บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 800 สุรากลั่นมาถึงแล้ว
บทที่ 800 สุรากลั่นมาถึงแล้ว
มองลังสุราที่ผ่านการเดินทางหลายต่อหลายครั้งจนปรากฏอยู่เบื้องหน้า ฉินเฟิงตื่นเต้นอย่างยิ่ง เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมาก และสุรากลั่นนี้ก็จะเป็นก้าวแรกที่ทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของต้าเหลียง
หนิงหู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เมื่อครั้งอยู่เมืองหลวงเขาเคยเป็น ‘นักดื่ม’ ได้ลิ้มลองสุราขึ้นชื่อจากทั้งทุกสารทิศมาไม่น้อย พอมีความรู้เรื่องสุราอยู่บ้าง
พอเห็นฉินเฟิงทำท่าทีหวงแหนลังสุราตรงหน้า ถึงกับกอดไม่ยอมปล่อย หนิงหู่ก็อดล้อเลียนไม่ได้ “พี่ฉิน ก็แค่สุรา ไยต้องทำขนาดนี้ด้วย?”
“ฮ่า ๆ สุราก็คือสุรา ต่อให้ดีเลิศเพียงใดก็มีไว้เพียงเพื่อสำราญใจเท่านั้น”
เผชิญกับความสงสัยของหนิงหู่ ฉินเฟิงไม่ได้อธิบายอะไร เพียงลูบไล้ลังสุราอยู่อย่างนั้น
สุราในยุคนี้มีความเข้มข้นต่ำมาก แม้แต่สตรีก็สามารถดื่มได้ทีละหนึ่งหรือสองไห จนกล่าวได้ว่าเป็นยุคที่ ‘ทุกคนดื่มสุรา’
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว สุราที่มีความเข้มข้นต่ำนับเป็นเครื่องดื่มเพื่อความสำเริงสำราญใจ
ชื่อเสียงของสุราจึงยังไม่เป็นไปในเชิงเสียหายนัก
แต่สุรากลั่นความเข้มข้นสูงที่ฉินเฟิงผลิตจะเปลี่ยนความเข้าใจของทุกคนแน่นอน ขณะเดียวกันก็จะทำให้สุรากลายเป็นคำที่ใช้แทนความหมายของ ‘ภัยพิบัติของแคว้นและประชาชน’
ตั้งแต่แรก ฉินเฟิงจึงไม่ได้ตั้งใจจะเดินตามแนวทางของคนทั่วไป แต่เตรียมที่จะทำให้สุรากลั้นกลายเป็นเครื่องดื่มชั้นสูงที่คนธรรมดาไม่มีทางซื้อได้ ไม่อย่างนั้นถ้าทุกคนมัวเมามายไม่สร้างผลผลิต ในฐานะ ‘ผู้คิดค้น’ สุรากลั่น เขาก็คงจะกลายเป็นคนบาปแห่งประวัติศาสตร์แน่นอน
ฉินเฟิงค่อย ๆ เปิดลังสุราอย่างระมัดระวัง ไหดินสีเหลืองสองใบปรากฏสู่สายตา เพื่อป้องกันไม่ให้ไหแตก จึงยัดหญ้าแห้งไว้จำนวนมาก
‘บรรจุภัณฑ์’ แบบนี้ ต่อให้วางทิ้งไว้บนพื้นก็ไม่แน่ว่าจะมีใครเก็บไป
คงไม่มีใครคาดคิดว่า มูลค่าของไหสุราเก่าโทรมพวกนี้จะประเมินค่าไม่ได้
หนิงหู่ที่อยู่ข้าง ๆ พอเห็นไหสุราก็อดเบ้ปากไม่ได้ “พี่ฉิน เจ้าหวงแหนตั้งขนาดนั้น แต่แค่นี้เองหรือ?!”
ได้ยินหนิงหู่เยาะเย้ย ฉินเฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบไหออกมาใบหนึ่งแล้วถอดจุกออกอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมของสุราพลันอบอวลไปทั่วรถม้า
หนิงหู่ที่เมื่อครู่ยังทำหน้าดูถูก สีหน้าพลันแข็งค้าง จ้องมองไหสุราในมือของฉินเฟิงตาเป็นมัน สูดจมูกแรงอยู่หลายครั้ง แววตาไม่อยากเชื่อ
“พี่…พี่ฉิน นี่เป็นสุราจริง ๆ หรือ? ข้าไม่เคยได้กลิ่นสุราหอมเข้มขนาดนี้มาก่อนเลย!”
พอหนิงหู่หายตะลึงก็คว้าไหสุรามาอย่างรวดเร็ว แล้วก้มหน้าลงไปใกล้ปากไห สูดกลิ่นหอมหวานของสุราเต็มปอด สีหน้าเคลิบเคลิ้ม
พอเห็นหนิงหู่เอาปากเข้าใกล้ปากไห เตรียมจะดื่ม ฉินเฟิงก็ตอบ รีบแย่งกลับมา แล้วต่อว่าอย่างหงุดหงิด “เจ้าระวังหน่อย!”
“รู้หรือไม่ว่าการขนส่งสุราจากเมืองหลวงมาถึงที่นี่ต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรมากเพียงใด?”
“ด้วยสุราสองไหนี้ ข้าหวังจะเปิดตลาดเป่ยตี๋ หากเจ้าทำให้เสียหาย ข้าจะไม่ยกโทษให้เด็ดขาด!”
ถูกฉินเฟิงตำหนิและแย่งไหสุราคืน หนิงหู่ก็ร้อนใจจนต้องเกาหูเกาแก้ม
“โธ่ พี่ฉิน แค่นิดเดียว แค่นิดเดียวเท่านั้น!”
“ให้ข้าได้ลิ้มรสสักหน่อยเถิด กลิ่นหอมวนเวียนอยู่ใต้จมูก แต่กลับไม่ได้ลิ้มรส พลอยทำให้งุ่มง่ามใจ อึดอัดนัก”
นับแต่หนิงหู่ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งอำเภอเป่ยซี การกระทำและวิถีชีวิตของเขาก็ห้าวหาญมากขึ้น เมื่อใดว่างเว้นจากภารกิจก็มักหาความสำราญจากการดื่มสุรา นับได้ว่าเป็น ‘คอสุรา’ ตัวยง
แค่เห็นสุรากลั่นของฉินเฟิงก็แล้วไปเถิด แต่พอได้กลิ้นหอมยั่วยวนเพียงนี้แล้วจะอดใจไหวได้อย่างไร
ฉินเฟิงทนการอ้อนวอนของหนิงหู่ไม่ไหว เขาหากระบวยเล็ก ๆ จากในลัง แล้วตักสุราจากไหขึ้นลิ้มรส
สุรกลั่นใสแจ๋ว พอกลืนลงคอก็ร้อนไปเป็นทาง ทิ้งรสหวานไว้บนลิ้น รสชาติหลากหลายเปลี่ยนแปลงไปมาในปาก เพลิดเพลินอย่างยิ่ง
หนิงหู่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยิ่งร้อนใจ กระหายอยากจนเกาหูเกาแก้ม “พี่ฉิน เจ้าอย่าเอาแต่ดื่มคนเดียว ให้ข้าได้ลิ้มลองสักนิดเถิด”
ถูกรบเร้าครั้งแล้วครั้งเล่า ฉินเฟิงจำต้องตักสุราออกมาอีกนิด แล้วส่งให้หนิงหู่
หนิงหู่รีบยื่นมือออกไปรับด้วยสองมือราวกับได้รับของล้ำค่า ท่าทีระมัดระวังอย่างยิ่ง พอรับมาแล้วก็ค่อย ๆ ยกกระบวยจรดริมฝีปาก สูดดมกลิ่นหอมสองสามครั้ง แล้วตัดสินใจยกดื่มรวดเดียว
รสชาติแผ่ซ่านอยู่ในปาก หนิงหู่ถึงกับชะงักงัน สายตาเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง แล้วใบหน้าก็พลันแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“สุราชั้นเลิศ! สุราชั้นเลิศจริง ๆ!”
“นี่สิจึงสมกับเป็นสุราที่บุรุษควรดื่ม!”
สุราในยุคนี้ส่วนมากมีความเข้มข้นต่ำ สุราเกือบทั้งหมดเข้มข้นเพียงแปดเก้าส่วนจากร้อยส่วน สุราชั้นดีจะเข้มข้นราวสิบกว่าส่วน แม้แต่สุราที่แรงที่สุดก็เข้มข้นเพียงยี่สิบส่วนกว่า ๆ เท่านั้น
แต่สุราของฉินเฟิงเข้มข้นกว่าสี่สิบส่วน มากกว่าสุราแรง ๆ ของยุคนี้ถึงเท่าตัว
และเนื่องจากผสมธัญพืชหลายชนิด หมักก่อนแล้วจึงกลั่น สุราเลยมีรสชาติกลมกล่อม ต่างจากสุราธัญพืชทั่วไปที่มีรสชาติ ‘หลากหลาย’ ไม่กลมกลืน
เพียงจิบเดียว หนิงหู่รู้สึกเหมือนดื่มสุราทั้งไห อุ่นวาบไปทั่วร่างกาย
ตอนนี้เอง หนิงหู่สังเกตเห็นว่าสุราของฉินเฟิงใสราวกับน้ำ ไม่มีสิ่งเจือปนแม้แต่น้อย เขาประยิ่งหลาดใจ
“สุรา…เหตุใดบริสุทธิ์เพียงนี้?”
“กระทั่งสุราบรรณาการที่มีการใช้เปาเหมากรองครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังคงมีสีเหลืองอ่อน เทียบกับสุราตรงหน้าไม่ได้เลย”
หนิงหู่ประหลาดใจนัก ถึงขั้นคิดว่าฉินเฟิงอาจจะใช้เล่ห์กลบางอย่าง สุราจึงได้ใสสะอาดเพียงนี้?
ฉินเฟิงยิ้มโดยไม่พูดอะไร ในใจรู้ดีว่าสุราในยุคนี้ นอกจากมีความเข้มข้นต่ำแล้ว ยังมีสิ่งเจือปนมากเพราะข้อจำกัดด้านกลวิธีการกรอง
แม้แต่ ‘เปาเหมา’ หรือช่อข้าวโพดก็เป็นหนึ่งในของบรรณาการพิเศษสำหรับวังหลวงที่ใช้กรองสุราของราชสำนักโดยเฉพาะ
แต่ฉินเฟิงตัดขั้นตอนการกรองออกไป แต่ยามดื่มกลับเหมือนดื่มน้ำ ไร้สิ่งเจือปน
ฉินเฟิงไม่กล้าดื่มอีก เพราะตอนนี้มีสุราขาวเพียงสองไห ที่เหลือล้วนอยู่ในห้องหมักที่หมิ่งเยว่ไจกลางเมืองหลวงต้าเหลียง
ฉินเฟิงรีบเก็บสุรา แล้วหยิบกระดาษกับพู่กันมาเขียนจดหมาย ส่งให้ทูตส่งสารองครักษ์เสื้อแพรนำกลับไปยังเมืองหลวง
เนื้อความในจดหมายไม่มีอะไรมาก นอกจากบอกให้เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ทำตามวิธีที่เขาทิ้งไว้ ผลิตสุราต่อได้ รวมถึงขยายกำลังการผลิตเพิ่มด้วย
ภายในหัวของฉินเฟิงเริ่มวางแผนใหญ่ ตั้งใจจะเปิดร้านขายสุราไปถึงเมืองหลวงเป่ยตี๋แล้ว เริ่มต้นด้วย ‘ธุรกิจข้ามชาติ’ จุดเริ่มต้นนี้สูงเกินไปแล้ว ฉินเฟิงรู้สึกเหมือนเข้าใกล้การเป็น ‘เจ้าพ่อวงการค้าสุรา’ แล้ว
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังปลื้มปริ่ม ก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากนอกรถม้า
ฉินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เปิดม่านหน้าต่างมอง ก็เห็นรถม้าที่ตามมาด้านหลัง
แล้วจิ่งฉือกับฉีย่าเดินลงมาจากรถ ยืนเท้าสะเอวด้วยท่าทางยโสโอหัง
“ฉินเฟิง เจ้าออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้!”
จิ่งฉือเอามือเท้าสะเอวข้างหนึ่งพลางตวาดน้ำเสียงไม่พอใจ
พอฉินเฟิงเดินออกมาจากรถม้า นางก็เริ่มก่อเรื่อง “เดิมทีเราตกลงกันแล้วว่า เมื่อถึงเขตเมืองหลวง พวกเราจะแยกทาง ข้าไม่อยากเข้าเมืองพร้อมเจ้าที่เป็นศัตรูของแคว้นเป่ยตี๋ข้า!”