บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 868 การบริหารจัดการแบบมีมนุษยธรรม
บทที่ 868 การบริหารจัดการแบบมีมนุษยธรรม
พอกลับมาถึงที่พัก หมอประจำกองทัพที่รออยู่นานแล้วก็รีบเข้ามาต้อนรับ
“ท่านโหวฉิน อาการบาดเจ็บของหลิ่วหมิงไม่ได้ร้ายแรง สมแล้วที่เป็นท่านโหว ลงมือได้พอเหมาะพอดีจริง ๆ หากลึกกว่านี้อีกสักนิด เกรงว่า…”
ไม่รอให้หมดพูดจบ ฉินเฟิงก็โบกมือขัด แล้วกล่าวว่า “ต่อไปอย่าประจบสอพลอแบบนี้ให้มาก ในเมื่อเจ้าเป็นหมอก็แค่ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี”
ใบหน้าของหมอประจำกองทัพแดงก่ำ ก่อนจะรีบถอยออกไปเงียบ ๆ
ฉินเฟิงเดินเอามือไพล่หลังเข้าไปในห้องของหลิ่วหมิง ก็เห็นเขานอนจมอยู่บนเตียง ท่าทางอ่อนแอ สีหน้าหม่นหมอง พูดตามตรง ฉินเฟิงสงสารเขานัก เพียงแต่บางสิ่งก็จำเป็นต้องทำ
พอเห็นฉินเฟิงเข้ามา หลิ่วหมิงพยายามยันตัวลุกเพื่อคำนับ แต่ถูกฉินเฟิงกดให้เขานอนลงไปตามเดิม แล้วเดินไปนั่งลงข้างเตียง ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “เจ้าโกรธข้าหรือไม่?”
หลิ่วหมิงตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ข้าไม่โกรธ! เป็นความผิดของข้าเองที่ล่วงเกิน สมควรได้รับการลงโทษแล้ว ข้ายอมรับด้วยความเต็มใจ”
ฉินเฟิงถอนหายใจอีกครั้ง หันหน้ามองความมืดมิดยามค่ำคืนนอกหน้าต่าง แล้วกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง “เจ้าไม่เพียงเป็นองครักษ์ติดตามข้า แต่ยังเป็นคนที่มีความสามารถมากที่สุดในหน่วยอาวุธมืด”
“โดยเฉพาะหลังจากมาถึงเป่ยตี๋ หากไม่มีเจ้าคอยวุ่นวายช่วยเหลือ แม้ข้าจะทำงานได้สำเร็จ แต่ก็คงต้องใช้ความพยายามกว่านี้มาก”
“การลงมือกับเจ้าไม่ใช่สิ่งที่ข้าปรารถนา”
“เพียงแต่…”
ไม่รอให้ฉินเฟิงพูดจบ หลิ่วหมิงพูดแทรกขึ้นว่า “นายน้อยไม่จำเป็นต้องอธิบาย ความลำบากใจของท่าน ข้าน้อยเข้าใจดี”
“ท่านแตกต่างจากผู้มีอำนาจคนอื่นอย่างสิ้นเชิง ครอบครัวและพี่น้องคือทุกสิ่งของท่าน”
“และด้วยความมีน้ำใจของท่าน ทำให้อำเภอเป่ยซีและทั่วทั้งชายแดนเหนือต้าเหลียงเราเจริญรุ่งเรือง”
“หากเป็นคนอื่นที่มีอำนาจ เกรงว่าไม่นานก็คงทำลายความรุ่งโรจน์ทั้งหมดลง”
“ความจริง…”
“อาจารย์เคยบอกไว้นานแล้วว่า สักวันท่านโหวจะต้องลงมือกับองครักษ์เสื้อแพร และจัดระเบียบใหม่กับหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจะกลายเป็นเรื่องปกติ”
“แต่อาจารย์ก็เคยกล่าวไว้ว่า พวกเราล้วนเป็นงูพิษ เป็นสัตว์ร้าย หากไม่มีโหวฉินกดข่ม สักวันจะกลายเป็นอย่างองครักษ์ชุดดำ”
“อาจารย์…เขียนจดหมายลาออกเตรียมไว้แล้ว รอเพียงคำสั่งจากท่านเท่านั้น”
ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ฉินเฟิงสะเทือนใจอย่างยิ่ง
นอกจากความเข้าใจของโม่หลีกับหลิ่วหมิง สิ่งที่ทำให้เขาสะเทือนใจมากกว่าคือ ทุกคนมีความคิดเห็นตรงกัน มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยความสามัคคีเช่นนี้จะมีเหตุผลใดที่จะไม่ประสบความสำเร็จ?
ฉินเฟิงตบไหล่หลิ่วหมิงเบา ๆ พลางกล่าวเสียงแผ่วเบา “เรื่องคืนนี้ข้าจะปิดฉากอย่างสิ้นเชิง ข้าจะไม่พูดถึงอีกเด็ดขาด คราวหน้าที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ก็คือเมื่อเจ้าเกษียณแล้วเท่านั้น”
“วางใจเถิด อำเภอเป่ยซีไม่ทางเกิดเรื่องอย่างการฆ่ากระต่ายแล้วเชือดสุนัขล่าเด็ดขาด แม้พวกเจ้าจะถอยออกมาอยู่แนวหลัง แต่ความดีความชอบที่เคยสร้างไว้แต่เดิมจะถูกชาวบ้านอำเภอเป่ยซีทั้งหมดจกจำและเล่าขาน และได้รับความเคารพจากทุกคนตลอดไป”
หลิ่วหมิงพยักหน้าหนักแน่น “เช่นเดียวกับบรรดาองครักษ์ค่ายเทียนจีที่บาดเจ็บ แม้พวกเขาจะไม่ได้ออกรบในแนวหน้าอีกแล้ว แต่ก็ยังคงทำหน้าที่สอนรุ่นหลัง อีกทั้งยังได้รับเงินเดือนทุกเดือน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”
“ข้าไม่ปิดบังนายน้อย ข้าเองก็อยากใช้ชีวิตแบบนั้นมานานแล้ว”
ได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงถึงหัวเราะออกมาได้ ความหม่นหมองก่อนหน้าหายไปบ้างแล้ว
เขาตบบ่าหลิ่วหมิงแรง ๆ อีกครั้ง สายตาสนิทใจและความสนิทสนมกลับมาเป็นที่เคยเป็น
เรื่องทางการก็เรื่องทางการ เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว เมื่อเรื่องทางการสิ้นสุด ฉินเฟิงกับหลิ่วหมิงก็ยังคงเป็นพี่น้องที่สนิทสนมเช่นเดิม
“ช่วงที่หนิงหู่กำลังรักษาตัว ทางค่ายเทียนจีมีจางเจิ้นไห่ทำหน้าที่แทน แต่องครักษ์เสื้อแพรไม่มีคนสำรอง เจ้าต้องทำงานหนักหน่อย พอกลับถึงอำเภอเป่ยซีข้าจะให้เจ้าลาพักสักสองสามวัน จะได้กลับไปอยู่กับภรรยาและลูก”
พอได้ยินคำพูดนี้ หลิ่วหมิงก็อดไม่ได้ที่จะเอามือลูบจมูก ปีศาจร้ายที่ฆ่าคนได้ไม่กะพริบตากลับแสดงท่าทีเขินอายออกมา
“นายน้อย ข้ามีลูกมีภรรยาเมื่อไรกัน? ท่านคงจำผิดแล้วกระมัง?”
สีหน้าของฉินเฟิงพลันเปลี่ยน เขาพูดอย่างหงุดหงิดว่า “ไยคนรอบข้าถึงเป็นโสดกันเสียหมด?! พอกลับไป ข้าจะต้องจัดงานหาคู่ให้พวกเจ้าสักครั้งแล้ว ให้พวกเจ้าได้แต่งงานมีครอบครัวกันเสียที พวกผู้ชายหยาบกระด้างพวกนี้ ไม่มีผู้หญิงคอยดูแล จะไม่บ้าไปเสียก่อนหรือ?”
หลิ่วหมิงยิ้มอย่างที่ไม่เคยมาก่อน “หนิงเชียนฮู่สมควรมีครอบครัวแล้ว ส่วนข้าไม่ต้องพูดถึง เพราะหน้าที่ของข้าพิเศษ…”
นับตั้งแต่หลิ่วหมิงได้กลายเป็นองครักษ์เสื้อแพร เขาก็ได้ตัดความคิดที่จะมีครอบครัวออกไปแล้ว
การทำงานเป็นหน่วยสอดแนมลับ ความผูกพันหมายถึงจุดอ่อน ศัตรูสามารถใช้ประโยชน์ได้ง่าย
ฉินเฟิงซาบซึ้งกับความตระหนักและการเสียสละของหลิ่วหมิง แต่ก็ยังคงยืนกรานแน่วแน่ “จะกลัวอะไรกัน!”
“ผู้ใดบอกว่าทำงานแบบพวกเจ้าแล้วต้องอยู่โดดเดี่ยวไปจนแก่เฒ่า? หาได้มีกฎเช่นนั้น!”
“อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้บอกให้เจ้าไปหาสตรีไม่ดีไม่ร้ายที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเสียเมื่อไหร่”
“ภายในอำเภอเป่ยซีของพวกเรามีสตรีดี ๆ มากมาย เจ้าเลือกได้ตามใจชอบ ถึงศัตรูจะรู้ว่าเจ้ามีครอบครัว พวกมันก็ไม่กล้าบุกเข้ามาจับคนในอำเภอเป่ยซี ข้าไม่เชื่อว่าพวกมันจะเสียสติ!”
“ถ้าเจ้ายังไม่วางใจ แต่งงานลับ ๆ ก็ยังได้ ตอนเจ้าออกปฏิบัติหน้าที่ เจ้าก็เป็นองครักษ์ลับ พอถึงเวลาพักผ่อนเจ้าก็แอบไปอยู่กับครอบครัว ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวสักสองสามวัน”
พูดถึงตรงนี้ ฉินเฟิงยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องจัดการอย่างจริงจัง
คิดไปคิดมา เขาก็ตบเข่าแาด “ถูกต้อง ถึงเป็นองครักษ์เสื้อแพร ก็ต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีมนุษยธรรม พวกเจ้าเป็นหน่วยสอดแนมลับ ไม่ใช่นักบวช ไม่จำเป็นต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์”
“ส่งคำสั่งของข้าลงไป ออกกฎรักษาความลับให้แก่องครักษ์เสื้อแพร เพียงรายงานที่สำนักงานใหญ่ขององครักษ์เสื้อแพร ก็สามารถแต่งงานได้ ข้อมูลตัวตนของครอบครัวทั้งหมดจะอยู่ในความรับผิดชอบขององครักษ์เสื้อแพรในการปกปิด ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจะได้รับการจัดสรรจากงบประมาณของอำเภอเป่ยซี”
หลิ่วหมิงมองฉินเฟิงอย่างงงงวย แม้แต่เขาก็ไม่สามารถเข้าใจความคิดของฉินเฟิงได้ ชายผู้นี้ราวกับมีสองใบหน้า หนึ่งเย็นชาถึงขีดสุด สัมผัสแล้วถึงตาย ขณะที่อีกใบหน้ากลับอบอุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิ ปฏิบัติต่อสรรพสิ่งด้วยความเมตตา
ในที่สุดหลิ่วหมิงก็เข้าใจว่า ไยเขาถึงโดนแทงแต่กลับไม่แค้นเคืองฉินเฟิงแม้แต่น้อย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ฉินเฟิงคือคนที่ห่วงใยพวกเขาอย่างแท้จริง
สร้างครอบครัวและอาชีพ…
สิ่งที่แต่ก่อนไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน ไม่นึกว่าฉินเฟิงจะเสนอให้อย่างง่ายดายเช่นนี้
หลิ่วหมิงสะเทือนใจอย่างยิ่ง เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ข้าน้อยมีวาสนาอันใด ชาตินี้ถึงได้รับใช้เคียงข้างนายน้อย”
ฉินเฟิงไม่ชอบความเศร้า ชายชาตรีมุ่งมั่นอาจหาญ จำเป็นใดต้องร่ำไห้คร่ำครวญหรือ?
เขายืนขึ้น สะบัดตัวสองสามที แสร้งทำเป็นองอาจ “ดีใจอะไรกัน? เจ้าก็ติดตามข้าได้ไม่กี่ปีหรอก พอเกษียณก็กลับไปอยู่กับภรรยาและลูก ๆ อย่างสงบเสงี่ยมเถิด”
“คนเราจะทนทุกข์ทรมานตลอดไปไม่ได้ ต้องได้สุขสบายบ้าง ใช่หรือไม่?”
“สิ่งอื่นข้าไม่กล้ารับรอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องสงสัย บรรดาพี่น้องที่ติดตามฉินเฟิงสร้างอาณาจักรและอนาคต ไม่เพียงแต่จะร่วมทุกข์ แต่ยังต้องร่วมสุขกันด้วย!”
เลือดของหลิ่วหมิงพลันพลุ่งพล่าน เขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น กำหมัดแน่น แล้วกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ชาตินี้ข้าขอสาบาน ข้าจะติดตามท่านโหวฉินไปจนวันตาย!”
ฉินเฟิงหัวเราะร่า แล้วเดินออกไป
ตกดึกแล้ว แต่เขากลับไม่ง่วงเลย ไม่เพียงเพราะมีพี่น้องที่ดีเหล่านี้อยู่ข้างกาย แต่ยังเป็นเพราะโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือในเป่ยตี๋กำลังจะมาถึงแล้ว
เมืองฉางสุ่ยคือโอกาสที่ฉินเฟิงรอคอย!