บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 827 ยอดฝีมือโจมตี
บทที่ 827 ยอดฝีมือโจมตี
แม้องค์ชายเจ็ดจะเป็นผู้รักษาราชการแทนแต่ยังไม่ได้รับอำนาจสูงสุด ตามกฎหมาย คำสั่งของฮ่องเต้ต้าเหลียงยังคงมีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อรวมกับสถานะมหาเสนาของฉินเทียนหู่ ฮ่องเต้ขุนนางร่วมมือ ทุกคำสั่งทั่วแผ่นดินย่อมต้องเชื่อฟัง
หาไม่ก็นับเป็นกบฏ มีโทษประหารชีวิต
อย่าเห็นว่าฉินเฟิงเอาแต่ทำตัวเหลวไหล เมื่อใดที่เขาลงมือจริง เขามักจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว คราวนี้ก็เช่นกัน เขาถึงกับมองการไกลไว้ก่อนแล้ว วางแผนใช้โอกาสที่หาได้ยากนี้กดดันกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ภายในแผ่นดิน
ผู้ใดกล้าไม่เชื่อฟังต้องถูกปราบปรามอย่างรุนแรง!
หากยอมเชื่อฟังก็จะถูกตัดเพียงเขี้ยวเล็บ!
ฮ่องเต้ต้าเหลียงหัวเราะลั่นพลางส่ายหน้า อดทึ่งไม่ได้จริง ๆ “เจ้าเจ็ดเอ๋ยเจ้าเจ็ด กลยุทธ์อดทนที่เจ้าภาคภูมิใจนักหนายังอ่อนหัดนัก ดูเอาเถิด อย่างฉินเฟิงจึงเรียกว่าอดทนจริง เขามีกำลังทหารที่แข็งแกร่งเพียงพอ สามารถยกทัพโจมตีตระกูลหลินและตระกูลใหญ่ทางใต้ได้โดยตรง แต่กลับซุ่มซ่อนเขี้ยวเล็บอยู่เบื้องหลัง”
“สิ่งที่เขารอคอยคือโอกาสอันเหมาะสมที่ทั่วหล้าจะวุ่นวาย ปราบปรามกบฏทั้งหมดในคราวเดียว!”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงโบกพระหัตถ์ “ถ่ายทอดราชโองการของเจิ้น มอบอำนาจควบคุมกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ให้แก่มหาเสนาฉินเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ หากฮ่องเต้ตเาเหลียงถูกโจมตี กองทัพชายแดนเหนือสามารถยกทัพเข้าช่วยเหลือได้!”
ได้ยินคำสั่ง หลิวเหยาคุกเข่าลงกับพื้น เปล่งเสียงหวานหนักแน่น “น้อมรับพระบัญชาของฝ่าบาท”
เดิมทีเรื่องที่นางต้องกราบทูลยังมีอีกเรื่อง คือ ขอพระราชทานอนุญาตให้กองทัพชายแดนเหนือสามารถเคลื่อนพลได้ แต่ไม่คาดคิดว่า ก่อนจะได้กราบทูล ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ทรงคาดการณ์ได้แล้ว
ราตรียังไม่สิ้น ทหารส่งสารรีบร้อนมุ่งหน้าสู่เขตเมืองหลวงตรงไปยังค่ายตะวันออก
เมื่อค่ายตะวันออกปรากฏสู่สายตา ทหารส่งสารยังไม่ทันได้ดีใจก็ถูกลูกธนูยิงเสียชีวิตร่วงหลังม้า สิ้นใจคาที่
ทหารลับสามคนซุ่มอยู่บนเส้นทางที่จำเป็นต้องผ่านเมื่อจะไปยังค่ายตะวันออก พวกเขาเดินออกมาจากพุ่มหญ้าที่ซ่อนตัว ค้นหาจดหมายจากร่างของทหารส่งสาร แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงเวลาเดียวกัน ภายในห้องทรงพระอักษร แม่ทัพใหญ่แห่งค่ายตะวันออกและตะวันตก รวมถึงแม่ทัพกองทหารรักษาการณ์เมืองหลวง พวกเขาล้วนนั่งไม่ติดที่ด้วยความกระวนกระวาย ตามการคำนวณ ทางภูเขาไท่น่าจะเริ่มต่อสู้กันแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีทหารส่งสารกลับมารายงาน พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ภูเขาไท่เลยสักนิด
ทว่าหลี่ยงยังคงใจเย็นอยู่ “ไม่ต้องคิดมาก ทหารส่งสารคงถูกสังหารหมดแล้วนอน”
“ตอนนี้ฉินเฟิงปิดตาเรา แล้วเหมือนว่าการล้อมโจมตีที่ภูเขาไท่จะล้มเหลวแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น แม่ทัพทั้งสามคนหน้าซีดเผือด หันมองกันไปมา พูดอะไรไม่ออกอยู่นาน
แม่ทัพค่ายตะวันออกเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว เขาเอ่ยเสียงทุ้ม “องคืชาย ฉินเฟิงอยู่ไกลถึงเมืองหลวงเป่ยตี๋เขาจะควบคุมสถานการณ์ภายในแคว้นต้าเหลียงได้อย่างไร? หรือเขาสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ราวเทพเจ้า คำนวณทุกย่างก้าวของพวกเราไว้ก่อนแล้ว?”
หลี่ยงหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก แล้วกล่าวว่า “ข้าเคยบอกไว้แล้ว อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของพวกเราก็คือฉินเฟิง ก่อนที่เขาจะออกจากเมืองหลวง เขาคงวางแผนไว้อย่างรอบคอบ การกล่าวว่าเขาสามารถคาดการณ์เหตุล่วงหน้าได้ราวกับเทพเจ้าก็ไม่เกินจริง”
แม่ทัพใหญ่แห่งค่ายตะวันตกพูดเสียงต่ำ สีหน้าเย็นชา “หากรู้อยู่แล้ว ตอนนั้นก็ควรจะสังหารฉินเฟิงเสีย จะได้ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”
หลี่ยงแค่นเสียงเบา “ฮึ สังหารหรือ? จะสังหารอย่างไร? ท่านแม่ทัพใหญ่ เจ้าช่างไม่เข้าใจฉินเฟิงเอาเสียเลย คนผู้นี้ดูภายนอกหยาบกระด้าง แต่แท้จริงละเอียดอ่อนดุจเส้นผม ไม่ว่าเขาจะไปที่ใดรอบกายล้วนซ่อนองครักษ์เงาไว้มาก กระทั่งการเดินทางไปเป่ยตี๋คราวนี้ เขาก็นำทหารชายแดนเหนือไปกว่าหนึ่งพันคน จะมีผู้ใดทำอะไรเขาได้เล่า? เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว อย่ายึดติดกับเรื่องไร้สาระอีกเลย”
แม่ทัพใหญ่กองทัพรักษาการณ์เมืองหลวงขมวดคิ้ว “องค์ชาย หากฝ่ายภูเขาไท่พ่ายแพ้ ต่อไปควรทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
จิตสังหารวาบผ่านแววตาของหลี่ยง “ข้าประเมินความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้ต้าเหลียงกับฉินเฟิงต่ำเกินไป แม้ทั้งสองคนจะขัดแย้งกัน แต่ก็ยังรักษาความเข้าใจทั้งในฐานะศัตรูและพันธมิตรอยู่คลอด บัดนี้สถานการณ์ชัดเจน ความสัมพันธ์ของพวกเขายิ่งแน่นแฟ้น”
“ฉินเฟิงจะต้องช่วยฮ่องเต้ต้าเหลียงชิงอำนาจกลับคืนแน่นอน เราก็ควรชิงลงมือก่อนเพื่อความได้เปรียบ ยึดเมืองหลวงเสีย!”
หลี่ยงลุกพรวด แล้วออกคำสั่งเสียงทุ้มหนัก “กองทัพตะวันออกและตะวันตกบุกโจมตีกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์! กองทหารรักษาการณ์กวาดล้างกำลังทหารทั้งหมดที่ฉินเฟิงทิ้งไว้ในเมืองหลวง ข้าต้องการทำลายอิทธิพลของฉินเฟิงในเมืองหลวงให้สิ้นซาก!”
แม่ทัพทั้งสามไรเทางให้ถอยแล้ว พวกจำต้องเดินหน้าต่อให้ถึงที่สุด ทั้งสามคนเปล่งเสียงรับ “น้อมรับพระบัญชา!”
……
เมืองหลวงเป่ยตี๋เงียบสงัดไปทั่วทุกหนแห่ง ฉินเฟิง เฉินซือและคนอื่น ๆ เดินออกมาจากหอสุราหอมเหนือปัชชุนในอาการเมามาย ฉินเฟิงครุ่นคิดคร่ำครวญ ‘คืนนี้ข้าดื่มจนแทบตายแล้ว…’
หลังโบกมือลาเฉินซือและคนอื่น ๆ โดยมีหนิงหู่คอยพยุง ฉินเฟิงเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องทรุดลงกับพื้น อาเจียนอย่างหนัก แม้จะดื่มสุราไม่แรงนัก แต่ดื่มมากเกินไปก้ยากจะทนไหว
การดื่มแบบนี้ ถ้าไม่ตายเพราะเมาก็คงตายเพราะอิ่ม
ตอนนี้เขาเดินไม่ไหวแล้วจริง ๆ ทรุดตัวนั่งอยู่กับพื้น กอดไหล่ตัวเองสั่นเทา “พวกตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ ยืดเยื้อเหลือเกิน พูดไร้สาระ จะดื่มทั้งคืน สนทนากันให้สนุกสนาน? เฮอะ ไปให้พ้น! คุยกันหมดเรื่องแล้วยังจะมัวเยิ่นเย้อ ต่างคนต่างกลับเรือนไปหามารดาไม่ดีกว่าหรือไร?”
น้ำเสียงอ้อแอ้บ่นอุบ “ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าน่าจะลากหลี่จางมาด้วย งานเลี้ยงแบบนี้หลี่จางเก่งกว่าข้ามมากนัก”
หนิงหู่ยืนกอดอกมองพลางกล่าวซ้ำเติม “ได้เปรียบแล้วยังจะโอ้อวด เพียงดื่มสุราไม่เท่าไรก็เจรจาได้เกือบเสร็จแล้ว นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ? หากเป็นข้า ไม่ต้องพูดถึงแต่หัวค่ำจนสว่าง ต่อให้ใช้เวลาสามวันสามคืน ข้าก็ไม่ปฏิเสธผู้มาเยือน!”
ฉินเฟิงเบ้ปากใส่ “การดื่มสุราทำให้เสียท่าที ที่นี่ก็คือดินแดนเป่ยตี๋ จำเป็นต้องรักษาสติอยู่ตลอดเวลา หาไม่ เกิดก้าวพลาดเล็กน้อยก็อาจตายโดยไม่มีที่ฝังศพได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าออกจากหอสุราดึกดื่นปานนี้ พวกคนบ้าคงเหมือนถูกกระตุ้น ช่างเถอะ กลับไปจุดพักม้ากันก่อน”
ฉินเฟิงใช้กำแพงพยุงตัวขึ้น ค่อย ๆ ลุกยืนโซเซ แต่พอกำลังจะเดินกลับก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง
เขาหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณก็เห็นชายชุดดำคนหนึ่งกำลังเดินมาช้า ๆ
หน่วยนกฮูกราตรี? มือสังหาร?
กลัวอะไรเจออย่างนั้น!
ฉินเฟิงใจหายวาบ ส่งสัญญาณทางสายตาให้หนิงหู่ ก่อนจะรีบวิ่งตรงไปยังที่พัก แต่เพิ่งก้าวไปได้เพียงสองก้าวก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวไหล่
พอหันไปมอง เลือดในกายพลันเย็นเยียบ
บนไหล่เขามีเข็มเหล็กยาวห้านิ้วปักอยู่ จะเรียกว่าเข็มก็ไม่เชิง เรียกว่าตะเกียบยังจะเหมาะกว่า!
สร่างเมาทันที ฉินเฟิงร้องตะโกนเสียงดัง “หน่วยอาวุธอยู่ที่ใด!”
ชายชุดดำส่งเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาตอบรับเสียงเรียกของฉินเฟิง “อย่าเสียแรงเปล่าเลย พวกองครักษ์ของเจ้าที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด ข้าจัดการไปหมดแล้ว”
อะไรนะ?!
พวกอาวุธมืดที่เป็นองครักษ์ที่เก่งกาจที่สุดข้างกายเขาถูกสังหารหมดอย่างไร้ซุ่มเสียงเชียวหรือ?
เป็นไปได้อย่างไร?!
หนิงหู่ตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากล เขารีบผลักฉินเฟิงไปอีกทาง “พี่ฉิน ท่านรีบไปก่อน ข้าจะขวางเขาไว้เอง!”
ชายชุดดำมองด้วยสายตาดูแคลน “ขวางข้าหรือ? เจ้ามั่นใจได้อย่างไร?”
สิ้นเสียง แสงหนึ่งวาบผ่านหน้า หนิงหู่ลอยกระเด็นและตกกระแทกพื้นอย่างแรง บนไหล่ซ้ายมีเข็มเหล็กปักอยู่หนึ่งอัน
เพียงชั่วพริบตาก็จัดการหนิงหู่ได้แล้วหรือ?
ฝีมือน่าสะพรึงกลัวนัก!
“เจ้าเป็นผู้ใด?!” ฉินเฟิงกุมไหล่ที่เลือดยังไหลไม่หยุด ภายในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สายตาจับจ้องชายชุดดำที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม