บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 744 มาถึงนานแล้ว
บทที่ 744 มาถึงนานแล้ว
หลู่ฉือตกตะลึง เขามองฉินเฟิง นึกว่าตนหูฝาดไป
ฉินเฟิงเป็นขุนนางต้าเหลียง แต่ข้างกายถึงมีราชวงศ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของเป่ยตี๋? แล้วจากท่าที เกรงว่าคงไม่ใช่ราชวงศ์ธรรมดาเสียด้วย ดีไม่ดีก็อาจเกี่ยวข้องถึงความชอบธรรมของฮ่องเต้เป่ยตี๋ด้วยซ้ำ…
ก่อนหน้านี้ในการเจรจา เป่ยตี๋ถูกกดดันจนยอมลงนามในข้อตกลง ‘ส่งมอบตัวประกัน’ แต่รับปากเพียงจะส่งองค์หญิงมาอภิเษก และส่งซื่อจื่อมา ‘ศึกษาเล่าเรียน’
แม้ตัวประกันทั้งสองจะเป็นราชวงศ์ แต่ถ้าพูดถึงความชอบธรรมในบังลังก์ไม่นับว่าเกี่ยวข้อง
ทว่าแววตาเปี่ยมความมั่นใจของฉินเฟิง ก็ทำให้หลู่ฉือตระหนักว่า ฉินเฟิงไม่ใช่คนพูดจาเลื่อนลอย ถ้าเขาเอ่ยปากย่อมต้องเป็นจริง แต่หลู่ฉือก็ไม่อาจเข้าใจแผนการของฉินเฟิงได้เลย
……
ขณะเดียวกัน พระราชวังเป่ยตี๋ บริเวณลานกว้างนอกท้องพระโรง ฮ่องเต้เป่ยตี๋ยืนเอามือไพล่หลัง เดินสบาย ๆ ขณะฟังรายงานจากหน่วยนกฮูกราตรี
“ทูลฝ่าบาท ไนติงเกลที่แฝงตัวอยู่ในเมืองหลวงต้าเหลียงกลับมาแล้ว และนำข่าวสำคัญมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เป่ยตี๋พยักหน้าเล็กน้อย บนใบหน้าบ่งบอกว่ายินดี
ทั่วหล้ารู้เพียงว่าหน่วยนกฮูกราตรีคือดวงตาของเป่ยตี๋ที่คอยสอดส่องทั่วหล้า หารู้ไม่ว่า เทียบกันแล้ว สายลับที่ล้วงความลับสำคัญของแคว้นต้าเหลียงได้จริง ๆ คือเหล่าสตรีถูกขนานนามว่า ‘ไนติงเกล’
ตามชื่อ ไนติงเกลย่อมต้องเป็นหญิงงาม รู้วิธียั่วยวนบุรุษ พวกนางแฝงตัวอยู่บนเรือสำราญบนทะเลสาบแสงจันทร์ ในเมืองหลวงของแคว้นต้าเหลียง
แขกทุกคนที่ไนติงเกลได้พบล้วนเป็นผู้มีอำนาจในเมืองหลวง เมื่อมาเที่ยวบนเรือสำราญ ย่อมไม่ระวังตัว แค่ดื่มสุราแรงเข้าไปไม่กี่จอก ได้ยินเสียงออดอ้อนหวานหูไม่กี่คำ ผู้มีอำนาจเหล่านั้นก็พลั้งปากเล่าความลับแล้ว
องครักษ์ชุดดำของฮ่องเต้ต้าเหลียงกับองครักษ์เสื้อแพรของฉินเฟิงล้วนเคยกวาดล้างหน่วยนกฮูกราตรีในเขตเมืองหลวงต้าเหลียง แต่ไม่เคยรู้และสงสัยการมีอยู่ของไนติงเกล
ถ้าให้พูดตามตรง การก่อตั้งไนติงเกลต้องขอบคุณแคว้นต้าเหลียง
ถ้าไม่ใช่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเอาแต่สนใจการถ่วงดุล มุ่งความสนใจไปที่ต่างแคว้น หรือไม่ก็กดข่มขุนนางในราชสำนัก ทำให้ภายในแคว้นเกิดภัยพิบัติและเรื่องเลวร้าย ประชาชนอยู่อย่างทุกข์ยาก
หน่วยนกฮูกราตรีจะติดต่อหญิงสาวท้องถิ่นของต้าเหลียงได้อย่างไร?
สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นคนต้าเหลียงที่ขาดแคลนอาหาร ต้องทนเห็นครอบครัวอดตายต่อหน้า จนเคียดแค้นชิงชังฮ่องเต้และเหล่าขุนนางต้าเหลียง ความชิงชังฝังรากลึก พอนกฮูกราตรีสอดมือเข้ายุก็ทุ่มเทสุดกำลังทำงานให้เป่ยตี๋
หน่วยนกฮูกราตรีที่อยู่ข้างกายรายงานแผ่วเบา “ฝ่าบาท ฉินเฟิงนำคณะทูตออกเดินทางมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ปกติคณะทูตเดินทางช้า คาดว่าตอนนี้น่าจะยังอยู่ที่ชายแดน”
“ส่วนทางเทือกเขาสยงอิง ตอนนี้ยังถูกกองทัพเป่ยซีล้อมแน่นหนา ตามข้อมูลที่ได้รับก่อนหน้านี้ น้ำดื่มที่กักตุนไว้ในเทือกเขาสยงอิงน่าจะมีพอแค่สำหรับสามเดือนพ่ะย่ะค่ะ”
“อีกอย่าง การต่อสู้ระหว่างฉินเฟิงกับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเหมือนจะยุติลงแล้ว”
“ฉินเทียนหู่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมควบตำแหน่งมหาเสนา เฉินเจิ้งได้รับการแต่งตั้งเป็นเส้าเป่า ‘เส้าเป่า’ นี้เป็นเพียงตำแหน่งลอย ๆ มีไว้ถ่วงดุลอำนาจระหว่าง มหาเสนากับราชครู ให้แน่ใจว่าราชกิจบ้านเมืองจะเป็นไปอย่างราบรื่น”
“นอกจากนี้ ฉินเฟิงได้รับแต่งตั้งเทียนลู่โหว อีกทั้งยังได้รับพระราชทานชายแดนเหนือเป็นเขตปกครอง แม้จะเป็นเพียงตำแหน่งโหว แต่ก็เป็นหัวหน้าของโหวทั้งร้อย อำนาจเทียบเท่าอ๋อง”
ฮ่องเต้เป่ยตี๋คาดการณ์ไว้แล้วว่าหลังเจรจาสันติภาพ แคว้นต้าเหลียงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ตอนแรกคาดเดาว่า ด้วยนิสัยของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงย่อมต้องปราบปรามฉินเฟิงอย่างรุนแรง แต่ความจริงกลับไม่ใช่ เพราะอำนาจของฉินเฟิงยิ่งใหญ่ถึงขนาดฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ไม่อาจเพิกเฉย
เรื่องนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายแต่ก็สมเหตุสมผล ฉินเฟิงครอบครองชายแดนเหนือ มีขุนนางและแม่ทัพอยู่ใต้บังคับบัญชา ทั้งยังมีกองทัพที่แข็งแกร่ง
ฮ่องเต้เป่ยตี๋หวั่นเกรงอำนาจเขาไม่ใช่เรื่องแปลก
การที่ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงยอมเจรจาประนีประนอมกับฉินเฟิง เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วถือว่าเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย
ตราบใดฉินเฟิงไม่คิดก่อกบฏ ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทกำลังต่อสู้กับฉินเฟิงอีก สามารถพักทัพ หันมาเอาใจใส่กับการบริหารบ้านเมืองได้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกล้าหาญและเด็ดขาดจริง ๆ อย่างน้อยฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะใจกว้างพอรับมือกับฉินเฟิงได้ ต่อให้เกิดสงครามกลางเมืองส่งผลกระทบไปทั่วแผ่นดิน ฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็จะไม่ลังเล อย่างไรก็จะทุ่มเททุกอย่าง กำจัดเสี้ยนหนามให้สิ้นซาก
“ต้าเหลียง ยิ่งนานวันยิ่งรับมือยาก”
“เอาเถิด คราวนี้ฉินเฟิงมาเยือนต้าเหลียง เชื่อว่าเหล่าขุนนางฝ่ายเหยี่ยวเป่ยตี๋คงอยู่ไม่สุข แต่เจิ้นก็ยังต้องยกย่องฉินเฟิงให้เป็นแขกผู้ทรงเกียรติ ถ้าผู้ใดกล้าล่วงเกินเขา เจิ้นย่อมไม่ปล่อยไว้!”
หลี่อวี้ หัวหน้าหน่วยนกฮูกราตรีกระหยิ่มอยู่ในใจ
ผู้อื่นอาจไม่รู้จักนิสัยใจคอของฮ่องเต้เป่ยตี๋ แต่เขารู้ดี
คำกล่าวของฮ่องเต้เป่ยตี๋ชัดเจนว่า เขาคิดสังหารฉินเฟิง คิดยกย่องฉินเฟิงเป็นแขกผู้ทรงเกียรติ ปฏิบัติด้วยไมตรีจิต แสดงความจริงใจ การกระทำของเขาย่อมกระตุ้นขุนนางฝ่ายเหยี่ยวให้คิดลงมือสังหารฉินเฟิง ถึงตอนนั้น ฮ่องเต้เป่ยตี๋ก็แค่ลงโทษก็พอแล้ว
ขอแค่สามารถกำจัดเสี้ยนหนามเช่นฉินเฟิงได้ แม้ต้องแบกรับความเสี่ยงบ้างก็คุ้ม
แล้วหลี่อวี้ก็หยิบจดหมายปิดผนึกออกมาจากแขนเสื้อ ส่งให้ฮ่องเต้เป่ยตี๋ด้วยสองมือ
“ฝ่าบาท จดหมายนี้เป็นคนในพระราชวังต้าเหลียงสังถึงไนติงเกล เมื่อพิจารณาว่าราชวงศ์ต่างเหลียงเกี่ยวข้อ เกรงว่าคงเป็นจกหมายที่มีความลับสำคัญ กระหม่อมเลยยังไม่ได้เปิดอ่าน”
ฮ่องเต้เป่ยตี๋พอใจในการทำงานของหลี่อวี้นัก เขารับจดหมายมาเปิดอ่าน
ทว่าไม่นาน รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันแข็งค้าง
ฮ่องเต้เป่ยตี๋ฉีกจดหมายเป็นชิ้น ๆ แต่ไม่ได้ทิ้ง แต่ขยำรวมกันเป็นก้อนแล้วยักเข้าไปในแขนเสื้อ จะเอาไปเผาในภายหลัง
หลี่อวี้เห็นเช่นนี้ก็แอบโล่งใจ โชคดีที่เขาไม่เปิดอ่านก่อน ไม่อย่างนั้น ต่อให้ไม่โดนฆ่าปิดปาก ก็คงถูกขังลืม
แววตาที่เคยอ่อนโยนของฮ่องเต้เป่ยตี๋แปรเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยม น้ำเสียงเย็นชาอย่างที่สุด “หลี่อวี้”
“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่อวี้คุกเข่าลงรอรับพระบัญชา
ฮ่องเต้เป่ยตี๋ไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย “เจิ้นทนต่อไปไม่ได้แล้ว ก่อนที่ฉินเฟิงจะเข้าเมืองหลวง สังหารมันเสีย!”
หัวใจของหลี่อวี้หนักอึ้ง ความลับที่ทำให้ฮ่องเต้เป่ยตี๋เร่งรีบเพียงนี้คืออะไรกัน? แต่ถึงแม้จะเป็นคนสนิท หลี่อวี้ก็ไม่กล้าถาม ทำได้เพียงน้อมรับคำสั่ง
ตราบใดฉินเฟิงย่างกรายเข้าดินแดนเป่ยตี๋ ถึงจะมีองครักษ์ล้อมหน้าหลัง อย่างไรก็ต้องตาย!
หลี่อวี้เตรียมสั่งการลงไป ตอนนั้นเอง หน่วยนกฮูกราตรีคนหนึ่งรีบรุดเข้ามา
“ใต้เท้า ไม่ดีแล้วขอรับ ฉินเฟิงเดินทางมาถึงชายแดนตั้งแต่เมื่อยี่สิบวันก่อนแล้ว!”
“หือ?” หลี่อวี้ตกตะลึง
ฮ่องเต้เป่ยตี๋ใจร้อน ตวาดถามเสียก่อนหลี่อวี้ “มาถึงนานแล้ว? แล้วพวกเจ้ามัวแต่ทำอะไรกันอยู่?!”