บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 738 สามวิธีพร้อมกัน
บทที่ 738 สามวิธีพร้อมกัน
สารที่ส่งเข้าไปก่อนหน้านี้คงถูกพบแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไร้การตอบกลับ คงเพราะราคาที่เสนอไปไม่มากพอ
ฉินเฟิงก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกองครักษ์เสื้อแพรมา
“เพิ่มค่าตอบแทนขึ้นอีก!”
“ถ้าแม่ทัพยอมจำนนจะได้รับเงินเจ็ดแสนตำลึง ที่นาหนึ่งร้อยหมู่ เรือนหนึ่งหลัง วัวและแกะอย่างละห้าสิบตัว”
“รองแม่ทัพแต่ละคนจะได้รับสองแสนตำลึง ที่นาห้าสิบหมู่ เรือนหนึ่งหลัง วัวและแกะอย่างละสิบตัว”
หนิงหู่ตาโตด้วยความตกใจ
เขารีบคว้าแขนเสื้อฉินเฟิง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตระหนก
“พี่ฉิน เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?”
“แม่ทัพเจ็ดแสน รองแม่ทัพลงมาสองแสน? ทั้งยังให้ที่นา ให้เรือน ทั้งหมดต้องใช้เงินเท่าไร? เกรงว่าอย่างน้อยก็ต้องสองล้านตำลึงกระมัง!”
ฉินเฟิงดึงแขนเสื้อออก แล้วจัดแขนเสื้อตรงที่ยับเบา ๆ พลางพูดอย่างหงุดหงิด “เจ้าเสือน้อยนี่ เหตุใดเจ้าไม่มีความก้าวหน้าบ้างเลย?”
“ข้าไม่ได้บอกเจ้าแล้วหรือ? ขอแค่ยึดเทือกเขาสยงอิงได้ภายในกำหนดเวลา สองล้านตำลึงก็ไม่นับเป้นอะไรทั้งนั้น”
“ตรงไหนควรประหยัดก็ประหยัด ส่วนที่ควรทุ่มก็ทุ่มเต็มที่!”
หนิงหู่ยังคงไม่เข้าใจการกระทำของฉินเฟิง ด้วยเงินสองล้านตำลึงเพียงพอจะสร้างกองทัพเป่ยซีขึ้นมาอีกกองทัพทีเดียว
เงินมากมายเช่นนี้จะทำอะไรก็ได้ แต่กลับใช้ไปกับการชักจูงศัตรูเป็นไส้ศึก? ช่างเป็นการผลาญเงินแท้ ๆ
หารู้ไม่…
นับตั้งแต่รู้ว่ากลยุทธ์ก่อกวนบั่นทอนกำลังของทหารในเทือกเขาสยงอินของหลี่จางไม่ได้ผล ฉินเฟิงหวั่นใจมาตลอด เขารู้สึกว่าโอกาสในการยึดเทือกเขาสยงอิงจากภายนอกริบหรี่เต็มที
ท่าทีมุ่งมั่นว่าต้องชนะแน่ แท้จริงเป็นเพียงการแสดงให้คนอื่นเห็นเพื่อปลุกขวัญกำลังใจเหล่าพี่น้องทหารกล้า
ตามรายงานขององครักษ์เสื้อแพร ทรัพยากรที่ขาดแคลนที่สุดในเทือกเขาสยงอิงคือแหล่งน้ำที่มีเพียงพอแค่สามเดือนเท่านั้น
แต่หลายครั้ง ทฤษฎีกับความเป็นจริงมักคลาดเคลื่อนไปมาก
ถ้าน้ำหมด ทหารศัตรูจะดื่มปัสสาวะหรือไม่? หรือจะฆ่าม้าศึกเพื่อดื่มเลือดไหม?
อีกทั้งหลังต่อสู้อย่างดุเดือดหลายครั้ง กองกำลังป้องกันในเมืองจะต้องมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างแน่นอน เมื่อจำนวนคนลดลง อัตราการบริโภคน้ำก็จะลดลงตามธรรมชาติ
เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ฉินเฟิงรู้สึกว่า ถ้าแม่ทัพยึดมั่น การป้องกันของเทือกเขาสยงอิงไว้ครึ่งปีก็ไม่มีปัญหา
หากมองจากภายนอก เทือกเขาสยงอิงถูกล้อมแน่นหนา ฝ่ายฉินเฟิงได้เปรียบด้านเวลา แต่ในความเป็นจริง ฉินเฟิงไม่สามารถรอได้นาน ตราบใดเทือกเขาสยงอิงไม่แตก แนวป้องกันทางจิตใจสุดท้ายของเป่ยตี๋ก็จะไม่ถูกทำลาย
และเป่ยตี๋จะไม่ให้เวลาฉินเฟิงถึงครึ่งปีแน่นอน!
เขาจำเป็นต้องยึดเทือกเขาสยงอิงให้ได้ก่อนที่จะเดินทางไปยังเมืองหลวงเป่ยตี๋ ไม่ว่าจะกลยุทธ์ใดต้องงัดมาใช้ทั้งหมด ไม่อาจลังเลหรือเก็บงำได้แม้แต่น้อย
ใช้ศะข่มขวัญศัตรู เงินก้อนใหญ่หลอกล่อคนโลภในเมือง พร้อมกันนั้นก็ใช้กองทัพใหญ่ล้อมกดดัน
ใช้สามวิธีพร้อมกันจึงจะมีโอกาสยึดเทือกเขาสยงอิงได้
เห็นหนิงหู่หน้าบูดบึ้ง มองเขาเป็นนายน้อยจอมฟุ้งเฟ้อ เพื่อป้องกันไม่ให้หนิงหู่วิ่งกลับอำเภอเป่ยซีไปฟ้องฉินเฉิงซื่อ ฉินเฟิงจำต้องอธิบายอย่างอดทน “มานี่ ข้าจะบอกให้”
“หากต้องการยึดครองเทือกเขาสยงอิงโดยเร็วก็มีเพียงวิธีเดียวคือ บุกอย่างหนัก”
“กองทัพที่ล้อมเมืองอยู่เมื่อรวมกำลังทั้งหมดแล้วก็มีเพียงสี่หมื่นคนเท่านั้น เพียงแค่สี่หมื่นคนจะบุกโจมตีป้อมปราการอย่างหนักที่มีทหารชั้นยอดแปดพันคนคอยป้องกัน นับว่ารนหาที่ตาย”
“อย่าว่าแต่จะสูญเสียทั้งกองทัพเลย ต่อให้เสียเพียงครึ่งหนึ่ง”
“อาวุธยุทโธปกรณ์ กำลังพล พาหนะ เสบียงอาหาร และอื่น ๆ รวมกันอย่างน้อยก็หนึ่งล้านตำลึงเข้าไปแล้ว”
“ยังไม่รวมเงินทดแทนที่ต้องจ่ายหลังสงคราม การปลอบประโลมครอบครัวและภรรยาของเหล่าทหารกล้าผู้เสียสละ จำนวนเงินมากกว่าค่าใช้จ่ายทางทหารเสียอีก”
“ทหารอำเภอเป่ยซีต้องใช้เงินและเวลามากเท่าไหร่กว่าจะฝึกฝนจนเป็นทหารชั้นยอดและมีมากมายเช่นนี้? หากสูญเสียไปหมด การสร้างกองทัพชั้นยอดขึ้นมาใหม่จะต้องสูญเสียเงินอีกเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้น ต้องใช้เวลาอีกแค่ไหน?”
“และนี่เป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ”
“ยิ่งถ้าถูกลากเข้าสู่สงครามยืดเยื้อ เจ้าจะเข้าใจว่าทำไมข้าวเพียงเม็ดเดียวถึงมีค่าเท่าทองคำ นอกจากทรัพย์สิน การสูญเสียอย่างหนักยังก่อผลกระทบต่อเนื่องอีกมาก ขวัญกำลังใจตกต่ำ ผู้คนแตกฉานซ่านเซ็น ศัตรูมากมายที่จ้องจะทำลายข้า ฉินเฟิง จะไม่เกรงกลัวอีกต่อไป มีแต่จะหาจังหวัลงมือเท่านั้น”
ได้ฟังคำอธิบายของฉินเฟิง หนิงหู่เข้าใจแล้ว
สองล้านตำลึงที่ใช้โน้มน้าวศัตรูให้ยอมแพ้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเงินเล็กน้อยเท่านั้น…
ฉินเฟิงตบไหล่หนิงหู่ แล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นเจ้าของบ้านย่อมไม่รู้ว่าฟืนและข้าวแพงแค่ไหน ตราบใดที่มีการยกทัพทำสงครามล้วนต้องจ่ายเงิน”
“เมื่อสามารถใช้เงินน้อยบรรลุเป้าหมายใหญ่ได้ ไยต้องเลือกใช้เงินมากเล่า?”
ความสงสัยสุดท้ายในใจของหนิงหู่ถูกขจัดจนหมดสิ้น เขาพยักหน้าหนักแน่น
“พี่ฉิน ข้าเข้าใจแล้ว!”
“แม้เป็นการเอาใจพวกคนชั่ว แต่ตราบใดสูญเสียน้อยแต่ยึดเทือกเขาสยงอิงก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”
ฉินเฟิงยิ้มกว้างพลางพยักหน้าซ้ำ ๆ “ถูกต้องทรัพย์สินหมดไปก็หาใหม่ได้ แต่ชีวิตคนหามาแทนไม่ได้จึงมีค่ามากกว่าเงิน”
“แต่การล่อศัตรูให้จำนนก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง การสร้างเครื่องยิงยังต้องเร่งมือ”
เมื่อศพถูกขนมาแล้ว ฉินเฟิงย่อมต้องหาวิธีโยนศพเข้าไปในกำแพงเมืองด้ ไม่อย่างนั้นการข่มขวัญครึ่ง ๆ กลาง ๆ จะไร้ประโยชน์
และถ้าเกิดโรคระบาดได้ก็ยิ่งดี
น่าเสียดาย…
ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง เป่ยตี๋เป็นเขตที่ราบสูง อุณหภูมิหนาวเย็นจนแทบแข็ง โดยเฉพาะยามกลางคืน อุณหภูมิลดลงจนติดลบสามถึงสี่องศา
ซากศพเน่าถูกแช่แข็งทั้งหมดทำให้เทือกเขาสยงอิงรอดจากโรคระบาด
ฉินเฟิงถอนหายใจพลางพึมพำ “ฟ้าไม่เป็นใจ ดินไม่อำนวย คนก็ไม่เข้าข้าง ข้าช่างอับโชคจริง ๆ”
เมื่อไม้ทั้งหมดถูกขนส่งมาถึงแนวหน้า สองวันต่อมาช่างฝีมือค่ายเทียนจีก็เริ่มสร้างรถยิงศพตามแบบแปลนที่ฉินเฟิงมอบให้
เนื่องจากฉินเฟิงกำชับว่า รถยิงต้องสร้างตามแบบแปลนอย่างเคร่งครัด ประณีตยิ่งกว่าประณีต ไม่เพียงแต่โยนศพเข้าไปในเมืองได้ หากถูกบีบจนไม่มีทางเลือกก้ต้องใช้โจมตีศัตรูได้ด้วย
ช่างฝีมือค่ายเทียนจีจึงเลยสร้างได้ค่อนข้างช้า ใช้เวลาถึงสามวันเต็ม ๆ จึงสร้างรถยิงสิบคันเสร็จสมบูรณ์
เที่ยงวันนั้น อุณหภูมิสูงที่สุดอย่างหาได้ยาก แม้จะแค่หกถึงหกองศาก็ตาม
ลมพัดแรง สำหรับคนยังคงหนาวสั่น โดยเฉพาะตอนลมพัดต้องผิว ก็ไม่ต่างจากถูกมีดกรีด
แต่สำหรับซากศพเน่าเพียงพอจะละลายน้ำแข็งได้แล้ว
ฉินเฟิงสั่งการให้ทหารบรรจุซากศพเน่าเปื่อยลงในถังบนรถยิง
เมื่อได้รับคำสั่ง รถยิงสิบคันก็ตัดเชือกพร้อมกัน
ถังใหญ่บรรจุศพดีดผึง ลอยขึ้นเหนือกำแพงเมืองเทือกเขาสยงอิง ร่วงลงไปข้างใน
ฉินเฟิงรีบยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ ตั้งใจฟังเสียงความเคลื่อนไหวในตัวเมือง
ตอนนี้ห่างออกไปสองร้อยก้าว อีกทั้งมีกำแพงเมืองขวางกั้นจึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
“น่าเสียดายจริง! ถ้าได้เห็นกับตาว่าอลหม่านเพียงใดก็คงดี”