บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 788 ผ่านสามด่านรวด
บทที่ 788 ผ่านสามด่านรวด
ความสงสัยสุดท้ายที่ผู้คนมีต่อฉินเฟิงหายไปทั้งหมด
ทุกคนตระหนักแล้วว่า ความรู้ด้านวรรณกรรมของฉินเฟิงสูงส่งเพียงใด การท้าทายฉินเฟิงช่างเป็นเรื่องโง่เขลา…
ฉินเฟิงไม่สนใจสายตาร้อนแรงรอบข้าง เขาแย้มยิ้ม มองพี่น้องตระกูลเจิ้งพลางกล่าวชมอย่างไม่ตระหนี่วาจา
“ความสามารถด้านบทกลอนคู่ของแม่นางทั้งสองเป็นรองข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่อให้มองหาทั่วใต้หล้าก็เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดเอาชนะพวกเจ้าได้อีกแล้ว”
ความหมายคือ หากจะโทษก็โทษโชคชะตาของพวกเจ้าที่ต้องมาเจอกับข้า
ฉินเฟิงหยิ่งผยอง แต่พี่น้องตระกูลเจิ้งไม่นึกรังเกียจ ตรงกันข้าม หัวใจของพวกนางกลับเต้นรัว
หลงใหลเสียแล้ว
ฉินเฟิงพูดต่อตามใจตัวเอง “หากมีเวลาสักหน่อย แม่นางทั้งสองย่อมเอาชนะข้าได้แน่”
“เอาละ ข้าจะให้คำชี้แนะสักหน่อย ขอมอบบทกลอนคู่วรรคแรกให้แม่นางทั้งสอง หากต่อบทได้ ความสามารถของพวกเจ้าย่อมพัฒนาขึ้นอีกมาก”
ได้ยินคำพูดนี้ พี่น้องตระกูลเจิ้งเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“เร็วเข้า นำกระดาษกับพู่กันมาให้ท่านโหวฉิน”
สองนางวุ่นวาย นำสี่สิ่งล้ำค่าของห้องหนังสือ*[1]มาวางตรงหน้าฉินเฟิง เจิ้งเฉี่ยวลงมือฝนหมึกด้วยตนเอง ส่วนเจิ้งอวี้ก็คลี่กระดาษเซวียนให้เรียบ
ฉินเฟิงไม่รีรอ หยิบพู่กันขึ้นมาโบกสะบัด ปลายพู่พลิ้วไหวบนกระดาษเซวียนสีขาวบริสุทธิ์ เป็นดั่งมังกรและงูเลื้อย
ผู้คนแออัดอยู่รอบโต๊ะเขียนหนังสือ ดวงตาของทุกคนเปล่งประกาย
เจิ้งเฉี่ยวพึมพำอ่านบทกลอนคู่วรรคแรกของฉินเฟิง “ถนนหอขาว ช่างตีเหล็กผิวเหลือง หลอมเตาแดง เผาถ่านดำ พ่นควันเขียว เปล่งแสงน้ำเงิน ชุบเหล็กม่วงเข้ม นั่งทิศเหนือตีเหล็กทิศใต้”
ฉินเฟิงวางพู่กันลง แล้วลุกเดินไปยังด่านต่อไป
เบื้องหลังเงียบกริบ ทุกคนมองกระดาษเซวียนที่มีวรรคแรกของบทกลอนคู่อยู่ เหงื่อผุดเต้มหน้าผาก
“นี่…จะมีวรรคคู่ได้หรือ?”
“นี่ความสามารถที่แท้จริงของฉินเฟิงหรือ?”
“แม่นางตระกูลเจิ้งทั้งสอง พวกเจ้ามีแนวคิดบ้างหรือไม่?”
สายตาของทุกคนจับจ้องพี่น้องตระกูลเจิ้ง
เจิ้งเฉี่ยวส่ายหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน “คู่กลอนก่อนหน้านี้ พวกข้าสองพี่น้องใช้ความคิดอยู่หลายวัน แต่เทียบกับวรรคแรกที่ท่านโหวฉินให้ไว้ กลับไม่นับเป็นอะไรเลย…”
“พวกข้าสองพี่น้องไม่อาจเทียบกับท่านโหวฉินได้แม้แต่น้อย”
เจิ้งอวี้ที่อยู่ข้าง ๆ มองวรรคแรกของบทกลอนคู่พลางกลืนน้ำลาย “คงต้องใช้เวลาหลายปี อาจถึงสิบปีถึงจะคิดวรรคคู่ที่เหมาะสมได้ หากพวกข้าสองพี่น้องเป็นเพียงนักเรียนในสำนักศึกษา ท่านโหวฉินก็คงเป็นบัณฑิตในสำนักศึกษาหลวง…”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา พวกเขารู้ว่าความสามารถในการแต่งบทกลอนคู่ของฉินเฟิงเหนือกว่าพี่น้องตระกูลเจิ้ง แต่ไม่คิดว่าจะห่างชั้นกันเพียงนี้
หมายความว่า ตั้งแต่ฉินเฟิงเข้ามาในเมืองอวี๋จนถึงตอนนี้ เขาแค่กำลังเล่นสนุกกับบรรดาบัณฑิตและสตรีผู้มีพรสวรรค์แห่งเมืองอวี๋เท่านั้นหรือ?
ฉินเฟิงยังไม่ต้องความพยายามเลย แต่บรรดาบัณฑิตและสตรีผู้มากพรสวรรค์แห่งเมืองอวี๋ต่างทุ่มสุดความสามารถแล้ว
การประชันกวีที่เตรียมการมาอย่างพิถีพิถันช่างเป็นเรื่องน่าขัน!
พี่น้องตระกูลเจิ้งมองตามแผ่นหลังฉินเฟิงที่เดินจากไป แววตาเศร้าสร้อย พวกนางพลาดโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับผู้มีความสามารถที่แท้จริงไปเสียแล้ว…
ช่วงเวลาเดียวกัน ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองอวี๋
เหล่าบ่าวรับใช้วิ่งร้องตะโกนไปทั่ว “ฉินเฟิงผ่านสามด่านแล้ว ไม่มีใครต้านทานได้!”
“ฉินเฟิงสร้างผลงานยิ่งใหญ่ตราตรึงใจผู้คน ยังมีผู้มีความสามารถคนใดรับมือได้หรือไม่?”
ไม่นานข่าวก็แพร่เข้าไปในจวนเจ้าเมืองอวี๋ จ้าวฮ่วนซูผู้เป็นจ้าวเมืองเอามือกุมหน้าผาก ขมวดคิ้วด้วยความกังวล
ไม่นานมานี้ เขาต้องจ่ายเงินหนึ่งหมื่นตำลึงให้คณะทูตของฉินเฟิงเพื่อรักษาความสงบ ไม่ให้ทหารต้าเหลียงเข้ามาก่อความวุ่นวายในเมือง
ทว่าเขาก็ยังเข้ามาก่อความวุ่นวายใหญ่ผ่านงานประชันบทกวีจนได้
เกรงว่าตอนนี้ความสนใจของทั้งเมืองอวี๋คงอยู่ที่หอวรรณศิลป์หมดแล้ว
ตามความคิดของจ้าวฮ่วนซู ถ้าฉินเฟิงต้องการเข้าเมืองก็แค่ต้องจัดเตรียมสุราต้อนรับ เอาอกเอาใจรอให้เขาจากไปก็พอแล้ว ไยต้องจัดการประชันการกวีให้วุนวายด้วย?
ทว่าเป็นองค์หญิงจิ่งฉือริเริ่ม จ้าวฮ่วนซูก็ไม่มีทางเลือก
คิดถึงตรงนี้ จ้าวฮ่วนซูก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “นับตั้งแต่เป่ยตี๋พ่ายแพ้ อำนาจก็ตกต่ำ ถ้าวันนี้ต้องเสียหน้าอีก เกรงว่าฝ่าบาทคงกริ้วหนัก ตำแหน่งเจ้าเมืองของข้าก็คงถึงจุดจบแล้ว ก่อนจะเป็นอย่างนั้นต้องหาทางขับไล่ฉินเฟิงออกไปโดยเร็ว”
ที่ปรึกษาข้าง ๆ รีบเสนอกลยุทธ์
“ท่านเจ้าเมือง ก่อนหน้านี้ข้าส่งคนออกไปสืบข่าวนอกเมืองแล้ว ทหารใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงกำลังตั้งหม้อทำอาหาร ซื้อหมูจากในเมืองไปราวยี่สิบตัว วัวกับแกะอีกอย่างละสามตัว ราวกับเลี้ยงฉลองใหญ่”
“หมายความว่าฉินเฟิงและผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาล้วนเป็นพวกเอาจริงเอาจัง”
“เทียบกับชื่อเสียงลอย ๆ ฉินเฟิงย่อมสนใจเงินทองมากกว่า ไม่สู้เราให้เงินเพิ่มสักหน่อย เพื่อให้เขายอมผ่อนปรน…”
ได้ยินแบบนี้ จ้าวฮ่วนซูขมวดคิ้วแน่น “ให้เงินเพิ่ม? ต้องให้เท่าใดถึงจะพอเล่า?”
“หนำซ้ำหอวรรณศิลป์ก็แพ้ไปสามด่านแล้ว ถ้าให้เงินไปตอนนี้จะไม่กลายเป็นเสียทั้งหน้าเสียเงินหรือ? ข้าไม่มีทางทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้น!”
ที่ปรึกษารีบอธิบาย “เช่นนั้น สู้เอาของแลกหน้าไม่ดีหรือขอรับ?”
จ้าวฮ่วนซูเลิกคิ้วขึ้น “พูดต่อ!”
ที่ปรึกษายิ้มกว้าง พูดจาเฉลียวฉลาด “ตอนนี้เป่ยตี๋เรา หน้าตาและของมีค่าสำคัญเท่ากัน สิ่งของเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนมากมาย ส่วนหน้าตาเกี่ยวข้องกับความสงบสุขของชายแดน แคว้นน้อยใหญ่รอบข้างจะยังเกรงกลัวเป่ยตี๋หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงหน้าตา”
“และจากสถานการณ์ตอนนี้ ชัดเจนว่าหน้าตาสำคัญกว่า เพราะความแค้นของแคว้นรอบข้างที่มีต่อเป่ยตี๋มีไม่น้อย”
“งานประลองวรรณกรรมเผากำยานวันนี้ไม่นานคงแพร่สะพัดไปทั่วหล้า หากผู้ชนะเป็นพวกเราไม่เท่ากับสร้างชื่อเสียงอันงามหรอกหรือ?”
“พูดให้ถึงที่สุดก็คือ ใช้เงินซื้อชื่อเสียง!”
จ้าวฮ่วนซูลูบคางครุ่นคิด…เรื่องนี้สามารถทำได้
เขารีบส่งคนไปติดต่อฉินเฟิง เนื่องจากที่หอวรรณศิลป์มีคนพลุกพล่าน สายตามากมาย เรื่องนี้ไม่ควรเปิดเผย สุดท้ายจึงต้องออกนอกเมืองไปตามหาผู้ใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงแทน
ไม่นาน ชายหนุ่มที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่ตลอดก็ปรากฏตัวต่อหน้าที่ปรึกษาเจ้าเมือง
หลิ่วหมิงยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย “หมายความว่า เจ้าเมืองอยากให้นายน้อยฉินเมตตา จงใจยอมแพ้ในการประลองวรรณกรรมเผากำยานใช่หรือไม่?”
ที่ปรึกษาเจ้าเมืองพยักหน้า “ถูกต้องแล้ว”
ตามความเข้าใจของหลิ่วหมิงที่มีต่อฉินเฟิง ฉินเฟิงคงจะยินดีรับข้อเสนอ คนอย่างนายน้อยฉินไม่เคยสนใจชื่อเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ สู้เปลี่ยนเป็นเงินทองเสียดีกว่า
หลิ่วหมิงตกลงแล้วส่งคนไปแจ้งฉินเฟิง ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้ม “ท่านเจ้าเมืองของพวกเจ้ายินดีจ่ายเท่าไร?”
ที่ปรึกษาเจ้าเมืองพิจารณามาก่อนแล้ว จึงไม่ลังเล ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว “สองหมื่นต้าลึงพอหรือไม่?”
ได้ยินราคาที่อีกฝ่ายเสนอมา สีหน้าของหลิ่วหมิงพลันเปลี่ยน ดวงตาเย็นชา “พวกเจ้าคงไม่ได้กำลังดูถูกท่านโหวฉินกระมัง!”
หลิ่วหมิงชักดาบสั้นออกมาจ่อคอที่ปรึกษา “เงินแค่สองหมื่นตำลึง พวกเจ้าคิดจะซื้อชื่อเสียงของนายน้อยฉิน พวกเจ้าเห็นนายน้อยข้าเป็นขอทานหรือไร!”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าค่ายเทียนจีมีทรัพย์สินเพียงใด? เจ้ารู้หรือไม่ว่าอำเภอเป่ยซีมีรายได้จากภาษีปีละเท่าไร?”
[1] สี่สิ่งล้ำค่าของห้องหนังสือ ได้แก่ กระดาษ หมึก พู่กัน และจานฝนหมึก