บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 916 เลือดหลั่งที่ต่างแดน
บทที่ 916 เลือดหลั่งที่ต่างแดน
แม้หลู่หลีจะรู้ดีว่า ทหารใต้บังคับบัญชาของฉินเฟิงไม่มีทางที่จะขวัญเสีย แตกพ่ายได้ แต่หลู่หลีก็ยังคงหวังว่าจะสามารถสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามขาดผู้นำด้วยการสังหารแม่ทัพศัตรู เพื่อลดทอนเจตจำนงในการต่อต้านของพวกเขา
น่าเสียดายที่แม่ทัพภายใต้การบังคับบัญชาของฉินเฟิงมีประสบการณ์การรบมากนัก การจะเอาชีวิตพวกเขาจะง่ายได้อย่างไร?
ตอนนี้ทางเข้าออกต่าง ๆ ของหมู่บ้านได้ถูกยึดครองไปตามลำดับแล้ว
ทหารประจำการจำนวนมหาศาลภายใต้การไล่ต้อนของทหารผู้ควบคุม บุกเข้าไปในหมู่บ้าน เข้าปะทะกับกองกำลังของฉินเฟิงที่ยืนหยัดปกป้องหมู่บ้านอย่างถึงที่สุด
ความจริงแล้ว คำว่า ‘การต่อสู้อย่างถึงที่สุด’ ควรแยกพิจารณา องครักษ์ค่ายเทียนจีที่นำโดยจางเจิ้นไห่ย่อมต่อสู้อย่างถึงที่สุดแน่นอน ขณะที่ทหารประจำการฝ่ายหลู่หลีแค่ต่อสู้ เมื่อเผชิญหน้ากับองครักษ์ค่ายเทียนจีที่มีขวัญกำลังใจ อาวุธยุทโธปกรณ์ และประสบการณ์การรบที่เหนือกว่า นอกจากชายฉกรรจ์จำนวนน้อยที่หวังจะสร้างผลงานแล้ว ทหารประจำการส่วนใหญ่ต่างมีความคิดอยากเอาตัวรอด หวังว่าสหายทหารจะบุกเข้าไปสังหารข้าศึก ขณะที่ตนเองเพียงแค่ไหลไปตามกระแสก็จะสามารถรอดพ้นจากการสู้รบได้
เนื่องจากมีคนที่คิดเช่นนี้มากเกินไป ทำให้เมื่อเผชิญหน้ากับองครักษ์ค่ายเทียนจีทหารประจำถิ่นจึงได้รับความสูญเสียอย่างหนัก
จางเจิ้นไห่นำหน่วยพลีชีพต่อสู้อย่างดุเดือดที่แนวหน้า ต้านทานการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าของข้าศึก แต่ก็ยังมีปลาที่หลุดตาข่ายอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนที่กล้าหาญและเฉลียวฉลาด พวกเขาปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน แล้วกระโดดลงด้านหลัง หวังจะแทรกซึมเข้าไปในหมู่บ้านโดยตรง หรือโจมตีองครักษ์ค่ายเทียนจีจากด้านหลัง
แต่พวกเขาก็จะถูกสังหารด้วยแหลนเพียงครั้งเดียว
ฉินเฟิงสวมชุดเกราะ ถือแหลน มุ่งความสนใจส่วนใหญ่ไปที่หลังคาบ้านทั้งสองด้าน เมื่อมีทหารศัตรูกระโดดลงมาฉินเฟิงก็จะพุ่งเข้าไป ใช้แหลนแทงอีกฝ่ายทะลุหัวใจ การเคลื่อนไหวสะอาดและรวดเร็ว ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
จางเจิ้นไห่แทงหอกใส่ทหารประจำถิ่นที่ไม่รู้ชะตากรรมตรงหน้าจนตาย ดึงหอกออกแล้วหันหลังตะโกน “ท่านโหวอยู่หรือไม่?!”
ประโยคนี้มีความหมายสองชั้น ทั้งภายในและภายนอก หนึ่งคือเพื่อยืนยันตำแหน่งของฉินเฟิง สองคือเพื่อยืนยันว่าฉินเฟิงยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
น่าเสียดายที่เสียงตะโกนและด่าทอในสนามรบดังเกินไป เสียงตะโกนของจางเจิ้นไห่เหมือนก้อนหินจมลงในทะเล ไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่น อย่าว่าแต่จะเกิดคลื่นใหญ่เลย
จางเจิ้นไห่จึงต้องมุ่งความสนใจไปที่การต่อสู้ตรงหน้า ภายใต้การคุ้มกันขององครักษ์ค่ายเทียนจี เขาแทงแหลนในมือไม่หยุด คอยสำรวจฝ่ายตรงข้าม ทันทีที่อีกฝ่ายมีช่องโหว่ แม้เล็กน้อยก็จะแทงเข้าไปอย่างแม่นยำ สังหารศัตรูได้ในอัตราเก้าในสิบครั้ง
หลังจากที่ล้มคนไปอีกสามคน จางเจิ้นไห่ก็ตะโกนอีกครั้ง “ท่านโหวอยู่หรือไม่?!”
ในที่สุดก็มีเสียงตอบกลับมาจากด้านหลัง เสียงคุ้นเคย แน่นอนว่าเป็นเสียงของฉินเฟิง
“หยุดตะโกนได้แล้ว ข้าไม่ตายหรอก!”
“เจ้าอย่าได้ตายก่อนข้าเชียว ไม่เช่นนั้นระวังข้าจะขุดสุสานบรรพบุรุษของเจ้า!”
เมื่อเผชิญกับคำสาปแช่งของฉินเฟิง จางเจิ้นไห่ก็หัวเราะลั่น “ฮ่า ๆๆ ท่านโหว แค่พวกทหาพวกนี้…”
ไม่ทันที่จางเจิ้นไห่จะพูดจบ เสียงด่าของฉินเฟิงก็ดังขึ้นมาอีกรอบ
“อย่ามัวแต่พูดมากไร้สาระ ตั้งใจต่อสู้เสีย หากถูกทหารประจำการฆ่าตาย ข้าที่ผู้ปกครองอำเภอเป่ยซีคงได้เสียหน้าแล้ว”
ฉินเฟิงไม่สนใจจางเจิ้นไห่แล้ว ตอนนี้มีทหารศัตรูอีกสองคนกระโดดลงมาจากหลังคา
ฉินเฟิงตาไวมือเร็ว ใช้แหลนแทงโดนหนึ่งคน แต่กลับไม่คาดคิดว่า คนผู้นี้จะดุดัน แม้อกจะถูกแหลนแทงทะลุแล้ว แต่เขากลับกัดฟันส่งเสียงคำราม ใช้แรงทั้งหมดดันร่างมาข้างหน้า ทำให้แหลนทั้งอันจมเข้าไปในร่างครึ่งหนึ่ง เมื่อระยะห่างลดลง ก็ฟันดาบใส่ศีรษะของฉินเฟิงอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่ฉินเฟิงตอบสนองไว ทิ้งแหลน หลบพ้นดาบ ศัตรูหมดแรงสิ้นใจ ฉินเฟิงเข้าไปดึงดาบออกมาจากพื้น ทหารอีกคนก็ตะโกนลั่น แล้วพุ่งเข้ามาหา ฉินเฟิงถอยหลังหลบการโจมตี แล้วหมุนตัวฟันดาบใส่ไหล่ของศัตรู
ฉัวะ!
พร้อมกับเสียงดังน่าขนลุก กระดูกไหปลาร้าของทหารศัตรูถูกฟันขาด แต่อีกฝ่ายกลับตาแดงก่ำ บ้าคลั่ง ไม่สนใจบาดแผลสาหัส แกว่งดาบฟันลงบนไหล่ของฉินเฟิง
เคร้ง!
เสียงดังกังวาน ประกายไฟกระเด็นกระจาย การฟันสุดแรงของอีกฝ่ายทำให้เกราะป้องกันไหล่ของฉินเฟิงถูกฟันจนเป็นรอย แต่โชคดีที่เกราะไหล่หนาพอจึงรับมือกับการฟันได้
ฉินเฟิงรีบถอยหลังสองก้าว หอบหายใจแรง ไม่กล้าลังเล ชักดาบออกมา เงยหน้ามองซ้ายขวา พอแน่ใจว่าไม่มีศัตรูแล้วก็เสียบดาบลงพื้น เหยียบศพ แล้วดึงแหลนออกมา
สถานการณ์เช่นนี้แหลนใช้งานได้ดีกว่าดาบ สมกับคำกล่าวที่ว่า ยิ่งยาวยิ่งแข็งแกร่ง
แต่ฉินเฟิงก็ได้เห็นแล้วว่า แม้แต่ในหมู่ทหารประจำการก็ไม่ขาดชายฉกรรจ์ผู้กล้าหาญที่หวังจะสร้างความดีความชอบ หากเมื่อครู่มีคนสามคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน ฉินเฟิงคงถูกตัดหัวขาดไปแล้ว
“หลิ่วหมิง! ยังเหลืออีกกี่คน!”
ฉินเฟิงกำแหลนแน่น ตะโกนถามเสียงดัง
กระทั่งแทงคนตายไปอีกสองคน หลิ่วหมิงจึงนำหน่วยอาวุธมืดที่ใช้ลูกธนูจนหมดแล้วเปลี่ยนเป็นกองทหารราบมาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังฉินเฟิง
“ท่านโหว ข้าไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดว่าเหลืออยู่เท่าไร แต่คาดว่าน่าจะมีประมาณแปดสิบถึงเก้าสิบคน”
ฉินเฟิงขมวดคิ้วแน่น เอ่ยเสียงทุ้มว่า “มีองครักษ์ค่ายเทียนจีอยู่เท่าไร”
หลิ่วหมิงส่ายหน้า “ข้าไม่เห็นศพขององครักษ์ค่ายเทียนจีเลย”
ฉินเฟิงถามต่อ “องครักษ์เสื้อแพรยังเหลืออยู่เท่าไร”
หลิ่วหมิงส่ายหน้าอีกครั้ง “จนถึงตอนนี้พบเพียงศพเดียว คาดว่ายังเหลืออีกยี่สิบเก้าคน”
หัวใจฉินเฟิงหนาวเหน็บ หลังการต่อสู้ครั้งนี้องครักษ์ของค่ายเทียนจีอาศัยทักษะการต่อสู้ที่น่าทึ่ง ยังไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และมีองครักษ์เสื้อแพรตายไปเพียงคนเดียว ฉินเฟิงจึงพอจะคาดเดาได้ว่า สุญเสียทหารเป่ยซีไปมากเพียงใด
อาจกล่าวได้ว่า ทหารเป่ยซีต้องแบกรับการต่อสู้ที่โหดร้ายที่สุด ใช้ร่างกายและเลือดเนื้อปกป้องพื้นที่อันตรายที่สุด
ตอนนี้ จากทหารเป่ยซีหนึ่งร้อยนายเหลือรอดเพียงยี่สิบกว่าคน สิ่งนี้ทำให้ฉินเฟิงเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดหัวใจ ทว่าการต่อสู้ก็เป็นเช่นนี้ ต้องมีผู้บาดเจ็บล้มตาย
ฉินเฟิงไม่มีเวลาลังเล รีบออกคำสั่ง “พวกเราต้องรักษาถนนในหมู่บ้านไว้ให้ได้ หากถูกบีบให้ถอยเข้าไปในพื้นที่โล่งกลางหมู่บ้าน ศัตรูจะโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง เกรงว่าพวกเราจะไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่ลมหายใจเดียว”
“หลิ่วหมิง เจ้าไปแทนที่จางเจิ้นไห่ เจ้านั่นคงจะหมดแรงแล้วแน่”
แม้หลิ่วหมิงจะไม่ใช่แม่ทัพ แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบนำหน่วยของตนออกไปแทนที่จางเจิ้นไห่
จางเจิ้นไห่ที่เมื่อครู่ยังต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ทันทีที่กลับมาถึงข้างกายฉินเฟิงก็แทบล้มพับหมดสติ
เขาหอบหายใจอย่างหนัก พูดติดขัด “แม้…แม้จะไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามสังหา ก็คงจะตายเพราะความเหนื่อยล้า…”
การทำสงครามเป็นการทดสอบพละกำลัง แม้แต่กรรมกรที่แข็งแรงที่สุด สามารถทำงานหนักได้ทั้งวันโดยไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย แต่เมื่อเข้าสู่สนามรบ ไม่ทันจะครบเวลาหนึ่งก้านธูปก็หมดแรงแล้ว