บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 878 เป้าหมายแท้จริง
บทที่ 878 เป้าหมายแท้จริง
เฉินเถียนตกตะลึงไปชั่วขณะ หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาทางลำคอ เขาไม่กล้าลังเล รีบวิ่งกลับไปยังศาลาว่าการ
หน้าประตูศาลาว่าการอำเภอกำลังเกิดเหตุวุ่นวาย
ฉินเฟิงกำลังถือชามถั่วต้มและตักเข้าปาก หนิงหู่กับหลิ่วหมิงพยายามห้ามปรามแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายพวกเขาจึงตักถั่วคนละชามแล้วยืนอยู่ข้าง ๆ ฉินเฟิง กินไปด้วยกัน
ชาวบ้านไม่รู้สึกอะไร เพราะสำหรับพวกเขา ถั่วต้มก็เป็นอาหารทั่วไป
ยุคสมัยเช่นนี้ จะมีชาวบ้านสักกี่คนที่ได้กินข้าวฟ่าง? มีถั่วสักชามให้ประทังความหิวก็พอใจแล้ว แต่เหล่าทหารกลับตกใจจนแทบเป็นลม พวกเขาล้อมอยู่รอบ ๆ ฉินเฟิง พยายามห้ามปรามไม่หยุด
“ท่านโหวฉิน ท่านเป็นบุคคลสำคัญ จะมากินของเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ท่านโหว ถั่วเหล่านี้มีไว้ให้ราษฎร อาหารค่ำของท่านเตรียมพร้อมแล้ว เชิญท่านย้ายไปยังเรือนหลังเถิด”
“ขอร้องท่านอย่าได้กินเลย หากนายท่านรู้เข้า พวกข้าน้อยต้องถูกลงโทษกันหมด”
เจ้าหน้าที่มือปราบต่างทำหน้าเศร้าสร้อย วิงวอนไม่หยุด น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ได้รับการตอบสนองแม้แต่น้อย หัวหน้าโจวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองฉินเฟิงยืนอยู่ท่ามกลางประชาชน กินถั่วต้ม ไม่สนใจสิ่งใด ในใจอดไม่ได้ที่จะสบถด่า
คนที่เตรียมอาหารเย็น คงจะเสียสติไปแล้วกระมัง?!
รู้อยู่แล้วว่าโหวฉินอยู่ที่นี่ แต่กลับกล้าทำของแบบนี้ออกมา
แม้สำหรับสามัญชน ถั่วต้มจะเพียงพอบรรเทาความหิวได้ และโดยทั่วไปคนส่วนมากก็ไม่ได้มีข้าวกิน การมีถั่วต้มให้กินสักมื้อก็พอใจแล้ว
แต่ของแบบนี้ก็ไม่เหมาะสมที่จะนำมาเลี้ยงคนในงานสำคัญ ไม่ต้องพูดโหวฉินเลย แม้แต่ตระกูลใหญ่ทั่วไปก็ยังดูถูกถั่วต้ม เพราะส่วนใหญ่ ถั่วมีไว้เลี้ยงสัตว์!
เมื่อเห็นฉินเฟิงกินถั่วต้มไปครึ่งชามแล้ว หัวหน้าโจวสิ้นหวังนัก ในใจคร่ำครวญ…จบแล้ว จบสิ้นทุกอย่างแล้ว!
ความรู้สึกดี ๆ ที่ได้มาอย่างยากลำบาก ทุกคนในศาลาว่าการอำเภอ ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ภายในภายนอก สูญสลายไปหมดสิ้นเพราะถั่วต้มมื้อนี้แล้ว
ขณะนั้นเอง เฉินเถียนวิ่งกลับมาถึง เขาหอบหายใจหนักหน่วง
พอเห็นถั่วต้มในมือของฉินเฟิง เลือดในร่างก็พลันเย็นเฉียบไปครึ่งตัว
“เกิดอะไรขึ้นกัน?!”
“ไม่ได้เตรียมอาหารค่ำให้ท่านโหวหรือไร?!”
“พวกเจ้าช่างน่าสาปแช่งนัก!”
เฉินเถียนโกรธจัด คว้าคอเสื้อของหัวหน้าโจวแล้วตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว “พวกเจ้าช่างกล้าหาญนัก กล้าดีอย่างไรถึงได้ละเลยท่านโหวฉินเช่นนี้!”
หัวหน้าโจวอยากร้องไห้ รีบอธิบายทันที “ท่านนายอำเภอ ข้าก็ไม่ทราบเรื่องเช่นกันขอรับ”
ฉินเฟิงเห็นก็โบกมือเป็นสัญญาณให้เฉินเถียนไม่ต้องใส่ใจ
ก่อนจะกวาดถั่วที่เหลือในชามเข้าปากจนหมด แล้ววางชามลงข้าง ๆ พลางหัวเราะเบา ๆ “ท่านนายอำเภอเฉิน ถั่วนี้แม้จะไม่มีรสชาติ แต่ก็อิ่มท้องเพียงพอแล้ว ท่านไม่ต้องกังวล อีกอย่างสิ่งที่ชาวบ้านกิน ทำไมข้าจะกินไม่ได้เล่า?”
ได้ยินคำพูดนี้ เฉินเถียนก็ผลักหัวหน้าโจวออก แล้วรีบเดินเข้าไปหาฉินเฟิง
“ท่านโหว ข้าน้อยไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเลย”
“ก่อนหน้านี้ข้าสั่งให้พ่อครัวเตรียมข้าวฟ่างและน้ำแกงเนื้อสำหรับชาวบ้าน แม้จะเป็นข้าวหยาบไม่ได้คัด แต่นึ่งสุกแล้วก็สามารถกินอิ่มได้ ส่วนน้ำแกงแม้จะไม่เห็นเนื้อ แต่ก็มีน้ำมัน ดับกระหายและอุ่นร่างกาย ยังช่วยเพิ่มกำลังได้อีกด้วย”
“ถึงอย่างไรก็มีปากท้องมากมายที่ต้องเติมเต็ม แม้จะกินอย่างเต็มที่ก็คงได้แค่มื้อเดียว การกินอย่างตะกละตะกลามไม่ดีเท่ากับการค่อย ๆ กินไปเรื่อย ๆ”
“ส่วนเรื่องที่ข้าวฟ่างนึ่งกลายเป็นถั่วต้ม ข้าไม่ทราบเรื่องเลยขอรับ”
ได้ยินคำอธิบายของเฉินเถียน ฉินเฟิงก็พยักหน้ายิ้ม ๆ พอใจกับรายการอาหารที่เขาเตรียมไว้ให้ราษฎรแล้ว
ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือเป่ยตี๋ ทรัพยากรขาดแคลน แม้จะสามารถจ่ายเงินตามมาตรฐานของเป่ยซีได้ แต่ในเรื่องอาหารไม่อาจเรียกร้องมากนัก
ข้าวฟ่างนึ่งกับน้ำน้ำแกงเนื้อ ทั้งถูกและอิ่มท้อง เฉินเถียนก็นับว่าตั้งใจแล้ว ฉินเฟิงมองหม้อใบใหญ่ที่กำลังต้มถั่วอยู่ข้าง ๆ แล้วถอนหายใจเบา ๆ
“ถั่วพวกนี้ก็พอจะกินประทังชีวิตได้ ข้อเสียอย่างเดียวคือกินมากไปก็จะทำให้ท้องอืดไม่สบายตัว หากกินถั่วจนอิ่มก็ไม่กล้าขยับตัว ไม่ต้องพูดถึงการทำงาน แต่ถ้ากินแค่ครึ่งอิ่มก็ไม่มีแรงทำงานอีก จริง ๆ แล้วเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก”
“แต่พูดกลับไป ถั่วพวกนี้ไม่ควรจะเอาไปเลี้ยงม้าศึกก่อนหรือ? ไยกลับกลายเป็นอาหารของชาวบ้านไปได้?”
“อาหารของม้าศึกถูกชาวบ้านกิน แล้วข้าวฟ่างที่ควรจะเป็นอาหารของชาวบ้าน ไปอยู่ที่ใด?”
พอได้ยิน เหงื่อเย็น ๆ ก็ผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังของเฉินเถียน แม้ฉินเฟิงไม่ใช่ขุนนางของเป่ยตี๋แต่ก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์หญิงจิ่งฉือ เพียงแค่ฉินเฟิงเอ่ยปาก ราชสำนักก็จะส่งคนมาสืบสวนอย่างละเอียด หมวกขุนนางของเฉินเถียนก็คงจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
อีกทั้งเฉินเถียนก็รู้ดี เขาได้ออกคำสั่งไปแล้ว ใน ศาลาว่าการอำเภอแห่งนี้ คนเดียวที่สามารถแก้ไขคำสั่งของเขาได้ก็มีเพียงแต่ภรรยา!
นางช่างเป็นหญิงร้ายกาจ ไม่กลัวโลกจะวุ่นวายจริง ๆ
เฉินเถียนไม่กล้าลังเล รีบคุกเข่าลง “ข้าไม่กล้าหลอกลวงท่านโหว คงเป็นเพราะภรรยาต่ำช้าของข้าเสียดายข้าวฟ่างจึงใช้ถั่วมาเลี้ยงชาวบ้าน สตรีทั้งหลายล้วนเป็นเช่นนี้ เส้นผมยาวแต่ความคิดสั้น ขอท่านโหวเมตตาสักครั้ง อย่าได้ถือสาหาความกับนางเลยขอรับ”
เรื่องนี้ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นฝีมือของฮูหยินนายอำเภอ ฉินเฟิงไม่ได้ทำลายความสัมพันธ์ แต่กล่าวอย่างจริงจังว่า “ท่านนายอำเภอ พูดตามตรง เจ้ายังถือว่าเป็นคนมีน้ำใจ”
“หากเป็นเช่นนั้นข้าก็จะขอความจริงใจจากเจ้าสักหน่อย”
“คนงานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้า หากละเลยพวกเขาก็เท่ากับจงใจทำลายแผนการใหญ่ของข้า”
“ตั้งแต่ข้าประกาศจ้างคนงาน อำเภอฉางสุ่ยก็ก่อเรื่องวุ่นวายไม่น้อย ทั้งบังคับจับตัวชายฉกรรจ์มาใช้แรงงาน ทั้งโกงค่าแรง ตอนนี้ยังมาหลอกใช้ถั่วแทนข้าวฟ่าง มองอย่างไรก็เหมือนกำลังขัดขวางข้า ข้าอยากถามสักหน่อย ท่านนายอำเภอไม่ใช่พวกพรรคเหยี่ยวหรอกหรือ? ถ้าไม่ใช่ การทำให้ข้าไม่พอใจจะมีประโยชน์ใดกับเจ้า?”
เฉินเถียนเหงื่อท่วมตัวไปหมดแล้ว แม้เขาจะไม่ใช่ขุนนางในเมืองหลวงแต่ก็ได้ยินข่าวลือมาว่า ฉินเฟิงกับขุนนางพรรคเหยี่ยวของเป่ยตรีเป็นศัตรูไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า เมื่อฉินเฟิงตัดสินว่าเขาเป็นพรรคพวกของฝ่ายเหยี่ยว ย่อมจะใช้มาตรการรุนแรงปราบปราม
การถูกกำจัดไปอย่างงุนงงช่างน่าสมเพช…
เฉินเถียนอยากจะร้องไห้นัก เขากล่าวว่า “ท่านโหว แม้จะให้ร้อยความกล้าแก่ข้า ข้าน้อยก็ไม่กล้าต่อกรกับท่านเด็ดขาด ขอท่านโหววางใจ ข้าจะไปจับตัวนางคนร้ายกาจมาลงโทษต่อหน้าท่านเอง”
ฉินเฟิงโบกมือ เป็นสัญญาณให้เฉินเถียนไม่ต้องตื่นตระหนก
“ถึงอย่างไรนางก็เป็นภรรยาเจ้า เจ้าก็บอกแล้วว่านางมีผมยาวแต่สมองสั้น หากข้าจริงจัง ไม่ใช่จะทำให้เจ้าลำบากใจหรอกหรือ?”
“ท่านนายอำเภอ ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง”
“อำเภอฉางสุ่ยนี้ห่างจากเมืองหลวงเป่ยตี๋เพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกลเกินไป หากเจ้าสามารถเปิดเส้นทางระหว่างอำเภอฉางสุ่ยกับเมืองหลวงได้ ข้าจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมด เจ้าว่าอย่างไร?”
เปิดเส้นทาง?!
เฉินเถียนขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายแท้จริงของฉินเฟิง “ขออภัยในความโง่เขลาของข้า อะไรคือเปิดเส้นทาง ขอท่านโหวชี้แนะด้วยขอรับ”