บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 891 ไม่ใช่การพุ่งเข้าหาปากกระบอกปืน
บทที่ 891 ไม่ใช่การพุ่งเข้าหาปากกระบอกปืน
เพื่อไม่ให้ความตั้งใจของหญิงทั้งสี่ต้องสูญเปล่า ฉินเฟิงอดกลั้นความโกรธแค้นในใจไว้จนถึงตอนนี้ ในที่สุดละครก็จบลงแล้ว ถึงเวลาที่จะเริ่มทำเรื่องจริงจัง
ตามหลักการแล้ว คนอย่างเฉินเปียวไม่มีค่าพอจะทำให้ฉินเฟิงโกรธแค้นถึงเพียงนี้ได้ แต่เฉินเปียวกลับแตะต้องเกล็ดย้อนของ ฉินเฟิง คิดจะทำร้ายครอบครัวของเขา
ตอนนี้เฉินเปียวไม่ใช่แค่อันธพาลที่ไม่รู้จักความเป็นความตาย แต่ได้กลายเป็นศัตรูอย่างเป็นทางการของฉินเฟิงแล้ว
เมื่อเป็นศัตรูก็จัดการได้ง่ายมาก
ฉินเฟิงที่ก่อนหน้านี้ยังมีท่าทีเรียบเฉย ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความเยือกเย็น เขาจ้องมองเฉินเปียวจากที่สูง พูดเสียงเย็นชาว่า “ข้าชดใช้เงินให้เจ้าแล้ว เหตุใดไม่รับไป”
เฉินเปียวตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ มองเงินสีขาววาวตรงหน้า ทั้งร่างไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่จะเก็บเงิน แค่ยกแขนก็ยังเป็นเรื่องยาก ภายใต้ความหวาดกลัว ทั้งร่างอ่อนระโหยโรยแรงไปหมดแล้ว
ด้วยสมองของฉินเฟิง เขาสามารถคิดวิธีทรมานเฉินเปียวให้เจ็บปวดทรมานจนอยากตายได้นับไม่ถ้วน อยากเอาเงินไปหรือ? ง่ายมาก กินทั้งหมดเข้าไป แล้วทุกก้าวที่เฉินเปียวเดินจะต้องทนทุกข์ทรมานราวกับท้องแตกไส้ทะลุ
แต่ด้วยจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่ควรมี ฉินเฟิงไม่มีวันยอมให้ตัวเองทารุณคนอื่นเช่นนั้น แม้ว่าคนผู้นั้นจะเลวร้ายเพียงใด อย่างมากก็แค่ฆ่าทิ้งเสีย
ส่วนเรื่องการทรมานคน ฉินเฟิงยังไม่ได้ตกต่ำถึงขั้นนั้น
แต่เฉินเปียวที่อยู่ตรงหน้าดันมาลูบเกล็ดย้อนของเขา เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยผ่านไปง่าย ๆ
“เมื่อเจ้าไม่เอา ข้าก็จะส่งคนไปส่งคืนให้”
“หนิงหู่เอาเงินพวกนี้ไปส่งที่หอหย่งอัน” หนิงหู่ไม่ลังเล กวาดเงินตรงขึ้นมาลวก ๆ แล้วพาคนนำเงินไปยังหอหย่งอัน
เฉินเปียวทรุดลงกับพื้น มองฉินเฟิงอย่างเหม่อลอยอยู่นานกว่าจะหาเสียงเจอ เขาเอ่ยเสียงอ่อนแรง “ท่านโหวฉิน ข้าน้อย…ข้าน้อยสมควรตายหมื่นครั้ง”
“ข้าน้อยรู้ว่าได้ก่อเรื่องใหญ่เสียแล้ว ไม่มีทางรอดชีวิตแน่ ขอเพียงท่านโหวฉินโปรดมอบความตายอย่างรวดเร็วให้ข้าน้อยด้วยเถิด”
ฉินเฟิงแค่นเสียงเบา “วางใจเถอะ เจ้าต้องตายแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้”
“แม้ข้าจะฆ่าคนมาไม่น้อย แต่ไม่เคยฆ่าคนอย่างไร้เหตุผล และไม่ทำลายชีวิตผู้อื่นอย่างง่ายดาย เงินหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงล้วนเป็นเงินที่ซื้อชีวิตเจ้า เพื่อจัดการเรื่องราวภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา ญาติพี่น้องชายหญิงของเจ้า หรือแม้แต่ชู้รักที่เจ้าเลี้ยงดูไว้ หากพวกเขาต้องการแบ่งเงินก็ให้มาหาเฉินเถียนที่ศาลาว่าการอำเภอได้”
“ข้าคาดว่าท่านนายอำเภอจะต้องวางตัวเป็นกลางอย่างแน่นอน ไม่มีทางเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นอันขาด”
ได้ยินคำพูดของฉินเฟิง ไม่รู้เพราะเหตุใด เฉินเปียวซาบซึ้งใจ
ทั้ง ๆ ที่เขากำลังจะได้รับโทษ แต่โหวฉินกลับช่วยเหลือด้วยเงินมากมายเช่นนี้ ราวกับว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดในหมู่ชาวบ้านเป็นความจริง โหวฉินคือพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดจริง ๆ
แต่แทบจะในทันทีที่เฉินเปียวคิดเช่นนั้น ฉินเฟิงสาดน้ำเย็นเฉียบใส่
“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ญาติมิตรของเจ้า ผู้ใดจะได้รับส่วนแบ่งบ้างตอนนี้ก็ยังบอกไม่ได้”
“ตั้งแต่ข้ามาถึงอำเภอฉางสุ่ย ข้าได้ยินกิตติศัพท์เลวร้ายของเจ้าอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ข้าคิดว่าเจ้าเป็นเพียงอันธพาลไร้ค่าคนหนึ่ง จึงไม่อยากเสียเวลาไปสนใจ แต่เมื่อเจ้าอุตส่าห์มาปรากฏตัวต่อหน้าข้าเองก็ขอแสดงความยินดี วันนี้ข้าจะสละเวลาจัดการกับเจ้าเป็นพิเศษ”
“นายอำเภอเฉิน”
ได้ยินฉินเฟิงเรียก เฉินเถียนไม่กล้าลังเล รีบลุกขึ้น “ท่านโหวสั่งมาได้เลยขอรับ”
ฉินเฟิงกล่าวสบาย ๆ “จางต้าหู่กับหวังกังเป็นลูกน้องของเฉินเปียว เพียงแค่เป็นลูกสมุนตัวเล็ก ๆ ยังกล้าขู่กรรโชกทรัพย์กลางถนนยามกลางวันแสก ๆ แสดงให้เห็นว่าเฉินเปียวอาละวาดในอำเภอฉางสุ่ยมาไม่ใช่แค่วันสองวันแล้ว”
“ข้าจะถามทีละข้อ เจ้าตอบมาตามตรง”
“เฉินเปียวมีลูกน้องกี่คน?” เฉินเถียนกลืนน้ำลายลงคอ แล้วตอบตามความจริง “เรียนโหวฉิน หอกู้หย่งอันมีคนงานทั้งหมดแปดคน มีลูกน้องอย่างจางต้าหู่ยี่สิบกว่าคนขอรับ”
ฉินเฟิงพยักหน้าเบา ๆ แล้วถามต่อ “ในพวกเขามีคนดีบ้างหรือไม่? คนที่มือสะอาด ไม่เคยกดขี่ข่มชาวบ้าน?”
เฉินเถียนส่ายหน้า “ไม่มีขอรับ พวกเขาล้วนคบค้าสมาคมกับเฉินเปียว ข่มเหงผู้ชายรังแกผู้หญิง ไม่มีความชั่วใดที่ไม่ได้ทำ”
ฉินเฟิงโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ “ภายในหนึ่งชั่วยามนำคนของเฉินเปียวทั้งหมดมายังศาลาว่าการ”
สิ้นเสียง อุณหภูมิภายในศาลาว่าการอำเภอเหมือนจะลดต่ำลง ทุกคนมองดูฉินเฟิง สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พึงรู้ไว้ว่า นับตั้งแต่ฉินเฟิงมาถึงอำเภอฉางสุ่ย การปฏิบัติต่อชาวบ้านในท้องถิ่นเป็นเสมือนบิดามารดา ใส่ใจยิ่งกว่าขุนนางเป่ยตี๋
ชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้นทุกคน หากรวบรวมความกล้ามาหาฉินเฟิง ล้วนได้รับอาหารสำหรับฤดูหนาว ส่วนแรงงานที่มีส่วนร่วมในการสร้างโรงเก็บสินค้า นอกจากจะได้รับเสบียงอาหาร แม้แต่อาหารประจำวันก็ยังใช้มาตรฐานอำเภอเป่ยซีอีก ยังมีชาวบ้านไม่น้อยที่ฝากคนมาถามว่า ฉินเฟิงยังรับคนงานอีกหรือไม่
กล่าวได้ว่า ฉินเฟิงนำพาความเมตตานับไม่ถ้วนมาสู่อำเภอฉางสุ่ย แม้จะเรียกฉินเฟิงว่าเป็นโพธิสัตว์มีชีวิตก็ไม่เกินจริง
แต่ตอนนี้คำพูดเดียวของเขาพรากชีวิตคนกว่าสามสิบคนได้ง่ายดาย แตกต่างราวฟ้ากับเหว
ผู้คนเหมือนตื่นจากภวังค์ ฉินเฟิงไม่ได้เป็นเพียงโพธิสัตว์ แต่ยังเป็นปีศาจร้ายที่เก็บเกี่ยวชีวิตอย่างโหดเหี้ยมด้วย!
เฉินเถียนเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง เขารีบสั่งการให้หัวหน้าโจวนำเหล่าเจ้าหน้าที่ไปทำตามคำสั่งฉินเฟิง จับคนของเฉินเปียวมาทั้งหมด
ขณะนั้นเอง เสียงน่าขนลุกของฉินเฟิงก็ดังขึ้นอีก
“บิดามารดาของเฉินเปียวเคยกดขี่ข่มเหงชาวบ้านหรือไม่?”
เฉินเถียนเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาโกหกได้ตามใจชอบ เพราะองครักษ์เสื้อแพรใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงหูตาว่องไว เฉินเถียนไม่กล้าพูดเท็จแม้แต่ครึ่งคำ “เมื่อลูกชายโหดร้าย บิดามารดาย่อมพลอยผยอง มารดาของเขาเคยทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น และสั่งให้เฉินเปียวทำร้ายอีกฝ่ายจนพิการ”
“ส่วนบิดา แม้ชรามากแล้วแต่ก็ยังไม่เลิกทำตัวเลวทราม อาศัยชื่อเสียงเลวร้ายของบุตรลวนลามสตรี พอถูกสามีนางจับได้ ก็ทำให้ครอบครัวอีกฝ่ายแตกแยก บ้านแตกสาแหรกขาด”
ฉินเฟิงโบกมือเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “พาตัวพ่อแม่ของเฉินเปียวมาด้วย โทษประหาร”
เฉินเปียวทรุด จ้องมองฉินเฟิงอย่างเหม่อลอย เมื่อครู่เขายังคิดว่าฉินเฟิงเป็นคนดี แม้จะแก้แค้นเขา แต่ยังอาสาจัดการงานศพให้ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นสิ่งตรงข้าม ชั่วพริบตาพี่น้องและพ่อแม่ล้วนถูกฉินเฟิงสั่งประหาร…
ฉินเฟิงยังไม่คิดจะหยุด ผู้ใดกล้าแตะต้องครอบครัวเขาย่อมต้องชดใช้อย่างสาหัส
“เฉินเปียวไม่มีภรรยา แล้วอนุที่เขาเลี้ยงดูเป็นอย่างไร?”
มือเท้าเฉินเถียนเย็นเฉียบ ตัวสั่นด้วยความตื่นตระหนก “สองคนเป็นหญิงจากโรงโสเภณี อีกคนเป็นหญิงม่าย ปกติไม่เคยได้ยินว่าก่อเรื่องวุ่นวายใด”
พอได้ยินว่าไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายมาก่อน ฉินเฟิงก็ไม่ถามอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับอนุเฉินเปียวแล้ว แต่ถามถึงพี่น้องรวมถึงญาติแทน ทั้งญาติใกล้ชิดและญาติห่าง ๆ ญาติทางสายเลือดและญาติทางการแต่งงาน
ตราบใดเชื่อมโยงกับเฉินเปียว ฉินเฟิงก็ไม่คิดปล่อยไปง่าย ๆ