บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 93 ข้าชนะแล้ว
บทที่ 93 ข้าชนะแล้ว
ฉินเสี่ยวฝูที่กึ่งหลับกึ่งตื่น เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิงพลันมีสติขึ้นมา พลางเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนัก “นายน้อย มีคำพูดหนึ่ง ข้าน้อยไม่รู้ว่าสมควรพูดหรือไม่”
ฉินเฟิงยังคงสั่นขาของเขาต่อไป “มีอะไรจะพูดก็พูด อยากตดก็ปล่อย”
ฉินเสี่ยวฝูเกาหัว “นายน้อย ข้าน้อยอยากบอกว่า พระราชวังเป็นสถานที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าใครจะไปก็ได้ หากฝ่าบาทไม่เรียกเข้าเฝ้า ไม่ต้องพูดถึงขุนนางคนสำคัญในราชสำนัก แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็ห้ามให้เข้าไปหากไม่มีการอนุญาต นายน้อยพูดประหนึ่ง… ทำนายอนาคตได้…”
ฉินเฟิงคว้าถั่วลิสงจำนวนหนึ่งติดมือมา นอนเอนกายบนเก้าอี้อย่างสบาย ๆ ไม่ตอบอะไร แต่ถามกลับไปว่า “ไม่เชื่อหรือ? ไม่สู้เรามาเดิมพันกันเป็นอย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉินเสี่ยวฝูก็ส่ายหัวไปมาด้วยสีหน้าตกตะลึง “ข้าน้อยไม่มีเงินหรอกนะขอรับ”
ในฐานะผู้ดูแลใกล้ชิดฉินเฟิง ฉินเสี่ยวฝูเข้าใจนิสัยใจคอของนายน้อยเป็นอย่างดี ตราบใดที่เขาต้องการเดิมพัน เรื่องนี้ก็น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้มาก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือฉินเฟิงไม่เคยสู้ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
อีกอย่าง…
ฉินเฟิงเป็นนักพนันตัวยง สามารถเดิมพันเงินนับหมื่นตำลึงเงิน หรือหลายแสนตำลึงเงินได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ขุนนางระดับสูงในเมืองหลวงก็ยังถูกฉินเฟิงโกง ฉินเสี่ยวฝูเป็นคนรับใช้ตัวเล็ก ๆ เขาจะมีความกล้าเอาเงินทุนไปเดิมพันกับนายน้อยฉินได้อย่างไร
เมื่อเห็นท่าทางขี้ขลาดของฉินเสี่ยวฝู ฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาว่า “เจ้าไม่มีเงินเหรอ ไม่เอาน่า ตั้งแต่เจ้าอยู่กับข้ามา เจ้าก็หาเงินได้มากมาย ถ้าข้าเดาไม่ผิด ในกระเป๋าของเจ้าคงจะมีเงินอยู่สามพันตำลึงเงินกระมัง”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา ฉินเสี่ยวฝูเกือบตกใจจนสิ้นลมทันที
เขาคุกเข่าลงบนพื้นเสียงดังตึ้ง ชายหนุ่มก้มศีรษะติดพื้นด้วยความกลัวพลางคร่ำครวญไม่หยุด “นายน้อย ข้าน้อยสมควรตาย ต่อไปข้าน้อยไม่กล้าอีกแล้ว”
ฉินเสี่ยวฝูไม่มีความกล้าแม้แต่จะเอ่ยอธิบาย เหตุผลนั้นง่ายมาก ตอนนี้เขามีเงินติดตัวทั้งหมดสามพันห้าสิบตำลึงเงินน่ะสิ!
ฉินเฟิงสามารถประมาณการได้อย่างแม่นยำโดยไม่ได้ใช้การ ‘คาดเดา’ แต่เป็นเพราะเขาจับตามองฉินเสี่ยวฝูอยู่ตลอด ผลประโยชน์ที่ฉินเสี่ยวฝูหาเข้าตัวในช่วงนี้ ฉินเฟิงรู้ดีที่สุด
ฉินเฟิงโยนถั่วลิสงขึ้นไปกลางอากาศ และปล่อยให้มันตกลงมาในปากอย่างแม่นยำ พลางพูดเบา ๆ “ข้าไม่ตำหนิเจ้า เจ้ากังวลอะไร? เอาผลประโยชน์เข้าตัวไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่ต้องรู้อยู่ในใจว่า อะไรแตะได้ อะไรไม่ควรแตะ หากเจ้าเหยียบเส้นสีแดงของข้า ข้าจะไม่มีวันให้โอกาสเจ้า และจะเหยียบย่ำเจ้าจนตาย เข้าใจไหม!”
ฉินเสี่ยวฝูไม่กล้าลังเล พยักหน้าเหมือนคนโง่ “นายน้อยมีเมตตา ข้าน้อยนับถือนัก ความชื่นชมของข้าน้อยที่มีต่อท่านเหมือนกับแม่น้ำที่ไม่มีที่สิ้นสุด! นายน้อยไม่ต้องกังวล ผลประโยชน์ทั้งหมดของตระกูลฉินและของนายน้อย แม้ว่าข้าน้อยจะมีร้อยความกล้าก็ไม่อาจเข้าไปยุ่ง”
อยากให้ม้าวิ่ง ก็ต้องปล่อยให้มันกินหญ้า
ฉินเสี่ยวฝูเป็นคนรับใช้จึงไม่สะดวกที่จะให้เงินเดือนมากเกินไปนัก มิฉะนั้นคนรับใช้คนอื่น ๆ ในจวนฉินจะอิจฉาหรือไม่พอใจได้ ท้ายที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อความสามัคคีภายในของตระกูลฉิน
แต่ฉินเสี่ยวฝูเป็นคนสนิทของฉินเฟิง จะต้องได้ผลประโยชน์เพียงพอ ผลกำไรและความภักดีเชื่อมโยงกัน ดังนั้นฉินเฟิงจึงเมินเฉยต่อปัญหาเล็กน้อยของฉินเสี่ยวฝูเรื่องที่อีกฝ่ายรับเงินใต้โต๊ะมาโดยตลอด
“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องเล่นใหญ่ พนันห้าสิบตำลึงเงินเป็นอย่างไรเล่า?” ฉินเฟิงถามด้วยรอยยิ้ม
ก่อนที่ฉินเสี่ยวฝูจะตอบ ก็มีเสียงแผ่วเบาดังเข้ามา “ในเมื่อเจ้ามีความมั่นใจมากขนาดนี้ ข้าก็อยากจะลองดู”
ฉินเฟิงตัวสั่น หันซ้ายทีขวาที มองหาที่มาของเสียง ก็เห็นเพียงจิ่งเชียนอิ่งซึ่งปรากฏตัวที่เรือนเล็ก ๆ ของเขาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
เห็นได้ชัดว่าประตูเรือนถูกล็อกจากด้านใน แล้วนางเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร หรือว่าปีนข้ามกำแพง?
ฉินเฟิงตกใจมากจนลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วทำท่าทาง ‘เชื้อเชิญ’ ชายหนุ่มคลายปมคิ้วออก และพูดอย่างประจบสอพลอ “พี่หญิงสี่ ท่านทำให้คนตกใจแล้ว ต่อไปท่านจะเข้ามาก็ส่งเสียงบอกสักคำเถิด ไม่อย่างนั้นหัวใจดวงน้อยของข้าจะรับไม่ไหว”
จิ่งเชียนอิ่งเพิกเฉยต่อคำเยินยอของฉินเฟิง นางนั่งลงบนตั่งพลางมองฉินเฟิงขึ้นลง แล้วเอ่ยเสียงเบา “เงินห้าสิบตำลึงเงินน้อยเกินไป หากเจ้าต้องการเดิมพัน ก็เล่นให้ใหญ่ขึ้นหน่อย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของฉินเฟิงก็ส่องประกาย ชายหนุ่มพูดอย่างตื่นเต้นว่า “พี่หญิงสี่ ข้ามองไม่ออกเลยว่าท่านก็มีงานอดิเรกเช่นนี้ ได้! ท่านต้องการเดิมพันอะไร?”
จิ่งเชียนอิ่งถือขลุ่ยหยกในมือของนาง ยกมันขึ้นแล้ววางลงบนไหล่ของฉินเฟิง ฉินเฟิงตกใจมากจนเซ “ถ้าฝ่าบาทเรียกเจ้าไปเข้าเฝ้า ถือว่าเจ้าชนะ ต่อไปชูเฟิงจะคออยช่วยเหลือเจ้า หากเจ้าแพ้ รายได้หนึ่งในสิบของการขายน้ำตาลต้องแบ่งให้ข้า!”
ฉินเฟิงถอยหลังไปสองสามก้าว เว้นระยะห่างจากจิ่งเชียนอิ่ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกลัว “พี่หญิงสี่ ท่านเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ จะเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปทำไม อีกอย่าง อุตสาหกรรมน้ำตาลเป็นกิจการระหว่างข้ากับพี่หญิงรอง ข้าคนเดียวไม่สามารถตัดสินใจได้ ข้าไม่เดิมพันแล้ว”
ฉินเฟิงรู้สึกแปลก ๆ ในใจ จิ่งเชียนอิ่งเป็นคนในยุทธภพ แต่ไหนแต่ไรก็มองว่าเงินเป็นสิ่งสกปรกมาโดยตลอด ทำไมอยู่ ๆ ถึงสนใจในน้ำตาลทรายขาวขึ้นมา?
เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงขี้เหนียวมากขนาดนี้ จิ่งเชียนอิ่งก็ไม่รีบร้อน นางเพียงแค่ตีขลุ่ยหยกกับมือสองครั้ง แล้วเอ่ยคำขู่อย่างชัดเจนว่า “ไม่เดิมพันรึ ไม่เป็นไร จากนี้ไปชูเฟิงและเจ้าอย่าได้เกี่ยวข้องกันอีกเลย หากต่อไปเจ้าต้องการผู้คุ้มกันก็หาเอาเอง!”
“นอกจากนี้ ข้าจะปล่อยข่าวออกไปว่า ความปลอดภัยส่วนตัวของฉินเฟิงไม่เกี่ยวข้องกับข้าจิ่งเชียนอิ่ง!”
หลังจากพูดจบ จิ่งเชียนอิ่งก็ยืนขึ้น และเตรียมจะจากไปทันที
ฉินเฟิงทรุดตัวลงบนพื้นพร้อมกับกอดต้นขาของพี่หญิงสี่ไว้อย่างแน่นหนา พลางบีบน้ำตา “พี่หญิงสี่ท่านจะโหดร้ายเช่นนี้ไม่ได้นะ ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ หากไม่มียอดฝีมือปกป้องข้า ข้าก็จะไม่มีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันกินขนมไหว้พระจันทร์เป็นแน่ ท่านอย่าเพิ่งไป ข้าเดิมพันก็ได้ ๆ!”
จิ่งเชียนอิ่งรู้ว่าฉินเฟิงไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีนาง นางใช้ขลุ่ยหยกเขี่ยฉินเฟิงออกไปราวกับว่ารังเกียจเขามากนักหนา แล้วเอื้อมมือออกไปตบฝุ่นบนขาตน จากนั้นก็เอ่ยเบา ๆ “ทางฝั่งพี่หญิงรอง ข้าจะไปคุยกับนางเอง นับจากนี้แค่ส่งรายได้จากการขายน้ำตาลเข้าบัญชีของข้าทุกเดือนเป็นใช้ได้”
“อ๊า?” ฉินเฟิงดูสับสน “ยังไม่รู้ผลเลย ท่านรีบเกินไปแล้วหรือเปล่า?”
จิ่งเชียนอิ่งไม่อธิบาย นางแค่ยกมือจับขลุ่ยหยกไว้ด้านหลัง และพูดอย่างไม่รีบร้อน “ข้าชนะแล้ว”
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ คนรับใช้คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบแล้วตะโกนว่า “นายน้อย ฝ่าบาทเรียกเข้าเฝ้าขอรับ!”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ฉินเฟิงก็ดีใจมาก ตะโกนใส่จิ่งเชียนอิ่งที่กระโดดขึ้นไปบนกำแพงว่า “พี่หญิงท่านแพ้แล้ว ต่อไปชูเฟิงจะเป็นคนของข้า! อุตสาหกรรมน้ำตาลท่านก็ไม่มีหวังแล้ว ฮิฮิ ท่านอย่าตำหนิข้าเล่า ฮะฮ่าฮ่าฮ่า…”
“งั้นหรือ?” จิ่งเชียนอิ่งยกมุมปากขึ้น มองฉินเฟิงด้วยสายตา ‘ดูแลตัวเองให้ดี’ แล้วหายตัวไปจากกำแพง
ฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นสูง เอื้อมมือไปแตะที่หัวของฉินเสี่ยวฝูแล้วพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เจ้าเห็นไหม ว่าด้วยเรื่องการเดิมพัน ผู้ที่สามารถเอาชนะข้าได้ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ”
“อ๋า? นายน้อย คือว่า…”
แม้ว่าฉินเสี่ยวฝูไม่ได้อยากจะสาดน้ำเย็นใส่ฉินเฟิง แต่เมื่อพิจารณาว่าพระราชโองการเรียกเข้าเฝ้าของฮ่องเต้ได้มาถึงแล้ว ไม่ควรล่าช้า เขาก็เอ่ยเตือนด้วยเสียงต่ำว่า “ท่านลืมอะไรบางอย่างไปหรือไม่? คุณหนูรองไปรอต้อนรับพ่อค้าน้ำตาลอยู่นอกเมือง และเพื่อความปลอดภัยของคุณหนูรอง คุณหนูสี่จึงส่งชูเฟิงไปด้วยขอรับ”
“หืม?!”
รอยยิ้มของฉินเฟิงแข็งค้างบนใบหน้า จากความอับอายกลายเป็นความโกรธ แล้วตบหน้าผากฉินเสี่ยวฝูไปหนึ่งที “ทำไมเจ้าไม่บอกข้าแต่แรก!”