บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 911 เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
บทที่ 911 เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
ขณะที่ฉินเฟิงกับหลู่หลีกำลังเผชิญหน้ากัน เฉินซือที่ยืนอยู่ตรงประตูเมืองหลวงเป่ยตี๋มองถนนนอกเมืองหลวงที่มืดมิดด้วยความกระวนกระวายใจ
ตามการคำนวณ ฉินเฟิงสมควรมาถึงเมืองหลวงแล้ว ทว่าตอนนี้จนท้องฟ้ามืดสนิท ก็ยังไม่เห็นร่องรอยของฉินเฟิง
ฉินเฟิงเปลี่ยนใจ ไม่อยากเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้วหรือ?
หรือเขาวางแผนจะทำเรื่องใหญ่ในอำเภอฉางสุ่ย?
สมองของเฉินซือผุดคำถามมากมาย ภายในใจเต็มไปด้วยความกังวล แคว้นเป่ยตี๋กำลังตกอยู่ในอันตราย ภัยหิมะที่เกิดขึ้นในรอบร้อยปี สถานการณ์ที่รุนแรงในเขตจัวโจว ไหนจะความไม่พอใจที่สะสมของประชาชนในทุกพื้นที่ ช่วงเวลาวิกฤตินี้ หากฉินเฟิงก่อความวุ่นวาย เป่ยตี๋ย่อมถูกทำลายได้ง่าย ๆ
ความอดทนของเฉินซือถูกบั่นทอนจนหมดสิ้น เขาเรียกทหารส่งสารมาและถามเสียงดัง “ฉินเฟิงถึงไหนแล้ว?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของเฉินซือ ทหารส่งสารอ้ำอึ้ง ลังเล
พอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เฉินซือยิ่งไม่สบายใจ สายตาเปลี่ยนเป็นดุดันอย่างยิ่ง เขาตวาดเสียงต่ำว่า
“รีบพูดมา เกิดอะไรขึ้นกันแน่?! หากทำให้เรื่องใหญ่เสียหาย โทษประหารเก้าชั่วโคตรก็ยังไม่อาจชดใช้!”
ได้ยินคำพูดนี้ ทหารส่งสารขาอ่อน ทรุดตัวคุกเข่า ละล้ำละลักตอบ
“เรียน…เรียนท่านแม่ทัพ ฉิน ฉินเฟิงได้มาถึงอำเภอชิงซานตั้งแต่เที่ยงแล้วขอรับ”
ได้ยินคำพูดนี้ ตาขวาของเฉินซือกระตุก อำเภอชิงซานอยู่ห่างจากเมืองหลวงเพียงก้าวเดียว ตามปกติแล้วใช้เวลาเพียงชั่วยามกว่า ๆ ก็ถึงเมืองหลวงแล้ว
แม้หิมะจะตกหนักปิดถนน ทำให้การเดินทางยากลำบาก แต่ก็ไม่น่าจะถึงขนาดที่ยังไม่ปรากฏตัวจนป่านนี้ ระหว่างนี้ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่!
แม้เฉินซือจะไม่ใช่ขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ด้วยสัญชาตญาณ สมองผุดความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา
ขุนนางผู้มีอำนาจในราชสำนักไม่ต้องการให้ฉินเฟิงได้พบฝ่าบาท
และนอกจากพรรคเหยี่ยวที่นำโดยหลู่หลีจะเป็นใครไปได้อีก? แม้พรรคเหยี่ยวจะถูกยุบไปแล้ว แต่สมาชิกพรรคยังคงเป็นขุนนางคนสำคัญในราชสำนัก หากพวกเขาตั้งใจจะสังหารฉินเฟิงระหว่างทาง พวกเขาย่อมสามารถปิดกั้นข่าวสารได้
แต่ไม่ว่าจะปิดกั้นอย่างไรก็ไม่อาจหลบพ้นสายตาของหน่วยนกฮูกราตรี เว้นแต่ว่า…หน่วยนกฮูกราตรีจะมีส่วนร่วมด้วย
แย่แล้ว! แย่แล้ว! แย่แล้ว!
เฉินซืออึดอัดนัก หลู่หลีบ้าไปแล้ว แม้มีความแค้นฝังลึกกับฉินเฟิงก็ไม่น่าละเลยสถานการณ์อันยากลำบากของเป่ยตี๋เช่นนี้ เมื่อเขาลงมือ ไม่ว่าเขาจะสังหารฉินเฟิงได้หรือไม่ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ต่อเป่ยตี๋เอง
คิดถึงตรงนี้ เฉินซือจ้องมองทหารส่งสารอย่างดุดัน แล้วถามคาดคั้น
“คงไม่ใช่ว่าจู้กั๋วคิดสังหารฉินเฟิงระหว่างทางกระมัง?!”
ได้ยินคำพูดนี้ ทหารส่งสารตกใจจนหน้าซีดเผือด ไม่กล้าตอบ ได้แต่พยักหน้า
เฉินซือโกรธจัด เขาโบกมือพลางตวาดลั่น
“ทหาร ลากเจ้าชาติสุนัขไปตัดหัว แล้วกราบทูลรายงานฝ่าบาท ให้ล้างสามตระกูลของมันเสียด้วย!”
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้รู้แล้วกลับไม่รายงาน สมควรตาย!”
เฉินซือไม่สนใจคำวิงวอนของทหารส่งสาร หันไปกวาดตามองทหารและขุนนางคนอื่น ๆ แล้วตวาดเสียงดุ
“ยามบ้านเมืองเดือดร้อน หากผู้ใดหลงอยู่กับความแค้นส่วนตัว จนทำให้งานใหญ่เสียหาย ไม่ต้องรอฝ่าบาทมีพระบัญชา เพราะข้าจะสับหัวสุนัขของมัน แล้วล้างตระกูลให้สิ้นซากเอง!”
เผชิญกับคำดุด่าของเฉินซือ ทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เฉินซือไม่อยากเสียเวลากับพวกคนโง่ เขาตะคอกใส่ทหารส่งสารอีกคนที่ยืนตัวลีบอยู่
“ยังยืนเหม่ออะไรอยู่ รีบไปกรมกลาโหม ส่งคำสั่งข้า ให้ส่งกองทัพไปช่วยฉินเฟิง! หากหลู่หลีกล้าขัดขวางก็จับตัวหลู่หลีไว้ รอฟังคำตัดสินจากฝ่าบาท!”
“ยังมีอีก! เรื่องที่หลู่หลีลอบสังหารฉินเฟิง ข่าวสารถูกปิดปังเข้มงวด แน่นอนว่าต้องมีหน่วยนกฮูกราตรีแอบช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ก่อนหน้าได้รับข่าวว่าฉินเฟิงจัดการกับองครักษ์เสื้อแพรไม่ใช่หรือ? เหมือนว่าถึงเวลาที่ฝ่าบาทเราต้องจัดการหน่วยนกฮูกราตรีบ้างแล้ว ไปบอกหลี่อวี้ ยามนี้แคว้นกำลังเผชิญวิกฤต หน่วยนกฮูกราตรีควรเป็นหูเป็นตาให้แก่ฝ่าบาท แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือของคนบางคน โทษนี้ไม่อาจให้อภัยได้!”
ได้รับคำสั่งครบถ้วน ทหารส่งสารก็แยกย้ายกันออกไป
หัวใจของเฉินซือเต้นรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมาทางปาก เพราะความตื่นเต้น ขมับก็พานปวดตุบ ๆ ไปด้วย
หากพูดถึงความแค้นลึกล้ำดั่งทะเลเลือดที่มีต่อฉินเฟิง ทั่วทั้งเป่ยตี๋ไม่มีผู้ใดเทียบเฉินซือได้อีกแล้ว!
ลูกพี่ลูกน้องสองคนของเขาถูกฉินเฟิงสังหาร กองพลหมาป่าเหมันต์ถูกฉินเฟิงทำลาย แม้แต่แขนของเฉินซือก็ถูกองครักษ์ค่ายเทียนจีที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงช่วงชิงไป เรื่องทั้งหมด เฉินซือล้วนจดจำใส่ใจ
แต่เผชิญหน้ากับสถานการณ์ใหญ่ของแคว้น เฉินซือก็ทำได้เพียงฝังความแค้นไว้ให้ลึก ไม่คิดเอาความแค้นส่วนตัววางเหนือความเป็นความตายของบ้านเมือง
เพื่อแคว้นเป่ยตี๋ เฉินซือคิดคำนวณนับพันนับหมื่นครั้ง แต่กลับคาดไม่ถึงว่าได้ว่าหลู่หลีจะกล้าหาญถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าลงมือสังหารฉินเฟิงตอนที่ฝ่าบาทเรียกตัวฉินเฟิงเข้าเฝ้า
หากหลู่หลีสังหารฉินเฟิงสำเร็จ อำเภอเป่ยซีย่อมรวบรวมกำลังทั้งหมด บุกโจมตีจัวโจวในคราวเดียว แล้วสงครามก้จะแผ่ขยายออกไปทั่วดินแดน แล้วทั้งแคว้นเป่ยตี๋ก็จะตกอยู่ในอันตราย
หากการลอบสังหารล้มเหลว ฉินเฟิงรอดชีวิตได้อย่างหวุดหวิด ฉินเฟิงก้จะมีโอกาสใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง สร้างเรื่องใหญ่โตบนโต๊ะเจรจา
“น่าตาย! น่าตายนัก!”
“หลู่หลีเอ๋ยหลู่หลี เจ้าเคยเป็นถึงวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เหตุใดไม่รักษาชื่อเสียงในบั้นปลายชีวิต?”
“ความเจ็บปวดของคนผมขาวที่ต้องส่งคนผมดำ ข้าย่อมเข้าใจ แต่วีรบุรุษสิบปีแก้แค้นก็ยังไม่สาย การลงมือตอนนี้ มิใช่เป็นการทำลายตัวเจ้าเองด้วยหรือ?”
เฉินซือส่ายหน้าซ้ำ ๆ พยายามกู้สถานการณ์ให้ได้มากที่สุด เฉินซือจึงตัดสินใจขึ้นม้า นำทัพด้วยตนเอง พาเหล่าทหารและองครักษ์มุ่งหน้าสู่อำเภอชิงซาน
เฉินซือพร้อมองครักษ์หนึ่งพันคนควบม้าอย่างเร่งรีบ ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็บุกเข้าถึงเขตอำเภอชิงซานอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากหลู่หลีส่งทหารสอดแนมและทหารส่งสารจำนวนมากออกไปปิดกั้นข่าวสาร พอเฉินซือมาถึงเมืองชิงซานก็ถูกทหารสอดแนมสกัดไว้ ทหารสอดแนมสามคนกับทหารอำเภอชิงซานอีกห้าคนปรากฏตัวออกมาจากมุมมืด ขวางทางของเฉินซือพลางตะโกนถามด้วยเสียงดัง
“พวกเจ้ามาจากที่ใด? สังกัดค่ายทหารใด?”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของพวกสอดแนม เฉินซือไม่ได้ตอบ เขาพลิกตัวลงจากหลังม้า ชักดาบออกมา แล้วฟันศีรษะของสอดแนมที่ขวางทางอยู่ตรงหน้าสะบั้นในดาบเดียว
คนที่เหลือตกใจหน้าซีด ยังไม่ทันได้สติ เสียงคำรามด้วยความโกรธของเฉินซือก็ดังลั่น
“เจ้าพวกสุนัขทรยศบังอาจนัก กล้าดีอย่างไรมาก่อเรื่องใต้ฝ่าพระบาทของโอรสสวรรค์ รนหาที่ตาย!”
“ฆ่าพวกมันให้หมด!”
ได้ยินคำสั่ง ทหารและองครักษ์คุ้มกันสิบคนก็พุ่งเข้าไปพร้อมกัน แล้วใช้ดาบฟันทหารสอดแนมและทหารอารักขาที่ขวางทางจนตายอย่างโหดเหี้ยม
แล้วเฉินซือก็กลับไปขึ้นม้า กัดฟันพูดด้วยความโกรธแค้น
“ใครก็ตามที่ขวางทาง ตัดหัวให้หมด!”
“ทหารที่ล่วงหน้าไปก่อนรู้ตำแหน่งของฉินเฟิงแล้วหรือไม่?!”
ครึ่งชั่วยามผ่านไป ทหารส่งสารที่ล่วงหน้าไปก่อนก็ควบม้ากลับมารายงานเสียงดัง
“ท่านแม่ทัพ ฉินเฟิงอยู่ที่หมู่บ้านหวังกั่งห่างออกไปสามสิบลี้ กำลังถูกล้อมโจมตีและต้านทานอย่างยากลำบาก”
สีหน้าของเฉินซือมืดครึ้มอย่างที่สุด เขาโบกดาบ สั่งการ “ทุกคนฟังคำสั่ง รีบไปยังหมู่บ้านหวังกั่งโดยเร็ว ช่วยฉินเฟิงออกจากการถูกล้อมโจมตี!”
ขณะที่เฉินซือกำลังรีบเร่งสุดกำลัง ฉินเฟิงก็ถูกบีบให้จนมุมแล้ว
แม้ก่อนหน้านี้ฉินเฟิงจะอาศัยประสบการณ์ ใช้กลยุทธ์จนต่อสู้ได้สูสี น่าเสียดาย จำนวนคนของสองฝ่ายต่างกันมากเกินไป