใหญ่ทางใต้ เวลาเช่นนี้ จะทำเรื่องแตกแยกภายในได้อย่างไร?”
“ท่านโหวฉินโปรดวางใจ ตอนท่านจากไปเป็นอย่างไร เมื่อท่านกลับมาย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอน”
สัมผัสได้ถึงความจริงใจในคำพูดของหม่าอวี่ ฉินเฟิงกลับเชื่อเพียงครึ่งเดียว เขาหันมองหม่าอวี่ มุมปากยกยิ้มชวนสงสัย
“คุณชายหม่า เจ้ารู้หรือไม่ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาของข้า ข้าได้สรุปบทเรียนล้ำค่าไว้หนึ่งข้อ”
“ในโลกนี้ สิ่งที่ไว้ใจได้น้อยที่สุดก็คือคำพูดคน”
“คำพูดไร้น้ำหนัก เจ้าจะให้ข้าเชื่อได้อย่างไร?”
หม่าอวี่คร่ำครวญในใจ… เขาเดินตกหลุมพรางเสียแล้ว ถ้ารู้จะเป็นแบบนี้ เขาไม่มีทางมาหาฉินเฟิง
วิธีการของฉินเฟิง แม้แต่ขุนนางฝ่ายฮ่องเต้ หรือแม้กระทั่งฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเองก็ยังรับมือไม่ไหว
หม่าอวี่เป็นเพียงเด็กน้อยยังไม่รู้จักโลก เป็นแค่ลูกหลานตระกูลแม่ทัพ เขาจะรับมือได้อย่างไร? ตอนนี้ฝ่ามือของหม่าอวี่ที่กำแน่นชุ่มเหงื่อ
“ท่าน…ท่านโหวฉิน ขอท่านบอกมาตรง ๆ เถอะ ข้าต้องทำอย่างไรท่านถึงจะวางใจ!”
ฉินเฟิงเหลือบมองน้ำในทะเลสาบ แล้วถามกลับ “เจ้าว่า น้ำในทะเลสาบช่วงฤดูใบไม้ร่วงเย็นแค่ไหน?”
เมื่อเผชิญหน้ากับฉินเฟิงที่คาดเดาไม่ได้ หม่าอวี่สับสนนัก แต่ก็ต้องฝืนตอบ “ต้องหนาวจนทำคนตายได้แน่!”
ฉินเฟิงยิ่ม ๆ แล้วพูดว่า “ข้าไม่เชื่อ”
หม่ายวี่กำหมัดแน่น เข้าใจความหมายของฉินเฟิงแล้ว เขาค่อย ๆ หันหลัง มองไปยังผิวน้ำเงียบสงบ สูดหายใจลึก แล้วกระโดดลงไป
ทว่ายังไม่ทันลงทะเลสาป มือใหญ่จากด้านหลังก็คว้าคอเสื้อเขาไวเ แล้วดึงกลับมา
สีหน้าจ้าวอวี้หลงเรียบเฉย เขากล่าวว่า “คุณชาวหม่า อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ถ้าเจ้าเป็นหวัดขึ้นมา ท่านโหวฉินจะชี้แจงกับบิดาของเจ้าอย่างไร?”
ฉินเฟิงเองก็พลันเปลี่ยนท่าที เขาหัวเราะร่าพลางตบไหล่หม่ายวี่ “คุณชายหม่า เจ้าซื่อตรงเกินไปแล้ว ข้าแค่ล้อเล่นกับเจ้าเท่านั้น จะเอาจริงเอาจังไปไย”
“ฮ่า ๆ เจ้าเป็นถึงบุตรชายผู้บัญชาการสูงสุดค่ายตะวันออกเป็น เสาหลักของแผ่นดินในอนาคต เรื่องราวภายหน้าไม่อาจคาดเดา ถ้าข้ากับพี่อวี้หลงต้องตายในสนามรบ เจ้าเป็นแม่ทัพสำรอง ต้องขึ้นมารับช่วงต่อ ชายหนุ่มซื่อตรงเช่นเจ้าไม่อาจเป็นขุนนางเล่นเกมการเมือง แต่ในอนาคตเจ้าจะเป็นแม่ทัพที่ยอดเยี่ยมได้แน่นอน เอาละ กลับไปเถิด อย่าให้บิดาของเจ้าต้องเป็นกังวลเลย”