บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 764 ต่อสู้และล่าถอย
บทที่ 764 ต่อสู้และล่าถอย
ช่วงเวลาเดียวกันที่อำเภอเป่ยซี กองกำลังผสมประกอบด้วยกองทหารม้าทมิฬห้าร้อยคน ทหารม้าเบาห้าร้อยนาย ทหารราบหนึ่งพันนาย กำลังเดินทัพออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าสู่มณฑลซางโจว
ผู้นำกองทัพไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นแม่ทัพแห่งอำเภอเป่ยซีสวีโม่
“พวกเจ้าเร่งฝีเท้าหน่อย ด่านเยี่ยนหนานอยู่ไกล ทุกคนต้องเร่งเดินทาง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ฉิน ทั้งข้าและพวกเจ้าจงพุ่งชนกำแพงฆ่าตัวตายเสีย!”
หนึ่งชั่วยามต่อมา ชายแดนทางเหนือแคว้นต้าเหลียง แม่ทัพใหญ่ขมวดคิ้วแน่น มองกองทัพของสวีโม่รีบเร่งมุ่งหน้าไปยังซางโจว
“เกิดอะไรขึ้น? เราไม่ได้หยุดรบกับเป่ยตี๋แล้วหรือ? เหตุใดอำเภอเป่ยซีเคลื่อนทัพเร่งด่วนเช่นนี้?”
“ทหารส่งสารอยู่ที่ใด? ทหารสอดแนมอยู่ไหน? เกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
ไม่นาน ทหารสอดแนมใต้บังคับบัญชาของกองทหารชายแดนวิ่งขึ้นมาบนกำแพงเมือง สีหน้าร้อนรน “รายงานท่านแม่ทัพ บริเวณด่านเยี่ยนหนานของมณฑลซางโจว สมองสุนัขถูกตีจนกลายเป็นสมองหมูไปแล้วขอรับ”
“ท่านโหวฉินกำลังรบกับกองพลหมาป่าเหมันต์ สาเหตุเกิดจากกองพลหมาป่าเหมันต์บุกโจมตีค่ายของหลู่ฉือ ขุนพลทรยศแห่งเป่ยตี๋ยามราตรี”
แม่ทัพใหญ่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าฉินเฟิงยอมรับหลู่ฉือกับหลี่โฉวที่ยอมจำนนก็เพื่อบ่มเพาะพรรคกบฏ สร้างความวุ่นวายในเป่ยตี๋
แต่การยอมเสี่ยงทำศึกกับกองพลหมาป่าเหมันต์ตลอดทั้งคืนเพื่อขุนพลเล็ก ๆ อย่างหลู่ฉือกับโฉว ชัดเจนว่าได้ไม่คุ้มเสีย
กองพลหมาป่าเหมันต์เป็นกองกำลังชั้นยอดเทียบเท่ากับกองพลพญาอินทรี ได้รับสมญานามว่าดาบสังหารของเป่ยตี๋ ชำนาญในการบุกโจมตีและสังหารศัตรู
แม้ทหารม้าอำเภอเป่ยซีจะเก่งกาจ แต่ถ้าปะทะกับกองพลหมาป่าเหมันต์ตรง ๆ ก็ต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
การสูญเสียมากมายเช่นนี้เพื่อบ่มเพาะพรรคกบฏเป่ยตี๋ คุ้มค่าหรือ?
แม่ทัพใหญ่ไม่ใช่นักการเมืองจึงงุนงงกับการคำนวณทางการเมืองของฉินเฟิง
ขณะนั้นเอง ทหารสอดแนมรายงาน “รายงานท่านแม่ทัพ ตามข่าวที่เชื่อถือได้ ท่านโหวฉินสังหารกองหน้าพันคนของกองพลหมาป่าเหมันต์ได้ และตัดศีรษะเฉินโหมวผู้บัญชาการกองพลหมาป่าเหมันต์ที่มาบัญชาการรบด้วยตนเอง และตอนนี้ท่านโหวกำลังต่อสู้กับเฉินหลี่รองแม่ทัพของกองพลหมาป่าเหมันต์”
แม่ทัพใหญ่ตกตะลึง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“อะไรนะ?!”
“เฉินโหมว ถูก…ตายล้วหรือ?”
แม่ทัพใหญ่ตกใจจนพูดไม่เป็นภาษา เขาประจำการที่ชายแดนเหนือมาครึ่งชีวิต เคยปะทะกับเฉินโหมวมาหลายครั้ง รู้ดีถึงความร้ายกาจ
ทักษะทางทหารของแม่ทัพเฉินโหมวแม่อาจไม่เทียบเฉินซือพี่ชายร่วมตระกูล แต่ก็เป็นแม่ทัพเสือที่แท้จริง กลยุทธ์รบประชิดตัวเลิศยากจะต่อกร
แม่ทัพมากมายเต่างต้องพ่ายแพ้ให้แก่เฉินโหมวเสียจนตัวเขาเองก็จำจำนวนไม่ได้แล้ว
ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่มีแม่ทัพคนใดอยากทำศึกกับเฉินโหมว ทว่าฉินเฟิงสังหารเฉินโหมวได้? ไม่ต้องพูดถึงคุณค่าทางการเมือง แค่การสังหารแม่ทัพผู้แกร่งกล้าของศัตรูก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
“ยอดเยี่ยม สมกับเป็นฉินเฟิง ไม่ธรรมดาจริง ๆ ไม่ลงมือก็แล้วไป พอลงมือก็ทำให้ผู้คนตกตะลึงได้ทุกที ก่อนหน้านี้ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนตีป้อมเทือกเขาสยงอิง ปราการสำคัญสุดท้ายบนแนวหน้าเป่ยตี๋ บัดนี้รบกับกองพลหมาป่าเหมันต์ทั้งคืน และสังหารแม่ทัพใหญ่ของศัตรูได้”
“ข่าวลือเหมือนจะเป็นความจริงสินะ โหวฉินต้องเป็นดาวอู้ฉวีกลับชาติมาเกิดแน่แล้ว”
สมองของแม่ทัพใหญ่ทำงานรวดเร็ว ครู่ต่อมาเขาก็ตัดสินใจเด็ดขาด จะร่วมชะตากรรมกับฉินเฟิง!
หากพูดถึงยศทางทหาร ฉินเฟิงไม่อาจเทียบกับแม่ทัพใหญ่ได้เลย แต่ความสามารถทางการทหารกลับทำให้แม่ทัพใหญ่ยอมรับ ถึงขั้นนับถือ มองข้ามเรื่องความอาวุโส พร้อมปฏิญาณจะติดตามไปจนตาย
“ส่งคำสั่งข้าลงไป รวบรวมกองกำลังสองพันคน เดินทัพไปช่วยเหลือโหวฉินที่ด่านเยี่ยนหนาน”
“อ้อ แล้วแจ้งข่าวนี้ให้แม่ทัพทหารม้าและแม่ทัพรถศึกทราบด้วย”
เมื่อคำสั่งถูกส่งออกไป นายพลที่อยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้ว “ท่านแม่ทัพ สงครามกับเป่ยตี๋ผ่านพ้น การเจรจาสันติภาพจบลงแล้ว หากก่อความวุ่นวายใหญ่โตเกรงว่าจะไม่เหมาะสม”
แม่ทัพใหญ่หัวเราะลั่น “ฮ่า ๆๆ กลัวไปไย? แค่ติดตามโหวฉินไปก็พอแล้ว!”
“ไม่ว่าจะเป็นเป่ยตี๋หรือแคว้นต้าเหลียงของเราล้วนไม่ยอมรับสงครามคราวนี้ และสงครามนี้ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่ปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์”
นายพลสับสน แต่แล้วก็ตื่นจากภวังค์ ดวงตาเปล่งประกาย
ไม่น่าแปลกใจที่ฉินเฟิงกล้าทำสงครามกับกองพลหมาป่าเหมันต์อย่างไม่เกรงกลัว เพราะกองพลหมาป่าเหมันต์เป็นกองกำลังชั้นยอดของเป่ยตี๋ ถ้าข่าวความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับนี้แพร่สะพัดออกไปย่อมทำลายเกีบรติและศักดิ์ศรีของเป่ยตี๋
เป่ยตี๋ในฐานะแคว้นผู้แพ้สงคราม เดิมก็สูญเสียความน่าเกรงขามไม่อาจกดดันแคว้นรอบ ๆ ได้แล้ว พวกเขาจะกล้าซ้ำเติมตัวเองอีกหรือ? แน่นอนว่าต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อปิดกั้นข่าวสาร
ส่วนทางด้านแคว้นต้าเหลียงยิ่งเข้าใจได้ง่ายกว่า ในฐานะแคว้นที่ชนะสงคราม การทำสงครามเลือดกับเป่ยตี๋ไม่ดีนัก ผู้ที่ไม่รู้อาจคิดว่าแคว้นต้าเหลียงกลับคำพูด
ตราบใดที่เป่ยตี๋ไม่ต้องการสืบสวน แคว้นต้าเหลียงก็จะหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียเทือกเขาสยงอิง หรือการสูญเสียแม่ทัพเฉินโหมว เป่ยตี๋ก็เหมือนคนมีความทุกข์แต่พูดไม่ออก
……
ตอนนี้ฉินเฟิงเสียเปรียบด้านจำนวนคน อีกทั้งกองพลหมาป่าเหมันต์กำลังโกรธแค้น ขวัญกำลังใจเรียกได้ว่าคลุ้มคลั่ง กองทัพฉินเฟิงย่อมต้องถูกกดดันถอยร่น
กองทหารม้าทั้งหมดภายใต้การบังคับบัญชารวมกันแล้วเหลือไม่ถึงห้าร้อยคน ขณะที่ฝ่ายกองพลหมาป่าเหมันต์ทุ่มกำลังทั้งหมด กองกำลังเสริมทยอยมาถึงเป็นระลอก
ตามรายงานจากหน่วยสอดแนม ทูตส่งสาร องครักษ์เสื้อแพร ทั้งสามฝ่ายแยกย้ายสืบหาข้อมูล
กองพลหมาป่าเหมันต์บนสนามรบยังเหลืออยู่สองพันคน ไม่นับรวมกองหน้าของเฉินโหมวที่ถูกทำลายไปก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่การต่อสู้ดุเดือดเริ่มขึ้น กองพลหมาป่าเหมันต์สูญเสียกำลังพลไปไม่ถึงสองร้อยคน
อัตราการสูญเสียระหว่างกองพลหมาป่าเหมันต์กับกองกำลังของฉินเฟิงอยู่ที่หนึ่งต่อสอง
ขณธที่ฉินเฟิงเสียคนไปสองคน กองพลหมาป่าเหมันต์เสียคนไปคนเดียว
นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ทหารม้าเกราะเบาแห่งอำเภอเป่ยซีจะเก่งกาจ เมื่อเผชิญหน้ากับกองพลหมาป่าเหมันต์ที่มีจำนวนมากกว่าสองเท่าก็เสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง
การต่อสู้ที่ฝ่ายหนึ่งมีจำนวนมากกว่า โดยเฉพาะในการรบที่โล่ง ฝ่ายที่มีคนมากกว่าย่อมมีอัตราการสูญเสียน้อยกว่าเสมอ
สงครามแลกชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง
ขวัญกำลังใจของกองพลหมาป่าเหมันต์เพิ่มขึ้น สงครามค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การต่อสู้แบบสี่ต่อหนึ่ง ถ้ายังต่อสู้ต่อไป ไม่นานเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงต้องถูกสังหารจนหมดสิ้น
ฉินเฟิงจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์!
เขาไม่กล้าลังเล ภายใต้การคุ้มครองของเหล่าทหาร ฉินเฟิงถอยหลังห้าสิบก้าว ออกจากสนามรบ แล้วสั่งให้ ทหารส่งสารพยายามทุกวิถีทางเพื่อส่งข่าวสารไปยังหูของเหล่าทหาร
“ถอนกำลังออกจากการสู้รบโดยเร็ว!”
ระหว่างการถอนกำลังออกจากการสู้รบ มีผู้ถูกสังหารเกือบหนึ่งร้อยคน ด้วยเหตุนี้รอบตัวฉินเฟิงจึงเหลือทหารม้าเพียงสี่ร้อยคนเท่านั้น
ในการต่อสู้พัวพัน การหนีเป็นไปไม่ได้
ฉินเฟิงจ้องมองด้วยสายตาเย็นชาพลางตวาดด้วยความโกรธ “ทุกคนฟังข้า ตามข้ามา!”
เขาใช้มือซ้ายจับบังเหียน มือขวากำแหลนม้าแน่น ควบม้ามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก พร้อมกับเหล่าทหารที่ทั้งสู้และถอยไปพร้อมกัน
เฉินหลี่คว้าแหลนม้าตะโกนก้อง “ฉินเฟิง เจ้าอย่าคิดว่าจะหนีไปได้ คืนนี้ไม่เจ้าก็ข้าต้องตายไปข้างหนึ่ง!”