บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 838 ทุกอย่างพร้อมแล้ว รอเพียงโอกาส
บทที่ 838 ทุกอย่างพร้อมแล้ว รอเพียงโอกาส
คำพูดของหนิงหู่ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้ทรยศอย่างชัดเจน ในฐานะทหาร สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดก็คือการเป็นคนทรยศ แม้ว่าหลู่ฉือกับหลี่โฉวจะทุ่มเทรับใช้ฉินเฟิงอย่างสุดความสามารถ พวกเขาก็จะยังคงถูกผู้คนรอบข้างฉินเฟิงสงสัย
ด้วยทั้งสองคนนี้มีประวัติมาก่อน
เมื่อครั้งหนึ่งเคยแปดเปื้อนมลทิน การจะล้างให้สะอาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ฉินเฟิงไม่ได้รีบตอบหนิงหู่ แต่กลับมองไปทางหลิ่วหมิงแล้วถามว่า “เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
หลิ่วหมิงก้มหน้าลงครุ่นคิด หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มวิเคราะห์เสียงเบา “ต้องขออภัยหากข้ากล่าวไม่สุภาพ ความจงรักภักดีของฉือโฉว…จริง ๆ แล้วไม่สำคัญนัก หากทั้งสองรู้จักประพฤติตนให้เหมาะสม เมื่อสำเร็จการใหญ่แล้วก็ปล่อยให้พวกเขากลับบ้านเกิดอย่างมีเกียรติก็พอ แต่หากพวกเขาอยากตาย เราก็สามารถกำจัดพวกเขาได้ทุกเมื่อ”
เมื่อได้ฟังการวิเคราะห์ของหลิ่วหมิง ฉินเฟิงก็ค่อนข้างพอใจ แล้วเขาก็หันมองหนิงหู่ สายตาเต็มไปด้วยความผิดหวังที่ไม่หลอกเหล็กให้เป็นเหล็กกล้า
“ท่านโหวน้อย เจ้าจงเรียนรู้ให้มากกว่านี้ วิธีการใช้คนไม่ใช่เรื่องขาวหรือดำ”
“ตอนนี้นอกจากหลู่ฉือกับหลี่โฉวพวกเรายังไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจก็จำเป็นต้องใช้พวกเขาไปก่อน”
“ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเก่งแต่เรื่องการทหารไม่ได้เก่งเรื่องการเมือง”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง คุณค่าเพียงอย่างเดียวของพวกเขาก็คือ การบุกเมืองและยึดครองดินแดน ส่วนดินแดนที่ยึดมาได้ ข้าจะให้คนสนิทของเราจากชายแดนเหนือต้าเหลียงเป็นผู้จัดการ แม้จะไม่มีคนทั้งสองคนแล้วก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมนัก”
หนิงหู่รู้ดีว่าทุกการจัดการของฉินเฟิงล้วนแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง แต่ยิ่งได้สัมผัสใกล้ชิดก็ยิ่งรู้สึกว่าฉินเฟิงช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ก่อนจะทำสิ่งใด เขาคำนวณทุกอย่าง คิดถึงทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้หมดแล้ว
วิสัยทัศน์ฉินเฟิงกว้างไกลเพียงใดไม่อาจหยั่งรู้
หนิงหู่ถอนหายใจ เขาคงไม่มีวันจะไล่ตามทันในชาตินี้
“เทียบกับซางโจว ความแข็งแกร่งโดยรวมของจัวโจวมากกว่า อีกทั้งยังได้รับอิทธิพลจากฮ่องเต้เป่ยตี๋อย่างลึกซึ้ง หากต้องการยึดจัวโจวย่อมต้องทำศึกดุเดือด”
หนิงหู่กดล่าว ก่อนจะถอนหายใจ เขาติดตามฉินเฟิงมานาน สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้ คือ ต้องไม่ประมาทศัตรูเด็ดขาด
แต่ฉินเฟิงกลับหัวเราะ “โหวน้อย เจ้าคงไม่คิดว่าข้าอยากยึดจัวโจวจริง ๆ กระมัง?”
ได้ยินคำพูดนี้ หนิงหู่ตกตะลึง สายตาที่มองฉินเฟิงเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? พวกเราทุ่มเททั้งกำลังคนและทรัพยากรมากมายไปที่จัวโจว อย่าบอกนะว่า ทั้งหมดเป็นเพียงการแสดง? แต่ แต่ถ้าเป็นเพียงการแสร้งทำ ต้นทุนไม่มากเกินไปหน่อยหรือ?”
ฉินเฟิงยิ้มกว้างขึ้น “มากหรือ? ข้าไม่คิดเช่นนั้นนะ”
“หากไม่โจมตีจัวโจวเต็มกำลัง สนามรบจะย้ายไปยังซางโจว หากเป็นเช่นนั้น ความพยายามที่พวกเราทุ่มเทไปในช่วงแรกอาจสูญเปล่าไปพร้อมกับสงคราม”
“ก่อนจะพัฒนาเมืองซางโจวให้ถึงขีดสุด ทำให้กลายเป็นดินแดนของพวกเราอย่างสมบูรณ์ พวกเราจำเป็นต้องแสดงท่าทีให้ทุกคนเชื่อว่า เป้าหมายของพวกเราคือจัวโจวที่อุดมสมบูรณ์กว่า”
“ฝ่ายเป่ยตี๋ตกอยู่ในวิกฤติ อย่างไรก็จำเป็นต้องมาเจรจากับพวกเรา ถึงตอนนั้น เราสามารถใช้การโจมตีเป็นการป้องกัน แสร้งทำเรื่องที่เมืองจัวโจว แต่ยึดครองเมืองซางโจวอย่างสมบูรณ์ นี่คือทฤษฎีหน้าต่างแตก หากเรียกร้องเมืองซางโจวโดยตรงเป่ยตี๋ย่อมไม่ยอมง่าย ๆ แล้วก็จะเกิดสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด”
“แต่หากยึดครองทั้งเมืองซางโจวและเมืองจัวโจวในคราวเดียว เป่ยตี๋ต้องเลือกเอาความเสียหายที่น้อยกว่า สุดท้ายก็ใช้เมืองซางโจวแลกจัวโจว ฮึฮึ”
“ข้าต้องการเปิดหน้าต่าง เจ้าของบ้านไม่ยอมให้เปิด ทว่าพอข้าจะทุบบ้านทิ้ง เจ้าของบ้านจะมาอ้อนวอนให้ข้าเปิดหน้าต่างเพื่อรักษาบ้านไว้”
ฉินเฟิงยิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ แต่หนิงหู่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เขามองฉินเฟิง สายตาเหมือนกำลังมองสิ่งประหลาด
แม้แต่หลิ่วหมิงก็ตกใจ อายุและความเจนจัดของฉินเฟิงช่างไม่ไปทางเดียวกัน อายุเพียงเท่านี้กลับมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวมากมายนัก
เป้าหมายของฉินเฟิงชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เขาเข้าใจดีในคำกล่าวที่ว่า ยึดครองเมืองง่ายดาย แต่การรักษาไว้ยากยิ่ง
ดินแดนไม่จำเป็นต้องใหญ่โต เพียงแค่ยึดครองชายแดนทางเหนือของแคว้นต้าเหลียงและเมืองซางโจวของเป่ยตี๋ไว้ได้มั่นคง ฉินเฟิงก็พอใจแล้ว
สองผืนแผ่นดินกว้างใหญ่พอ ไม่ใช่ใหญ่เกิน สามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งด้านกำลังคนและทรัพยากร และไม่จำเป็นต้องทุ่มเทพลังมากมายป้องกัน ประเด็นสำคัญคือ ผืนดินทั้งสองครอบครองศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดของแคว้นต่าง ๆ โดยรอบอยู่
กล่าวให้ชัดคือ ภายภาคหน้าแคว้นใดที่ต้องการทำการค้าจะต้องผ่านฉินเฟิง หาไม่ก็จะต้องอ้อมไกล ถึงตอนนั้นต้นทุนจะเพิ่มขึ้นและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าก้จะลดลง
ฉินเฟิงไม่เพียงแต่จะเป็นผู้ปกครองชายแดนเหนือต้าเหลียง แต่เขาจะเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของใต้หล้า
ชายแดนเหนือและมณฑลซางโจวคือจุดเริ่มต้นของการสร้างอาณาจักรของเขา ฉินเฟิง
พอแน่ใจว่าทั้งแคว้นต้าเหลียงและมณฑลซางโจวดำเนินการตามแผนได้อย่างเป็นระบบราบรื่น ฉินเฟิงสบายใจขึ้นมาก กระนั้นอุโมงค์ใต้ดินก็ยังต้องขุดต่อไป
อยู่ใต้ชายคาบ้านผู้อื่นหมายความว่าไม่มีอิสระ ต้องระมัดระวังจึงจะรักษาเรือให้แล่นได้นานนับหมื่นปี
หลังจากหนิงหู่กับหลิ่วหมิงจากไป ฉินเฟิงก็เอนหลังนอนสบายอยู่บนเตียง เริ่มวางแผนการค้าสุรากลั่น
ตัวอย่างสุราส่งมาแล้ว โดยพื้นฐานเป็นไปตามความคาดหวังของเขา
ภายในเมืองหลวงต้าเหลียง เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็ได้เริ่มเพิ่มกำลังการผลิตตามคำสั่งแล้ว ช่องทางการค้าเริ่มเห็นเค้าลาง อาจกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งพร้อมสรรพ รอเพียงลมตะวันออก
ฉินเฟิงไม่อยากนำสุรากลั่นออกสู่ตลาดโดยตรงและค่อย ๆ จำหน่ายออก ด้วยวิธีนี้เห็นผลช้าไป เขาต้องการสร้างสินค้าขายดี เปิดตลาด แล้วรับกำไรมหาศาล
การสร้างสินค้าขายดี สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการปั่นกระแสและการโฆษณา
ตอนนี้จำเป็นต้องให้องค์หญิงจิ่งฉือออกโรงแล้ว
ฉินเฟิงส่งคนไปส่งข่าวให้จิ่งฉือ มอบหมายให้นางจัดงานชิมสุราครั้งใหญ่ ที่นี่คือเมืองหลวงเป่ยตี๋ คำพูดของฉินเฟิงไม่มีน้ำหนัก ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ ทุกเรื่องล้วนต้องอาศัยจิ่งฉือออกหน้า
ยามว่างไม่มีกิจกงการ จิ่งฉือกำลังเดินเล่นอยู่ที่ภายในวังหลัง เงยหน้ามองท้องที่มืดครึ้ม อดไม่ได้ที่จะรำพึง
“สภาพอากาศเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วคาดว่าหิมะคงตกหนัก”
ปีก่อน ๆ นางเฝ้ารอคอยหิมะ ด้วยว่าหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วราวกับสวมอาภรณ์สีเงินงดงามจนไม่อาจบรรยาย แต่ปีนี้สถานการณ์ต่างออกไป นางสวดอ้อนวอนหวังว่าหิมะแรกจะมาช้าลงอีกสักหน่อย ช้าลงอีกหน่อย
ราษฎรที่เพิ่งผ่านไฟสงคราม รายจ่ายมหาศาล รายรับแทบไม่มี อาหารและฟืนสำหรับผ่านฤดูหนาวขาดแคลนมากนัก
หากหิมะตกหนักย่อมมีผู้คนมากมายล้มตายเพราะความหนาวและความหิว ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ นางให้เจ็บปวดใจนัก
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดเศร้าสร้อย ฉีย่าก็เดินเข้ามา “องค์หญิง ท่านโหวฉินส่งคนมาส่งข่าวเพคะ”
ฉีย่าพยายามรักษาท่าทีนิ่งสงบ แม้ภายในใจจะกำลังสั่นไหว นับตั้งแต่นางตกลงกับฉินเฟิงอย่างลับ ๆ นางรู้สึกผิดต่อจิ่งฉือมาตลอด ไม่กล้าเผชิญหน้า อยากจะหาที่ซ่อนตัวให้พ้นสายตาองค์หญิง
นางสาบานกับตัวเอง เมื่อทุกอย่างจบสิ้น นางจะหาที่ลับตาคนแล้ว ชนเอาหัวชนกำแพงตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ด้านจิ่งฉือ แต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยสงสัยในตัวฉีย่า แม้ว่าภายนอกจะเป็นความสัมพันธ์แบบนายบ่าว แต่ภายในใจนางมองฉีย่าเป็นน้องสาวมานานแล้ว จึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าฉีย่าผิดปกติแม้แต่น้อย
“ฉินเฟิงจะมาก่อเรื่องอะไรอีกเล่า?” จิ่งฉือรับจดหมายมาพลางบ่นพึมพำอย่างอดไม่ได้
ครั้นแกะจดหมายออกก็รู้ว่าเขาอยากจัดงานชิทสุรา จิ่งฉือถึงกับแค่นเสียง “เฮอะ เจ้าคนไร้ยางอาย เขาช่างคิดประหลาดอะไรได้ทุกวันจริง ๆ”