บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 997 เตะเจ้าตายในทีเดียว
บทที่ 997 เตะเจ้าตายในทีเดียว
ชาวบ้านรอบ ๆ ตกตะลึง ครู่หนึ่งความหวาดกลัวก็ปรากฏบนใบหน้าของทุกคนแทนที่ความตกใจ
นับตั้งแต่ฉินเฟิงมาถึงเมืองฉางสุ่ย ชาวฉางสุ่ยไม่เพียงแต่ได้ยิน ‘ตำนาน’ มากมายเกี่ยวกับฉินเฟิง แม้แต่ชื่อเสียงของคนรอบข้างฉินเฟิงก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
ถ้าถามว่าหนิงหู่เป็นผู้ใด?
หากเป็นในอดีตชาวบ้านคงได้แต่ส่ายหน้าอย่างเซ่อซ่า ในใจดูถูกว่า คนชื่อหนิงหู่มีมากมายในใต้หล้า ผู้ใดจะรู้ว่าหมายถึงหนิงหู่คนไหน?
แต่ตอนนี้พอกล่าวถึง ‘หนิงหู่’ ชาวบ้านต่างหนาวเหน็บไปถึงกระดูกหลัง ฝ่ามือชุ่มเหงื่อ
ผู้ใดก็รู้ว่าหนิงหู่เป็นกำลังสำคัญรุ่นแรกของฉินเฟิง และเป็นคนสนิทที่สุดในบรรดาคนสนิทของฉินเฟิง ทุกครั้งที่ฉินเฟิงทำการใหญ่จะต้องมีเงาของหนิงหู่อยู่เคียงข้าง ไม่ต้องพูดถึงสถานะสูงส่งที่ไม่อาจโต้แย้ง ความกล้าหาญส่วนตัวของเขาพลิกโฉมความเข้าใจของชาวบ้านที่มีต่อคำว่ากล้าไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการติดตามฉินเฟิงบุกตะลุยแนวรบ หรือนำทัพองครักษ์ค่ายเทียนจีปกป้องภูเขาชิงอวี้อย่างสุดกำลัง ต้านทานการโจมตีของศัตรูนับหมื่น และประสบความสำเร็จ ถอนตัวออกมาได้
เพียงกล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็เพียงพอจะทำให้ชาวบ้านตกตะลึงแล้ว วีรกรรมของเขาราวกับเป็นเทพเจ้า
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าหนิงหู่เคยสังหารผู้คนมามากเพียงใด แต่กลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาทำให้ชาวบ้านรับรู้ได้ว่า ผู้ใดที่กล้าทำให้หนิงหู่โกรธ จะต้องตายอย่างไร้ที่ฝัง
ไม่ว่าจะเป็นคนตระกูลหวังหรือตระกูลโจวต่างก็หน้าซีดเผือด ขาสั่น ซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว
โจวต้าเซิงยิ่งหวาดกลัว เขาสั่นไปทั้งร่าง ยิ่งหนิงหู่ก้าวเข้ามาใกล้ โจวต้าเซิงก็อยากจะหาร่องเล็ก ๆ มุดหนีคมดาบน่าสะพรึงกลัวของหนิงหู่เสียงจริง ๆ
สายตตาเย็นชาของหนิงหู่จับจ้องโจวต้าเซิงที่หน้าซีดราวคนตาย แล้วเขาก็แค่นเสียงเย็นชา “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้โอ้อวดหรอกหรือ? ไยตอนนี้หดหัวเสียแล้วเล่า?”
“เจ้าบอกข้ามาสิ เจ้าเป็นใคร? เจ้าเอาความกล้าจากที่ใดถึงได้กล้ามาอาละวาดในเขตของโหวฉิน?!”
เขตของโหวฉิน?
โจวต้าเซิงอยากจะร้องไห้ ทว่าน้ำตาไม่กล้าไหล ที่นี่ไม่ใช่ฉางสุ่ยของพวกเขา ดินแดนของแคว้นเป่ยตี๋หรอกหรือ เมื่อไหร่กันที่กลายเป็นเขตของฉินเฟิง?
แต่พอคิดอีกที ทั้งฉางสุ่ยก็ถูกฉินเฟิงยึดครองไปแล้วจริง ๆ ตอนนี้ฉินเฟิงก็คือราชาจอมเผด็จการของฉางสุ่ย
โจวต้าเซิงก้าวถอยหลังติด ๆ กัน ไม่กล้าตอบโต้แม้แต่น้อย
หนิงหู่จ้องเขม็งด้วยความโกรธ ก่อนจะก้าวเข้าคว้าคอเสื้อของโจวต้าเซิง แล้วกระชากเข้ามาตรงหน้า
โจวต้าเซิงไม่ได้ตัวเล็ก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหนิงหู่ที่กำลังโกรธจัดก็ราวกับเป็นเด็ก ร่างของเขาอ่อนยปวกเปียก ทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรง เงยหน้ามองหนิงหู่ อ่อนแออย่างยิ่ง
น่าเสียดาย แววตาหนิงหู่ยังตงไร้ความเมตตา “พูดทุกคำที่เจ้าเคยพูดไปก่อนหน้านี้พูดออกมาให้ข้าฟังอีกทีสิ ถ้าขาดไปแม้แต่คำเดียว ข้าจะบิดหัวเจ้าทิ้งเสีย!”
หัวใจโจวต้าเซิงเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว เขาจะกล้าพูดซ้ำได้อย่างไร? ดูถูกฉินเฟิงต่อหน้าหนิงหู่ไม่เท่ากับว่าเขาเบื่อชีวิตแล้วหรือ?
เขาฝืนทำใจดีสู้เสือ อ้อนวอนขอความเมตตา “หนิงเชียนฮู่ ก่อนหน้านี้เป็นข้าน้อยที่ปากพล่อยอวดดี ขอเชียนฮู่ละเว้นสักครั้งเถิดขอรับ”
ดวงตาหนิงหู่ลุกเป็นไฟ “เพิ่งจะรู้จักขอความเมตตาตอนนี้หรือ? สายเกินไปแล้ว!”
หนิงหู่ง้างหมัดเตรียมจะอัดโจวต้าเซิงให้ตายคาที่ เตือนผู้คน แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
“หนิงเชียนฮู่ รอสักครู่!”
หนิงหู่ชะงักมือ พอหันมองก้เห็นหลิ่วหมิงเดินเข้ามา หนิงหู่กล่าวอย่างไม่พอใจ “หลิ่วหมิง เจ้าคงไม่ได้ใจอ่อนกระมัง เจ้าสุนัขนี่ดูถูกโหวฉิน จะให้ไว้ชีวิตมันหรือ?”
หลิ่วหมิงส่ายหน้า แล้วอธิบายว่า “หนิงเชียนฮู่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงอยากถามให้กระจ่างก่อนเท่านั้น ก่อนหน้านี้ข้าได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้ทำงานมานานจึงไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในเมืองนัก”
“ในฐานะหัวหน้าหน่วยอาวุธมืดองครักษ์เสื้อแพร การที่มีเหตุการณ์ใช้อำนาจในทางมิชอบและบิดเบือนกฎหมายเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาข้า นับเป็นความบกพร่องของข้า”
“รอให้ข้าสืบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน หนิงเชียนฮู่ค่อยลงมือก็ยังไม่สาย”
พอได้ยินแบบนี้ หนิงหู่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เขากระชากโจวต้าเซิงแล้วผลักไปตรงหน้าหลิ่วหมิง โจวต้าเซิงล้มถลาคุกเข่า
เมื่อครู่ตอนที่หนิงหู่กับหลิ่วหมิงสนทนากัน โจวต้าเซิงได้ยินชัดเจนแล้วว่า ชายที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คือ…หลิ่วหมิง!
แม้ว่าโจวต้าเซิงจะได้รับความไว้วางใจจากฉินเฟิง และมักจะเข้าออกศาลาว่าการอำเภออยู่บ่อยครั้ง แต่สำหรับคนอย่างหลิ่วหมิง เขาเพียงแค่ได้ยินชื่อบ่อย ๆ ไม่เคยพบตัวจริงมาก่อน
โจวต้าเซิงรู้เพียงว่า หลิ่วหมิงเป็นหัวหน้าหน่วยอาวุธมืดองครักษ์เสื้อแพร เป็นหัวหน้าสายสอดแนมข้างกายฉินเฟิง เป็นคนโหดเหี้ยมเด็ดขาด และเจ้าเล่ห์อย่างที่สุด
อย่าว่าแต่คนธรรมดา แม้แต่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า หากตกอยู่ในเงื้อมมือของหลิ่วหมิง ไม่เกินหนึ่งวันก็จะถูกทรมานจนร้องไห้คร่ำครวญหาบิดามารดา บอกทุกสิ่งที่รู้โดยไม่ปิดบังอำพราง
หากก่อนหน้านี้โจวต้าเซิงเหวาดกลัวหนิงหู่ ตอนนี้ที่เจอหลิ่วหมิง เขาสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เขาไม่เคยคิดฝันเลยว่ามือขวามือซ้ายของฉินเฟิงจะปรากฏตัวที่นี่ และได้ยินคำพูดอวดดีของเขาอย่างชัดเจน
โจวต้าเซิงรู้ดี วันนี้แม้แต่เทพเซียนก็ช่วยเขาไม่ได้แล้ว ตกอยู่ในมือของคนสองคนนี้ต่างกันก็แค่วิธีตาย
หลิ่วหมิงมองโจวต้าเซิง สายตาเย็นชา น้ำเสียงเย็นเยือกกล่าวตรงประเด็นไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย
“ข้าถาม เจ้าตอบ หากกล้าพูดจาหลบเลี่ยงโป้ปด ข้าจะไม่เสียเวลาพูดมาก จับเจ้าโยนเข้าคุกเสีย แน่นอนว่าองครักษ์เสื้อแพรจะเป็นผู้จัดการเจ้าต่อ”
“ผู้ใดบ้างที่รับผิดชอบการแจกจ่ายเสบียงให้แก่ราษฎร แล้วใช้อำนาจในทางมิชอบ ละเมิดกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตน?”
โจวต้าเซิงไม่กล้าลังเล ตัวสั่นเทา “ข้ารู้จักเพียงสามคน ล้วนเป็นพี่น้องตระกูลโจวของข้า ชื่อว่า โจวผิง โจวลู่ และโจวซานชิ่ง…”
โจวต้าเซิงรายงานชื่อทั้งสามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่หลิ่วหมิงไม่ได้รีบส่งคนไปจับกุมแต่อย่างใด
เดิมทีเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างตระกูล บางทีอาจเป็นได้ว่าโจวต้าเซิงลากคนอื่นมารับเคราะห์ด้วยก่อนตาย
ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายข้างกายฉินเฟิง หลิ่วหมิงย่อมไม่ปล่อยผู้ที่เป็นอันตรายต่อฉินเฟิงไปแม้แต่คนเดียว แต่ก็จะไม่ใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์คนใดเช่นกัน หลิ่วหมิงกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “คนสามนี้ทำงานอยู่ในหน่วยพลาธิการหรือ?”
โจวต้าเซิงพยักหน้าซ้ำ ๆ “หากท่านไม่เชื่อสามารถไปตรวจสอบได้ขอรับ”
หลิ่วหมิงถามต่อ “เจ้าบอกว่าคนสามนี้ฉ้อโกง มีหลักฐานหรือไม่?”
โจวต้าเซิงไม่ต้องคิด เขากล่าวว่า “ทุกครั้งที่แจกจ่ายเสบียงให้ชาวบ้านพวกเขาจะกักตุนไว้หนึ่งส่วน ขนกลับบ้านตัวเอง บ้างก็ขายเป็นเงิน บ้างก็เก็บสะสมไว้ส่วนตัว”
พอได้ยิน หลิ่วหมิงก็โบกมือเรียก ทหารที่ติดตามรีบวิ่งเข้ามา หลิ่วหมิงสั่งการอย่างระมัดระวังว่า “พาคนไปตรวจสอบบ้านของคนทั้งสามคน หากพบว่าพวกเขากักตุนเสบียงไว้จริงก็ตัดหัวพวกมันมาให้ข้า”
“จำไว้ให้ดี ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด อย่าได้ชี้ผิดเป็นถูก เห็นอาหารของชาวบ้านแล้วอ้างว่าเป็นเสบียงของพวกเรา”
“แล้วนอกเหนือจากผู้ต้องสงสัยทั้งสามคน ห้ามทำร้ายครอบครัวของพวกเขาเด็ดขาด”