บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 969 หัวแข็งไม่อ่อนข้อ
บทที่ 969 หัวแข็งไม่อ่อนข้อ
เหล่าขุนนางไม่มีผู้ใดกล่าววาจา ทุกคนต่างรอคอยท่าทีของฮ่องเต้ต้าเหลียง
ฮ่องเต้ต้าเหลียงส่งสัญญาณเตือนเฉินเจิ้งหลายครั้งแล้วว่า อย่าได้ตั้งตนเป็นศัตรูกับฉินเฟิง แต่เฉินเจิ้งกลับดื้อดึงไม่สนใจ ฮ่องเต้ต้าเหลียงจึงไม่มีทางเลือก ได้แต่ตอบกลับอย่างเย็นชาว่า “เจิ้นรู้แล้ว”
ในฐานะขุนนางเก่าแก่เฉินเจิ้งจะไม่รู้ถึงพระทัยของฝ่าบาทได้อย่างไร?
คำว่า ‘เจิ้นรู้แล้ว’ นับเป็นท่าทีของฮ่องเต้ต้าเหลียงแล้ว ภายในท้องพระโรง ฮ่องเต้ต้าเหลียงจะไม่ทำให้เฉินเจิ้งลำบากใจ แต่หลังจากเลิกประชุมไปย่อมมีพระราชโองถึงเฉินเจิ้ง อย่างเบาคือลดขั้น หนักที่สุดก็คือปลดออกจากตำแหน่ง
เฉินเจิ้งรู้ดี หากตอนนี้ไม่พูดให้กระจ่าง เกรงว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเจิ้งสูดหายใจลึก เสียงอันทรงพลังกังวานไปทั่วท้องพระโรง
“กระหม่อมไม่ปฏิเสธว่าโหวฉินสร้างคุณูปการใหญ่ต่อบ้านเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่ใช่เพราะโหวฉินยืนอยู่แนวหน้า แคว้นต้าเหลียงเราย่อมต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในภายนอก ประชาชนต้องทุกข์ยาก คุณูปการของเขาจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์แน่นอน แต่ไม่ใช่ในปัจจุบัน”
“ตระกูลฉินได้รับความกรุณาจากต้าเหลียงมาหลายชั่วอายุคน สมควรวางตัวเป็นขุนนางที่ตรงฉิน จงรักภักดีต่อฝ่าบาท ไม่ใช่ขอแบ่งดินแดนเป็นของตน ทำตามอำเภอใจ หาไม่แล้วต่อไปจะควบคุมผู้คนได้อย่างไร? ข้าขอถาม แคว้นต้าเหลียงแท้จริงแล้วผู้ใดเป็นผู้ปกครองกันแน่ ราชวงศ์หลี่หรือตระกูลฉิน?”
ได้ฟังคำของเฉินเจิ้ง ฮ่องเต้ต้าเหลียงลุกพรวด ตวาดเสียงดัง “เฉินเจิ้ง เจ้าช่างบังอาจนัก!”
“คำพูดเยี่ยงกบฏ เจ้าก็กล้าเอ่ยออกมาได้หรือ?”
“แม้เจิ้นจะโปรดปรานเจ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะทำสิ่งใดตามใจชอบได้!”
เผชิญหน้ากับการตำหนิของฮ่องเต้ต้าเหลียง เฉินเจิ้งไม่เพียงแต่ไม่ยอมถอย กลับโต้แย้งหนักแน่น “กระหม่อมเพียงทุ่มเทชีวิตเพื่อบ้านเมืองและราชวงศ์หลี่ หากฉินเฟิงไม่กลับมาคำนับฮ่องเต้ต้าเหลียง กระหม่อมก็จะเป็นศัตรูกับฉินเฟิงต่อไปอีกวัน”
“วาจาเหล่านี้จำเป็นต้องมีคนเอ่ยออกมา เมื่อขุนนางทั้งหลายเกรงกลัวอิทธิพลของฉินเฟิง ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น กระหม่อมจะเป็นผู้กล้า กล่าวในสิ่งที่ขัดต่อทั้งราชสำนักเอง”
“ราชสำนักจำเป็นต้องส่งผู้คุมกองทัพไปยังแนวหน้า หากไม่ทำเช่นนั้น ก็ขาดเหตุผลในการออกศึก ไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้”
เฉินเจิ้งไม่ได้กำลังเสนอ แต่กำลังบีบบังคับฮ่องเต้ต้าเหลียงให้แยกตัวออกจากฉินเฟิง
ฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่เคยโกรธขนาดนี้มาก่อน เฉินเจิ้งเป็นผู้นำของกลุ่มขุนนางซื่อตรง แต่เขากลับมาขัดแย้งกับฮ่องเต้ต้าเหลียง ฮ่องเต้ต้าเหลียงทนไม่ไหวอีกต่อไป ออกคำสั่งเสียงหนัก “ทหาร พาตัวเฉินเจิ้งออกไปเดี๋ยวนี้!”
องครักษ์หลวงรีบวิ่งเข้ามา เฉินเจิ้งประสานมือคำนับ ท่าทีไม่ได้ต่ำต้อยหรือยโสเกินควร ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกไป
กระทั่งพ้นท้องพระโรง เฉินเจิ้งสะบัดแขนเสื้อ เหลือบมององครักษ์หลวงด้วยสายตาเย็นชา แล้วตวาดเสียงดุ “พวกเจ้าล้วนเป็นแขนขาของฝ่าบาท เหตุใดไม่รู้วิธีปกป้องเจ้านายตน? หรือว่าพวกเจ้ากลัวองครักษ์ค่ายเทียนจีจนหัวหดไปหมดแล้ว?!”
ได้ยินคำพูดนี้ องครักษ์หลวงก็รีบตอบกลับ น้ำเสียงทุ้มหนัก “ใต้เท้าเฉินสั่งสอนถูกต้องแล้ว หากวันนั้นมาถึงจริง พวกข้าจะต่อสู้กับองครักษ์ของค่ายเทียนจีจนเลือดหยดสุดท้ายแน่นอน ทว่าตอนนี้ พวกข้าเพียงรับคำสั่งจากฝ่าบาท ใต้เท้าเฉินกลับจวนไปพักผ่อนเถิด อย่าได้ทำให้ตนเองไม่สบายเพราะโมโหเลย”
เฉินเจิ้งไม่อยากพูดอะไรอีก สะบัดแขนเสื้อจากไป
ขณะนั้นเอง ขุนนางใหญ่สิบกว่าคนก็ทยอยเดิรออกจากท้องพระโรง ทั้งหมดล้วนเป็นขุนนางผู้ซื่อตรง พวกเขาต้องการแสดงออกด้วยการกระทำว่า พวกเขายืนหยัดเคียงข้างเฉินเจิ้ง หากฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่ยอมส่งผู้คุมกองทัพไปยังแนวหน้า พวกเขาก็จะไม่เข้าเฝ้าแล้ว แม้จะถูกลงโทษรุนแรง พวกเขาก็ไม่หวั่นเกรง
บรรยากาศภายในท้องพระโรงเคร่งเครียด ฮ่องเต้ต้าเหลียงประทับนั่งบนบัลลังก์มังกร สีหน้าเย็นชาอย่างยิ่ง
ภายในใจ เขาไม่ต้องการลงโทษเฉินเจิ้งและขุนนางซื่อตรงคนอื่น ๆ แต่พวกเขาหัวแข็งเกินไป กระทั่งทำลายสถานการณ์และผลประโยชน์ของบ้านเมือง เพื่อบีบบังคับให้ฉินเฟิงแสดงความรักภักดี ฮ่องเต้ต้าเหลียงติดอยู่ตรงกลาง เขาลำบากใจอย่างยิ่ง แต่หากจำเป็นต้องเสียสละฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาก็จำต้องเลือกเสียขุนนางผู้ซื่อตรงที่นำโดยเฉินเจิ้ง ไม่ใช่ฉินเฟิงและพลพรรคเถาหลิน
ตอนนี้ราชสำนักต้าเหลียงแบ่งออกเป็นสามกลุ่มอำนาจ ได้แก่ พลพรรคเถาหลิน พรรคสนับสนุนฮ่องเต้ และขุนนางผู้ซื่อตรง
พรรคสนับสนุนฮ่องเต้และพลพรรคเถาหลินร่วมมือกันเป็นแนวร่วม เหลือเพียงขุนนางผู้ซื่อตรงที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้าม หากเป็นเมื่อก่อน ฮ่องเต้ต้าเหลียงคงร่วมมือกับพลพรรคเถาหลิน กำจัดพวก ‘หัวแข็ง’ ไปแล้ว แต่คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ขุนนางกังฉินหรือพวกประจบสอพลอ แต่เป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อบ้านเมืองอย่างสุดหัวใจ ทำให้ฮ่องเต้ต้าเหลียงลำบากใจนัก
หลังเลิกประชุมขุนนาง ฮ่องเต้ต้าเหลียงครุ่นคิดอย่างหนัก และในที่สุดก็ตัดสินใจมอบปัญหายากนี้ให้พลพรรคเถาหลินจัดการ
แต่ตอนนี้ฉินเทียนหู่อยู่จงหยวน ฉินเฟิงก็อยู่ไกลถึงเป่ยตี๋ อีกทั้งบรรดาผู้นำของพลพรรคเถาหลินก็ปิดปากเงียบ ภายในเมืองหลวงจึงเหลือเพียงสตรีผู้เดียวที่มีสิทธิ์มีเสียง หากนางยินยอมตัดสินใจแทนฉินเฟิง ไม่ว่าการตัดสินใจจะถูกหรือผิด ฉินเฟิงก็ไม่อาจฉวยโอกาสก่อเรื่อง
คิดได้แบบนี้ ฮ่องเต้ต้าเหลียงจึงสั่งให้จางซิวเย่นำเรื่องของเฉินเจิ้งไปบอกกล่าวยังหมิ่งเยว่ไจ
ผลก็คือ พอจางซิวเย่เพิ่งออกจากหมิ่งเยว่ไจ เฉินเจิ้งก็บุกเข้ามาอย่างดุดัน ไม่รอให้บ่าวหน้าประตูวิ่งเข้าไปแจ้ง ก็บุกเข้ามาแล้ว
“หมิ่งเยว่ไจ ยังมีผู้ใดหายใจอยู่บ้างหรือไม่?” เฉินเจิ้งตะโกนเสียงดัง น้ำเสียงไม่เป็นมิตร เดินอาด ๆ ตรงไปยังห้องโถงใหญ่
ไม่นาน สตรีสามคนก็เดินออกมา คนที่เดินนำมาคือหลิ่วหงเหยียน ตามมาด้ว เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์และฉีหยางจวิ้นจู่
พอเห็นหลิ่วหงเหยียน เฉินเจิ้งสะบัดแขนเสื้อ แล้วแค่นเสียงเย็นชา “เออะ หมิ่งเยว่ไจมีแต่สตรีหรือไร?”
เผชิญหน้ากับเฉินเจิ้งที่มีท่าทีดุดัน หลิ่วหงเหยียนเพียงแย้มยิ้ม ก่อนจะผ่ายมือเชิญ ครั้นเฉินเจิ้งเชิดหน้าไม่ยอมนั่ง หลิ่วหงเหยียนก็ไม่ได้บังคับ เดินนำเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ไปนั่งลงยังตำแหน่งรองทางทิศเหนือ ฉีหยางจวิ้นจู่ก็เดินตามมานั่งลงข้าง ๆ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์
หลิ่วหงเหยียนส่งสัญญาณให้คนรับใช้ บ่าวรับใช้ด๋รีบวิ่งออกไป ครู่ต่อมาก็กลับมาพร้อมถาดชา
“ใต้เท้าเชิญดื่มชาขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวอย่างสุภาพพลางรินชาให้เฉินเจิ้ง
ทว่าเฉินเจิ้งกลับตวัดมือ ปัดถ้วยชาตกพื้นระเนระนาดพลางตวาดเสียงดัง “หยุดทำเช่นนี้!”
หลิ่วหงเหยียนกับเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ยังคงรักษาท่าที แต่ฉีหยางจวิ้นจู่ทนไม่ไหวแล้ว นางตวาดเสียงดัง “ท่านเส่าเป่าเฉิน ในฐานะแขก สตรีในบ้านต้อนรับท่าน นับว่าให้เกียรติมากพอแล้ว แต่ท่านกลับสร้างความยุ่งยากซ้ำแล้วซ้ำเล่า ช่างไม่รู้จักมารยาท!”
เผชิญหน้ากับคำตำหนิของฉีหยางจวิ้นจู่ เฉินเจิ้งตอบกลับไม่ไว้หน้า “ฉีหยางจวิ้นจู่ ที่นี่ท่านมีสิทธิ์อะไรมาออกหน้าเล่า?”
“องค์หญิงใหญ่ ฮองเฮา และองค์ชายเจ็ดร่วมมือกันทำชั่ว ก่อกบฏ ฝ่าบาทมีพระทัยเมตตา คำนึงถึงสายเลือดและความสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่ได้ลงโทษรุนแรง ท่านในฐานะบุตรีขององค์หญิงใหญ่ แท้จริงแล้วก็เป็นผู้มีความผิดติดตัว สมควรระมัดระวังคำพูดและการกระทำ!”
คำพูดนี้ทำให้ฉีหยางจวิ้นจู่พูดไม่ออก
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ ดึงแขนเสื้อของฉีหยางจวิ้นจู่เบา ๆ เป็นสัญญาณให้นางสงบสติอารมณ์ ฉีหยางจวิ้นจู่จึงได้แต่ข่มความโกรธ แล้วนั่งลง
เฉินเจิ้งไม่สนใจนาง เขาชำเลืองมองหลิ่วหงเหยียนที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่ทีไม่ใส่ใจ
เฉินเจิ้งกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “หลิ่วเอ๋อร์ มหาเสนาฉินไม่อยู่ โหวฉินก็ออกรบไกล เจ้าให้คำตอบที่แน่ชัดแก่ข้าเถิด บ้านนี้มีเพียงเจ้าที่มีสิทธิ์ตัดสินใจไม่ใช่หรือ”