บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 835 ระวังคนข้างกาย
บทที่ 835 ระวังคนข้างกาย
“หากหลี่เฉียนขึ้นครองบัลลังก์ แม้จะไม่เทียบเท่าฝ่าบาท แต่ก็จะเป็นฮ่องเต้ที่มีความสามารถแน่นอน!”
“หลี่ยง เขาได้ต่อสู้กับฉินเฟิงมานาน แสดงให้เห็นถึงความสามารถ จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวคือยังเยาว์วัยเกินไป ขาดประสบการณ์และความเจนจัด”
“หากให้เวลาหลี่ยงก็จะกลายเป็นฉบับจำลองของฝ่าบาท”
“องค์ชายสามพระองค์ ม่ว่าผู้ใดขึ้นครองบัลลังก์ล้วนเป็นหายนะสำหรับตระกูลใหญ่ทางใต้ทั้งสิ้น!”
“ข้าจำต้องกำจัดพวกเขา แล้วสนับสนุนให้คนไร้ความสามารถขึ้นครองบัลลังก์แทน จึงจะสามารถเป็นแม่แห่งแผ่นดินได้อย่างแท้จริง เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ทางใต้ และสามารถบริหารราชการแผ่นดินจากหลังม่านได้”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ฮองเฮาหันไปมององค์หญิงใหญ่ แล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ”
“ฝ่าบาทยังอยู่ที่ภูเขาไท่มีกองทัพปกป้องพระองค์ พระองค์ยังคงเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียง เพียงแค่พระองค์กลับมายังเมืองหลวงก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ความถูกต้องได้”
“ไหนจะฉินเฟิงอีก เขาคือเสาหลักของแคว้นต้าเหลียง ตราบใดที่เขายังสนับสนุนฝ่าบาท ก็ไม่มีใครสามารถก่อกบฏต่อฝ่าบาทได้”
“ไม่ว่าจะเป็นฝ่าบาทหรือฉินเฟิง เพียงกลับมาเพียงคนเดียวก็คือวันตายของข้า”
“น่าเสียดาย สายเกินไปเสียแล้ว!”
หนานกงฮองเฮายกยิ้มอย่างมั่นใจ นางอดทนซ่อนตัวมาหลายปี รอคอยวันนี้มาโดยตลอด
หลี่ยงพ่ายแพ้แล้ว แต่แผนการของนางสำเร็จ
ต่อจากนี้ตระกูลฉินจะไม่มีกำลังจัดการเรื่องในเมืองหลวง จำเป็นต้องฉวยโอกาสนี้รีบลงมือในคราวเดียว ยึดเจียงหนานและตระกูลหลิน กว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงจะกลับถึงเมืองหลวง แม้จะสืบหาต้นสายปลายเหตุได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว!
ตระกูลฉินและตระกูลหลินต่อสู้กัน ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็จะทำได้แค่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าทำอะไรใหญ่โต
ไม่อย่างนั้น ตระกูลใหญ่ทางใต้จะฉวยโอกาสยกทัพ ร่วมมือกับตระกูลหลินทั้งภายในและภายนอก โจมตีฉินเฟิงจากสองด้าน ผู้ใดจะเป็นผู้ชนะในศึกยังไม่อาจรู้ได้
แม้ฉินเฟิงจะเอาชนะตระกูลหลินได้ ก็เป็นการฆ่าศัตรูพันคน ตัวเองบาดเจ็บแปดร้อยคน แล้วกำลังทหารก็จะอ่อนแอ แล้วตระกูลใหญ่ทางใต้ก็จะไร้คนต่อกร
หากฉินเฟิงพ่ายแพ้ สำหรับตระกูลใหญ่ทางใต้ยิ่งเป็นข่าวดี
เมื่อองค์หญิงใหญ่ทรงทราบเรื่องทั้งหมด แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่สายตาที่ทอดมองไปยังฮองเฮากลับแน่วแน่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ข้ายอมรับ ข้าคิดไม่ออกว่าจากนี้ยังจะมีวิธีใดพลิกสถานการณ์ได้”
“แต่ข้ายังอยากเตือนฮองเฮาสักคำ ผู้ใดก็ตามที่ประเมินฉินเฟิงต่ำ สุดท้ายแล้วจะเป็นการยกหินทุบเท้าตัวเอง”
“หากเอาฉินเฟิงมาใช้เป็นหมากตัวหนึ่ง จุดจบจะยิ่งน่าเศร้า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฮองเฮาอดหัวเราะไม่ได้
“ฮ่า ๆๆ ฉินเฟิงเป็นคนที่จัดการยากจริง ๆ น่าเสียดาย เขาทั้งต้องต่อกรกับเป่ยตี๋ ทั้งต้องจงรักภักดีต่อราชสำนัก ตอนนี้ยังต้องจัดการกับตระกูลหลินอีก”
“ถึงแม้จะมีสามหัวหกแขน ก็คงไม่พอใช้กระมัง?”
พูดถึงตรงนี้ฮองเฮาก็โบกมือ “องค์หญิงใหญ่คงเหนื่อยแล้ว กลับวังพักผ่อนเถิด แต่ก่อนนอน อย่าลืมท่องคัมภีร์สักสองสามรอบ เพื่อขอพรให้ข้าเล่า”
“หากข้าล้ม เจ้าก็จะถูกลงโทษไปด้วย เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ยามรุ่งโรจน์ร่วมรุ่งเรือง ยามตกต่ำร่วมร่วงโรย”
องค์หญิงใหญ่ทอดสายตามองฮองเฮาอย่างลึกซึ้ง โดยไม่เอ่ยวาจาใดอีก
แม้ในใจนางจะรู้ดีว่า ก้าวพลาดไปแล้วหนึ่งก้าว ย่อมพลาดไปทุกก้าว ไม่อาจแก้ไขได้แล้ว
แต่นางก็ยังคงเชื่อมั่นว่า ฉินเฟิงสามารถพลิกสถานการณ์อันย่ำแย่นี้ได้
ต่อจากนี้ชื่อเสียงของแคว้นต้าเหลียงขึ้นอยู่กับเขา
ฟ้าสาง
แสงอาทิตย์สีทองอร่ามสาดส่องไปทั่วแผ่นดิน ผู้คนมากมายตื่นจากความฝัน ออกมารวมตัวกันบนท้องถนน โดยไม่รู้เลยว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเมืองหลวงเกิดเหตุวุ่นวายขึ้น
ขณะเดียวกัน ห้องโถงใหญ่ของกรมกลาโหมแออัดไปด้วยผู้คน
ฉินเทียนหู่ไม่ได้หลับตาเลยตลอดทั้งคืน เช่นเดียวกับเหล่าขุนนางพลพรรคเถาหลิน และจ้าวอวี้หลงที่ไม่ได้หลับตาเช่นกัน ฉินเทียนหู่มือหนึ่งถือถ้วยชา อีกมือหนึ่งนวดขมับ
มองลงไปเบื้องล่าง พอเห็นแม่ทัพใหญ่ทั้งสามก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ถอนหายใจยาวบ้างสั้นบ้าง
“ค่ายตะวันออก ค่ายตะวันตก และกองทัพรักษาการณ์ล้วนเป็นที่ไว้วางพระทัยของฝ่าบาท ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นแนวป้องกันสุดท้ายของแคว้นต้าเหลียง”
“แม่ทัพใหญ่ทั้งสามกลับทรยศต่อฝ่าบาท ช่างทำให้ข้าเจ็บปวดใจนัก”
ฉินเทียนหู่ค่อย ๆ หลับตาลง ตามหลักแล้ว เขาควรจะส่งทั้งสามคนเข้าคุกรอรับโทษประหาร รอจนฮ่องเต้ต้าเหลียงเสด็จกลับเมืองหลวง แล้วค่อยกวาดล้างเก้าตระกูลของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ในถุงผ้าที่ฉินเฟิงทิ้งไว้ กลับกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ควรใช้วิธีรุนแรง
ฉินเทียนหู่จึงได้แต่โบกมือ พลางกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ให้ปลดตำแหน่งของท่านแม่ทัพทั้งสามชั่วคราว กักบริเวณไว้ในจวนของแต่ละคน รอให้ฝ่าบาทเสด็จกลับมาเมืองหลวง แล้วค่อยตัดสิน”
“หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามผู้ใดแสดงความไม่เคารพต่อท่านแม่ทัพทั้งสาม ยิ่งไม่อาจกดขี่ข่มเหงครอบครัวของพวกเขา”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ แม่ทัพทั้งสามโล่งราวกับยกภูเขาออกจากอก พากันประสานมือคำนับฉินเทียนหู่
หลังจากท่านแม่ทัพทั้งสามจากไป ฉินเทียนหู่ก็ออกคำสั่ง “แม่ทัพจ้าว ตอนนี้เจ้ารีบส่งคนนำทหารเข้าไปประจำการในค่ายทั้งสามแห่งเพื่อยึดอำนาจบัญชาการทหารเสีย”
“หากมีผู้ใดไม่ยอมรับ ตัดศีรษะเสียบประจานทันที”
“ค่ายตะวันออกและตะวันตก รวมถึงกองทัพรักษาการณ์ ให้เจ้าจัดการควบคุมไว้ชั่วคราว”
ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ จ้าวหลี ประสานมือคำนับ แล้วหมุนตัวจากไป
ฉินเทียนหู่ลุกขึ้น คำนับให้หลี่ซวี่และอู๋เหมี่ยน รวมถึงผู้บัญชาการสำนักไท่ฉาง “การกบฏคราวนี้ สามารถระงับได้อย่างรวดเร็วล้วนเป็นเพราะใต้เท้าทั้งสามเสี่ยงอันตรายโน้มน้าวเหล่าแม่ทัพด้วยตนเอง ข้าขอคารวะ”
หลี่ซวี่และอีกสองคนรีบคำนับตอบ พวกเขาได้ผูกพันกับตระกูลฉินมานานแล้ว เมื่อคืนที่สามารถปราบปรามการกบฏได้ ถือเป็นเกียรติยศอันสูงส่งสำหรับพวกเขา
เขาตั้งใจจะเข้าพระราชวังด้วยตนเอง แต่คำนึงถึงหน้าตาของราชวงศ์ ในที่สุดก็มอบหมายให้ผู้บัญชาการสำนักไท่ฉาง พร้อมด้วยจ้าวอวี้หลงและกองทหารม้าทมิฬเข้าพระราชวังไปจับกุมหลี่ยง
หากไม่มีอะไรผิดพลาด การกบฏคราวนี้ถือว่าจบสิ้นลงแล้ว
จิตใจที่แขวนลอยของค่อย ๆ หย่อนลง
เขาประสานมือแสดงความเคารพ ให้สัญญาณแก่ขุนนางที่เหลือกลับไปพักผ่อน ส่วนเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ พลิกอ่านกองจดหมายและบันทึกที่ฉินเฟิงทิ้งไว้ก่อนออกจากเมืองหลวง เนื่องจากฉินเฟิงอยู่ไกลถึงเป่ยตี๋ แม้ว่าทูตส่งสารจะควบม้าเร็วเร่งรีบ การติดต่อสื่อสารหนึ่งครั้งก็ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน
หากมีคำสั่งด่วนเข้ามา เมื่อเกิดเหตุการณ์ใด ๆ เกรงว่าทุกอย่างจะสายเกินไปเสียแล้ว
ฉินเฟิงจึงได้คาดการณ์ทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปถึงขั้นไหนก็มีกลยุทธ์รับมือไว้พร้อม
เมื่อเห็นฉินเฟิงเหมือนจะรู้ล่วงหน้าถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แม้แต่ฉินเทียนหู่ก็อดส่ายหน้าและทอดถอนใจไม่ได้
“บรรพบุรุษตระกูลฉินสั่งสมบุญไว้มาก ถึงได้มีทายาทเช่นนี้…”
“ฉินเฟิง เทียบกับเจ้าแล้ว ข้าผู้เป็นพ่อยังต้องยอมให้”
ฉินเทียนหู่พึมพำไปพลางพลิกดูจดหมายไปพลาง ทันใดสายตาของเขาก็หม่นลง
“หากเมืองหลวงเกิดการกบฏ หลังจากปราบปรามกบฏแล้ว ไม่จำเป็นต้องรีบเชิญเสด็จฝ่าบาทกลับคืนเมืองหลวง สามารถส่งกำลังทหารไปยังภูเขาไท่เพิ่ม เพื่อคุ้มครองฝ่าบาทให้ปลอดภัย”
“อีกอย่าง ให้แย่งชิงอำนาจทางทหารของฝ่ายสนัยสนุนฮ่องเต้ในจงหยวน แล้วนำทัพบุกลงใต้ โจมตีตระกูลหลิน”
ฉินเทียนหู่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ฉินเฟิงถึงกับจะแย่งชิงอำนาจทางทหารของฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้
หากเป็นในอดีต สิ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการกบฏ
ทว่า…
ตอนนี้เมืองหลวงเพิ่งเกิดการกบฏครั้งใหญ่ และฝ่ายฮ่องเต้ก็มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ ช่วงเวลาเช่นนี้ การแย่งชิงอำนาจทางทหารจากฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้กลับกลายเป็นการกำจัดคนชั่วรอบข้างฮ่องเต้ต้่เหลียงเสียอีก!
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าถึงขนาดนี้เชียวหรือ?!”