บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 773 ก่อกบฏในพระราชวังต้องห้าม
บทที่ 773 ก่อกบฏในพระราชวังต้องห้าม
ผู้บัญชาการทหารรักษาพระราชวังเข้าใจความหมาย เขาสูดลมหายใจลึก แล้วโบกมือเรียกทหารรักษาพระราชวังหลายสิบคนมา ภายใต้การนำของผู้บัญชาการ พวกเขามุ่งตรงไปยังห้องทรงพระอักษร
ขณะก้าวขึ้นบันได เสียงเกราะกระทบกันก็ดังมาจากด้านหน้า
ผู้บัญชาการทหารรักษาพระราชวังเงยหน้ามองก็เห็นองครักษ์หลวงเตรียมพร้อมอย่างเข้มงวดอยู่หน้าประตูห้องทรงพระอักษร
พอเห็นเช่นนี้ สีหน้าของผู้บัญชาการทหารรักษาพระราชวังพลันเคร่งเครียด แต่สายตาของหลี่ยงที่จ้องมาจากด้านหลัง ก็ทำให้ต้องกัดฟันฝืนตะโกนใส่องครักษ์หลวง “หลีกทางเสีย ข้ามีเรื่องสำคัญต้องกราบทูลฝ่าบาท!”
องครักษ์หลวงสิบคนไม่ขยับเขยื้อน เผชิญหน้ากับกองทหารรักษาพระราชวังที่มามากขึ้นเรื่อย ๆ สายตาแน่วแน่ ยืนปักหลักดั่งหินผา ไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ
โจวเจิ้นไห่ หัวหน้าองครักษ์หลวงมองลงอู๋ฉือผู้บัญชาการทหารรักษาพระราชที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งจากที่สูง สายตาดูแคลนไม่ปิดบัง
“แม่ทัพอู๋ ฝ่าบาทจะให้ท่านเข้าพบหรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่าน ในฐานะผู้บัญชาการทหารรักษาพระราชวังท่านย่อมรู้สถานการณ์ในวังหลวงดีกว่าผู้ใด ข้าขอแนะนำให้ท่านกลับไปเสียเถิด”
โจวเจิ้นไห่ไล่อย่างไม่ปรานี อู๋ฉือสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าแข้งกร้าว
“ไม่จำเป็นต้องให้แม่ทัพโจวไล่ สถานการณ์ในวังหลวงข้าย่อมรู้ดี!”
“กองทหารรักษาพระราชวังมีสามหมื่นคน กองทัพองครักษ์หลวงมีไม่ถึงหนึ่งพันคน พวกท่านล้วนเป็นบุคคลหายาก ควรรู้จักถนอมตัวเสียบ้าง”
“วันนี้ แม้ฟ้าจะถล่มพวกท่านก็ไม่อาจขวางไม่ให้ข้าเข้าเฝ้าฝ่าบาท!”
อู๋ฉือก้าวขึ้นบันไดอีกขั้น
ปึง!
องครักษ์หลวงสวมชุดเกราะเต็มยศยกแหลนในมือเล็งไปที่อู๋ฉือ ถ้าเขายังกล้าก้าวขึ้นมาอีกก้าว องครักษ์หลวงก็พร้อมจะสังหารทันทีโดยรอไต่สวน
รับรู้ถึงความมุ่งมั่นขององครักษ์หลวง อู๋ฉือไม่อาจอ่อนข้อ ทหารรักษาพระราชวังนับร้อยคนที่อยู่เบื้องหลังยกอาวุธเตรียมพร้อม
ตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นต้าเหลียงมา นับเป็นครั้งแรกที่ทหารจากสองกองทัพชักอาวุธเผชิญหน้ากันหน้าห้องทรงพระอักษร
“หลีกไป!”
น้ำเสียงอู๋ฉือดุดัน มือขวากระชับด้ามดาบที่เอว
สายตาโจวเจิ้นไห่ยังคงแน่งแน่ ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย “ถ้าเจ้ามีความสามารถก็เหยียบผ่านศพข้าไป”
อู๋ฉือชักดาบ ชี้ปลายดาบเย็นไปที่โจวเจิ้นไห่พลางถามเน้นเสียง “เจ้าอยากตายหรือ?!”
เมื่อตัดสินใจจะบีบบังคับราชสำนัก อู๋ฉือก็ไม่เหลือทางให้ถอยแล้ว ถ้าถอยก็ต้องแบกรับข้อกบฏ หนีไม่พ้นโทษประหารเก้าชั่วโคตร
เมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด ยกองค์รัชทายาทขึ้นสืบราชบัลลังก์ให้ได้ จึงจะปลอดภัย
แม้องครักษ์หลวงจะเก่งกาจถึงขั้นน่าขนลุก แต่น่าเสียดายที่มีไม่ถึงพันคน เผชิญหน้ากับทหารรักษาพระราชวีงสามหมื่นคน สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้
แต่โจวเจิ้นไห่ไม่มีทีท่าว่าจะถอย ตั้งแต่ก่อตั้งองครักษ์หลวง ภารกิจของพวกเขาคือปกป้องฮ่องเต้ต้าเหลียง ส่วนฮ่องเต้ต้าเหลียงจะเป็นผู้ใด พวกเขาไม่สนใจ
ตราบใดฮ่องเต้ต้าเหลียงยังประทับบนบัลลังก์ โจวเจิ้นไห่และองครักษ์หลวงทั้งหมดก็จะต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย
บรรยากาศตึงเครียด ทั้งสองฝ่ายกำลังจะปะทะกันแล้ว ทว่าตอนนั้นเอง…
จางซิวเย่วิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ
จิ้งจอกเฒ่าอย่างจางซิวเย่ย่อมรอบรู้เรื่องในพระราชวังทะลุปรุโปร่ง เขารู้มานานแล้วว่าหลี่ยงทนความเงียบเหงาไม่ไหว เตรียมลงมือก่อนกำหนด ภาพที่เห็นวันนี้ล้วนอยู่ในการคาดการณ์
พอเห็นทหารสองกองทัพจะปะทะกัน จางซิวเย่ก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น วิ่งตะโกนมาแต่ไกล “ฝ่าบาท ฝ่าบาท มหาเสนาฉินขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ยินว่าฉินเทียนหู่มาเยือน อู๋ฉือตื่นตระหนก เหตุการณ์วันนี้ต้องไม่แพร่งพราย ถ้าฉินเทียนหู่รู้เข้าแล้วยกทัพมาปราบกบฏ ผลที่ตามมาย่อมไม่อาจคาดเดา
อู๋ฉือกัดฟันกรอดครุ่นคิด…ไปให้สุดเสียเลยดีหรือไม่ ฆ่าฉินเทียนหู่ไปด้วยเสียเลย!
แม้ฉินเฟิงจะต้องแก้แค้นแน่นอน แต่ก็ต้องรอให้องค์รัชทายาทสืบบัลลังก์ก่อน แล้วอำนาจในการควบคุมฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้และกองทัพประจำการณ์เมืองหลวงก็จะอยู่ในมือ ถึงตอนนั้นก็ยังไม่แน่ว่าใครจะชนะ
ทว่าพออู๋ฉือหันกลับไปมอง เขาก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว
ฉินเทียนหู่ไม่ได้มาคนเดียว ข้างกายยังมีชายหนุ่มคนหนึ่งติดตามมาด้วย ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก… จ้าวอวี้หลง
ฉินเทียนหู่ชำเลืองมองอู๋ฉือแวบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ เขาจดจำทหารรักษาพระราชวังที่อยู่ตรงนั้นทั้งหมดแล้ว ทว่านอกจากเหลือบตามองก็ไม่แสดงท่าทีใดอีก แค่เดินผ่าน มุ่งหน้าไปยังห้องทรงพระอักษร
จ้าวอวี้หลงติดตามฉินเทียนหู่มา พอเห็นว่าหน้าห้องทรงพระอักษรเต็มไปด้วยทหารรักษาพระราชวัง เขาก็ตวาดเสียงเย็น “ไสหัวไป!”
ทหารรักษาพระวังยังคงงุนงง แต่จ้าวอวี้หลงก็ชักดาบฟันแล้ว ทหารรักษาพระราชวังที่เหลือตกใจกลัวจนก้าวถอยหลัง
จ้าวอวี้หลงเช็ดเลือดบนดาบกับศพอย่างไม่ใส่ใจ เขาฆ่าทหารรักษาพระราชวังสองสามคนง่ายดายราวกับฆ่าไก่
อู๋ฉือจ้องมอง สายตาโกรธแค้น
จ้าวอวี้หลงไม่แสดงสีหน้าใด ๆ เพียงกล่าวอย่างเรียบเฉย “นอกประตูพระราชวังมีกองทหารม้าทมิฬหนึ่งพันคน องครักษ์ค่ายเทียนจีสามร้อยคน หากภายในครึ่งชั่วยามข้ากับท่านมหาเสนาไม่กลับออกไป พวกเขาจะบุกเข้ามา หลังจากนั้นกองทัพที่ประจำการณ์อยู่ที่ค่ายเทียนจี และกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ก็จะเคลื่อนไหว”
“ผู้บัญชาการอู๋ ถ้าท่านกล้าพอก็ลงมือเถิด แต่ถ้าไม่กล้าก็จงไสหัวไป! อย่าได้มาขวางทางท่านมหาเสนา”
ใบหน้าอู๋ฉือแดงก่ำด้วยความโกรธ หลายครั้งที่คิดจะฆ่าจ้าวอวี้หลง แต่สุดท้ายก็ยั้งมือไว้
กองทหารม้าทมิฬและองครักษ์ค่ายเทียนจีที่อยู่นอกพระราชวังไม่ใช่อะไรที่รับมือได้ง่าย ๆ ถ้าพวกเขาบุกเข้ามา สงครามจะเริ่มขึ้น ถึงตอนนั้น อย่าว่าแต่อู๋ฉือกับทหารรักษาพระราชวัง แม้แต่องค์ชายเจ็ดหลี่ยงก็ยากจะรอดพ้นความตาย
อู๋ฉือกัดฟันกรอด จำใจหันหลังกลับ ตอนนี้มีเพียงหลี่ยงที่ตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไรต่อ
โจวเจิ้นไห่ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องทรงพระอักษรอย่างแน่วแน่ประสานมือคำนับฉินเทียนหู่ “คารวะท่านมหาเสนาฉิน”
ฉินเทียนหู่พยักหน้าเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องให้โจวเจิ้นไห่แจ้ง เขาก็เดินเข้าไปในห้องทรงพระอักษร
จ้าวอวี้หลงยืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง มือจับด้ามดาบ มองทหารรักษาพระราชวังที่ยืนเรียงรายอย่างสงบ
เยื้องหน้ามีทหารรักษาพระราชวังกว่าหนึ่งพันคน เห็นได้ชัดหลี่ยงควบคุมกองทัพทหารรักษาพระราชวังทั้งหมดไว้แล้ว
“ขอบคุณแม่ทัพจ้าว” โจวเจิ้นไห่ประสานมือให้จ้าวอวี้หลง
แม้องครักษ์หลวงกับฉินเฟิงจะมีความบาดหมางลึกซึ้ง แต่ถ้าไม่ใช่ฉินเทียนหู่กับจ้าวอวี้หลงมาทันเวลา วันนี้ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการนองเลือด
เรื่องหนึ่งก็เรื่องหนึ่ง ไม่อาจนำมาปนกัน ตอนนี้โจวเจิ้นไห่เพียงรู้สึกขอบคุณการช่วยเหลือของตระกูลฉินอย่างจริงใจ
ทว่าสิ่งที่โจวเจิ้นไห่ได้กลับมามีเพียงสายตาเย็นชาของจ้าวอวี้หลง “ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ท่านโหวฉินไม่อยู่ในเมืองหลวง ข้าก็มีหน้าที่รักษาสถานการณ์ในเมืองหลวงให้มั่นคง”
“ผู้บัญชาการโจว ท่านคงคิดว่าสิ่งที่ท่านโหวฉินใส่ใจมีเพียงตระกูลฉินกระมัง? ฮึ! นับว่าความคิดคับแคบ”
ได้ยินแบบนี้ โจวเจินไห่ไม่ได้ไม่พอใจ หนำซ้ำความแค้นเคืองที่มีต่อฉินเฟิงก็ลดน้อยลงหลายส่วน…ยามคับขันจึงจะเห็นว่าขุนนางใดซื่อสัตย์หรือคิดคดจริง ๆ
โจวเจินไห่สูดลมหายใจลึก แล้วถามอย่างระแวดระวังว่า “ไม่ทราบว่า ท่านมหาเสนารู้สถานการณ์วันนี้แล้วมาทันเวลาได้อย่างไรหรือ?”
จ้าวอวี้หลงตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “เรามีวิธีของเรา ไม่สะดวกจะกล่าวถึง ผู้บัญชาการโจวเพียงปฏิบัติหน้าที่ของท่านให้ดีก็พอแล้ว”