บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1619: งานประกวดล่าเวหา
………………..
ตอนที่ 1619: งานประกวดล่าเวหา
“ตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆ?”
ทังเป่าเอ๋อร์สับสนเล็กน้อย “นี่เป็นขุมกำลังฝึกตนใดกัน?”
นางมาจากตระกูลทังโบราณ ไม่ใช่ผู้ฝึกตนในถิ่นทวีปกกพิสุทธิ์ จึงย่อมไม่ทราบว่าตระกูลเสวี่ยเป็นขุมกำลังราชันเซียนในทวีปนี้
ทังหลิงฉีประหลาดใจ “สหายเต๋าซู นี่เป็นสมบัติของจอมราชันอนันตรัตติกาลเลยนะ! เจ้า…เจ้าอยากส่งมันให้ตระกูลเสวี่ยจริง ๆ หรือ?”
ซูอี้พยักหน้ารับคำ
ยามกล่าวลาเสวี่ยหงเฟิงเมื่อไม่นานนี้ อีกฝ่ายเชื้อเชิญให้เขาเข้าร่วมงานเลี้ยง ณ ตระกูลเสวี่ยในอีกเดือนข้างหน้า
อันที่จริง การจะบอกให้ไปงานเลี้ยงนั้นก็แค่ไปเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้เสวี่ยหงเฟิงนั่นเอง
งานเลี้ยงเช่นนี้สำหรับซูอี้แล้ว ย่อมไม่ได้น่าสนใจ แต่ไม่ว่าเช่นไร เขาก็รับปากอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว และยามนี้แค่เตรียมของขวัญแสดงความยินดีให้ก็น่าจะเพียงพอ
ทังหลิงฉีมิอาจสะกดกลั้นความอิจฉาริษยาได้ “ตระกูลเสวี่ยช่างมีวาสนาจริง ๆ ถึงขนาดได้รับสมบัติโบราณจากสหายเต๋าซู”
ม้วนภาพที่จอมราชันอนันตรัตติกาลหลงเหลือในโลกหล้านั้นหาได้ยากยิ่ง หากนำไปประมูล กระทั่งมหาเซียนในโลกหล้าก็ยังน้ำลายหก!
กระทั่งผู้ก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ก็เกรงว่าคงตื่นเต้นขึ้นมาไม่ต่างกัน!
สิ่งที่ทำให้ยิ่งประหลาดใจก็คือ ซูอี้ยอมมอบม้วนภาพเช่นนี้ให้อย่างไม่คิดเสียดาย ความคิดและความกล้านี้เหนือความคาดหมายของเขาโดยแท้
ชายหนุ่มกล่าวขึ้นมาอีกว่า “ก็แค่ภาพอักษร ปราณที่อยู่ภายในนั้นแทบเหือดสิ้นแล้ว แม้จะมีค่าสูงส่งก็หามีความหมายมากไม่”
สมบัติชิ้นนี้เป็นฝีมือของเขาในอดีตชาติ ไฉนต้องสนใจมากความ?
ทว่าเมื่อวาจาเหล่านี้กระทบโสตทังหลิงฉี มันก็ทำให้เขาแย้มยิ้มอย่างขมขื่นออกมา จะยังพูดอันใดได้อีก?
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าตน เขาจะทุ่มทุกราคาที่จ่ายไหวเพื่อซื้อสมบัติชิ้นนี้มาโดยสิ้นลังเล!
หลังสงบใจได้ ทังหลิงฉีก็กล่าวอย่างจริงจัง “เรื่องนี้ ให้ตาเฒ่าผู้นี้จัดการเถิด”
ซูอี้ว่า “นอกจากนั้น ยามสหายเต๋าออกจากตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆ โปรดไปแวะที่หอตำราภูผาขจี ถ่ายทอดวาจาของข้าแก่ ‘ผู้นำ’ หอตำราภูผาขจีแทนข้าหน่อย”
ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา “ข้าจะไปถล่ม ‘สิบสองหอภูผาขจี’ ที่หอตำราภูผาขจีภายในสิบวัน”
สิบสองหอภูผาขจี!
เขตหวงห้ามอันดับหนึ่งของหอตำราภูผาขจี หวังเย่ในอดีตชาตินั้นผิดหวังไม่น้อยที่ไม่อาจบุกสู่สิบสองหอภูผาขจีเพื่อพิสูจน์เต๋าของตนได้
แม้ว่าในที่สุด เขาจะสามารถบรรลุสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เหนือชั้นเหนือสี่สิบเก้าทวีปแดนเซียน แต่ทุกครายามหวนนึกถึงเรื่องนี้ หัวใจของเขาก็ยังคงรวดร้าว!
เหตุผลไม่ใช่ใดอื่น เพราะยามเขายังเยาว์ เขาเคยรับปากคนผู้หนึ่งว่าจะถล่มสิบสองหอภูผาขจีในสักวัน หนึ่งดาบทะลวงให้หอตำราภูผาขจีลั่นระฆังแก่เขาสิบสองหน!
“หอตำราภูผาขจี?”
ทังหลิงฉีประหลาดใจเล็กน้อย
เขาย่อมรู้ว่าหอตำราภูผาขจีเป็นหนึ่งในสามสำนักขงจื่อที่มีขนาดใหญ่ในแดนเซียน มีรากฐานเก่าแก่โบราณ และก่อนยุคอวสานเซียน พวกเขาก็มี ‘ผู้นำ’ ซึ่งอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน!
ทว่าหลังจากยุคอวสานเซียนอันยาวนาน หอตำราภูผาขจีทุกวันนี้เสื่อมถอยลง มิได้ล้ำเลิศเช่นกาลก่อน และชื่อเสียงของมันทั่วทั้งแดนเซียนก็ด้อยกว่า ‘หอตำราสัตย์ซื่อยุติธรรม’ และ ‘หอตำรากระท่อมสน’ ไปไกลโข
ทั่วทั้งทวีปกกพิสุทธิ์นี้ มันอาจเรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังมหาเซียนสูงสุด ทว่าทั่วแดนเซียนสี่สิบเก้าทวีป มันยังคงเป็นขุมกำลังชั้นหนึ่ง ซึ่งด้อยกว่าขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างตระกูลทังโบราณของพวกเขามากนัก
แน่นอนว่าขุมกำลังมหาเซียนนั้นไม่อาจประมาทได้ มันแข็งแกร่งห่างชั้นเกินเทียบกับขุมกำลังราชันเซียน เพียงพอจะครองหนึ่งทวีปได้!
แม้ในใจจะงุนงงว่าชายหนุ่มจะไปทำอันใดที่หอตำราภูผาขจี ทังหลิงฉีก็มิถามเพิ่มเติม ตบอกรับปากตามนั้น
“ซ…ซู…”
ทันใดนั้น หญิงสาวก็พูดขึ้นตะกุกตะกัก ราวไม่รู้จะเรียกคนตรงหน้าเช่นไร
ซูอี้อดเสสรวลกล่าวมิได้ “แค่คำเรียกเอง เจ้าจะเรียกเช่นได้ก็ได้ จะว่าไป เจ้าอยากพูดอันใดหรือ?”
นางแย้มยิ้มอย่างอดมิได้ “ข้าอยากเชิญเจ้าไปร่วม ‘งานประกวดล่าเวหา’ ด้วยน่ะ แต่ไม่รู้เจ้าจะสนใจหรือไม่”
งานประกวดล่าเวหา!
ซูอี้เข้าใจทันใด ดวงตาเหม่อลอยเล็กน้อย “งานใหญ่นี่ยังคงมีอยู่ทุกวันนี้หรือ?”
ก่อนที่ยุคอวสานเซียนจะปรากฏขึ้นมา ศาลเซียนรวมศูนย์มีงานเลี้ยงลูกท้อ บนเขาปู้โจวมี ‘งานเลี้ยงราตรีจอมเซียน’ ตำหนักอนันตรัตติกาลมี ‘ชุมนุมเซียนปุจฉาสวรรค์’ และสำนักพุทธมี ‘ชุมนุมแท่นกล้วยไม้’…
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นงานใหญ่อันลือลั่นไปทั่วทั้งสี่สิบเก้าทวีปในแดนเซียน ทุกครั้งที่จัดขึ้นล้วนดึงความสนใจจากตัวตนวิถีเซียนทั่วโลกหล้า
ส่วน ‘งานประกวดล่าเวหา’ แห่งทวีปกลางนี้ แม้จะไม่ได้สูงส่งเท่ากับงานใหญ่เหล่านั้น มันก็ยังกล่าวได้ว่าเป็นงานชั้นหนึ่งในหัวใจของเหล่าราชันเซียน
ถึงยามนั้น ราชันเซียนผู้เลิศล้ำจากทั่วทั้งโลกหล้าจะมารวมตัวกันที่ ‘บรรพตมารล่าเวหา’ แห่งทวีปกลางเพื่อแข่งขันชิงวาสนา แย่งสมบัติ หารือมหาวิถีและโอกาสอัศจรรย์ต่าง ๆ
“ใช่แล้ว มันถูกจัดขึ้นทุกร้อยปี และในอีกครึ่งปี งานประกวดครั้งใหม่ก็จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง”
ทังเป่าเอ๋อร์กล่าวเสียงใส “และในงานประกวดล่าเวหาครั้งนี้ ตระกูลทังของข้าคือเจ้าภาพ เชื้อเชิญราชันเซียนสูงสุดในโลกหล้าเข้าร่วม ยิ่งใหญ่อลังการยิ่งกว่าคราใด”
ชายหนุ่มกล่าวพลางยิ้มขบขัน “ข้าเป็นเพียงเซียนขอบเขตจักรวาล ไร้คุณสมบัติเข้าร่วมชุมนุมเซียนเช่นนี้นะ”
“เอ่อ…”
หญิงสาวพลันชะงักไป ก่อนจะตบหน้าผากตนแล้วกล่าวขึ้นว่า “ข้าลืมเรื่องนี้ไปเลย”
ยามเห็นซูอี้ฆ่าฟันราชันเซียนจากลัทธิอัคคีเทพด้วยดาบของเขาก่อนหน้านี้ และยังเอาชนะราชันเซียนอย่างคนคลั่งดาบลงได้ นางจึงเผลอมองว่าซูอี้เป็นยอดฝีมือซึ่งบดขยี้ราชันเซียนได้
ทังหลิงฉีพลันกล่าวขึ้น “หากสหายเต๋าคิดเข้าร่วมก็มิใช่จะเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงระดับฝึกฝนไม่ถึงขอบเขตมหาเซียนก็มีโอกาสเข้าร่วมได้แล้ว”
“นอกจากนั้น หนนี้ตระกูลทังเรายังเป็นเจ้าภาพ มิต้องคัดกรองประเมินใด ๆ ข้าก็สามารถทำให้สหายเต๋าเข้าร่วมได้แล้ว!”
คู่เนตรงามของทังเป่าเอ๋อร์เรืองประกาย “ถูกต้อง!”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “ถึงยามนั้น ให้ขึ้นกับสถานการณ์เถิด”
ใช้ชีวิตในโลกหล้า หลายครั้งหลายคราที่ชีวิตมิเป็นดั่งตั้งใจ
และเขาก็ไม่ชอบการถูกผูกมัดด้วยเรื่องสารพันเสมอมา ทั้งยังมิสนใจนักว่าจะได้เข้าร่วม ‘งานประกวดล่าเวหา’ นี้หรือไม่
ทังหลิงฉีพลันกล่าวอย่างมีเลศนัย “สหายเต๋าคงจะยังมิทราบว่า งานประกวดล่าเวหาหนนี้แตกต่างจากในอดีต ตระกูลทังและขุมกำลังใหญ่บางแห่งร่วมมือกันสำรวจบรรพตมารล่าเวหาและพบโลกเร้นลับโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งสงสัยว่าจะอยู่รอดจากยุคสุดวิเวก!”
“ทว่าน่าเสียดายที่โลกเร้นลับใบนั้นปกคลุมด้วยอำนาจกฎเกณฑ์อันร้ายกาจยิ่ง จึงไม่มีผู้ใดเข้าไปภายในนั้นได้เลย”
“จากการคาดการณ์ของมหาเซียนทั้งหลายในตระกูลข้า ราวครึ่งปีจากนี้ ค่ายกลร้ายกาจผนึกโลกเร้นลับแห่งนั้นจะอ่อนกำลังลงเล็กน้อย เพียงพอให้ตัวตนระดับราชันเซียนมีโอกาสบุกเข้าไปได้”
“และนี่คือหนึ่งในจุดประสงค์การจัด ‘งานประกวดล่าเวหา’ ของเราในอีกครึ่งปี!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ประหลาดใจ “โลกเร้นลับนั้น แน่ใจหรือว่ารอดมาแต่ยุคสุดวิเวกรึ?”
ยุคสุดวิเวกนั้นเป็นยุคสมัยอันเก่าแก่ที่สุดในแดนเซียน เนิ่นนานจนเรียกได้ว่า ‘โบราณ’ ในความทรงจำของหวังเย่
ดังนั้น วัตถุใด ๆ ในแดนเซียนซึ่งเกี่ยวพันกับ ‘ยุคสุดวิเวก’ ต่างเรียกว่าวัตถุโบราณได้ทั้งสิ้น!
เช่น ‘เก้าอนุสรณ์สุดวิเวก’ ในตลาดมังกรดำก็คือแหล่งแสวงโอกาสจากยุคสุดวิเวก และมี ‘แดนลับสุดวิเวก’ อันบรรจุร่องรอยมหาวิถีโบราณ!
และยามนี้ โลกเร้นลับแห่งหนึ่งที่น่าสงสัยว่าจะรอดจากยุคสุดวิเวกมาปรากฏขึ้น ณ บรรพตมารล่าเวหา สิ่งนี้ย่อมดึงดูดความสนใจของเขา
ทังหลิงฉีกล่าวอย่างเคร่งขรึม “มิน่าผิดพลาดไปได้”
“เช่นนั้นหากมีเวลา ข้าจะไปแน่นอน” ซูอี้ว่า
การที่หวังเย่สามารถก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้นั้น ก็ไม่อาจแยกกับโอกาสบางอย่างที่เขาได้รับ ซึ่งเกี่ยวพันกับยุคสุดวิเวกเช่นกัน
และขอเพียงคิดถึงโลกเร้นลับที่อยู่มาเนิ่นนานตั้งแต่ยุคสุดวิเวก ผ่านพ้นหายนะอวสานเซียนมาจนถึงทุกวันนี้ มันย่อมไร้ความธรรมดา!
อีกฝ่ายกล่าว “ถึงยามนั้น หากสหายเต๋าซูเข้าร่วมงาน งานประกวดล่าเวหานี้ต้องน่าอัศจรรย์มากอย่างแน่นอน!”
หลังจากสนทนากันสักพัก สองอาหลานต่างบอกลาชายหนุ่ม แล้วออกเดินทางไปยังตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆ
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็ตั้งใจจะไปเดินเล่นที่แม่น้ำลั่วสักหน่อย
กาลก่อน เขาโอฬารยุทธ์ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม ‘สุดยอดเบญบรรพต’ ในแดนเซียนตั้งอยู่ ณ ต้นแม่น้ำลั่ว
กล่าวคือ เขาโอฬารยุทธ์คือต้นกำเนิดของแม่น้ำลั่ว
ดังนั้นเขาโอฬารยุทธ์จึงมีความหมายพิเศษสำหรับซูอี้
เพราะที่แห่งนั้นคือแดนพำนักของหวังเย่ เดิมทีเป็นบรรพตเซียนชั้นหนึ่งในแดนเซียน และเขายังเคยสร้าง ‘แท่นผนึกธรรม’ อันถูกขนานนามเป็นศาลสวรรค์น้อย!
ก่อน ‘ศึกอนันตรัตติกาล’ จะบังเกิดขึ้น หวังเย่เคยทิ้งดาบ ‘โพ้นทะเล’ ไว้ ณ แท่นผนึกธรรมบนยอดเขาโอฬารยุทธ์!
ทว่าจากข้อมูลที่ชีฝูเฟิงสืบมาได้ เขาโอฬารยุทธ์ได้หายสาบสูญไปนับแต่ยุคอวสานเซียน ไม่ทิ้งกระทั่งร่องรอยใด ๆ เอาไว้
ตลอดกาลนานมา ขุมกำลังยักษ์ใหญ่มากมายออกสำรวจ ทว่าท้ายที่สุดพวกเขาล้วนคว้าน้ำเหลว
การอันตรธานของเขาโอฬารยุทธ์ย่อมกลายเป็น ‘ปริศนาอันมิอาจแก้’ ที่ทุกผู้ในแดนเซียนล่วงรู้ทั่วกันจนถึงทุกวันนี้
สิ่งนี้ย่อมทำให้เขางุนงง จู่ ๆ เขาโอฬารยุทธ์จะหายวับไปโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยได้เช่นไร?
เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำซ่อนอยู่!
และยามนี้ เขาก็ตั้งใจไปดูด้วยตนเอง
ก่อนจากจร ซูอี้มายังแท่นศิลาหน้าหุบผาปุจฉาสวรรค์ และกล่าวเบา ๆ ว่า “คางคกน้อย ภายหน้าข้าจะมาใหม่นะ”
กล่าวจบ เขาก็จากไป
การเดินทางสู่เขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วในหนนี้ทำให้เขากระจ่างแจ้งว่าคนร้ายผู้ทำลายตำหนักอนันตรัตติกาลนั้นเกี่ยวพันกับจักรพรรดิมารเผ่ามารไร้ลักษณ์ลี่ฉางเซิง และยังไม่อาจแยกได้จากขุมกำลังเซียนอย่างลัทธิอัคคีเทพและลัทธิกำเนิดเอกภพอีกด้วย
เมื่อถึงกาล เขาจะทำให้คนเหล่านั้นต้องชดใช้ด้วยเลือด และสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ ณ ซากนี้อย่างแน่นอน!
“อ๊บ”
เสียงร้องสะเทือนเสียดสวรรค์ พร้อมกันนั้น รัศมีเซียนสายหนึ่งก็พุ่งออกจากแท่นศิลา แปรเปลี่ยนเป็นคางคกสีขาวปลอดดุจหิมะ
มันมองร่างของซูอี้ค่อย ๆ เคลื่อนหายลับไป ก่อนจะแปรเป็นลำแสงหายเข้าไปในแท่นศิลาอีกครั้ง
“ท่านอา ท่านว่าที่มาของพี่ชายน้อยผู้นั้นลึกล้ำเกินไปหรือไม่เจ้าคะ?”
บนเรือสมบัติอันมุ่งหน้าสู่ตระกูลเสวี่ยแห่งหุบเขานภาเมฆ ทังเป่าเอ๋อร์อดถามขึ้นมิได้ “ข้าโตมาป่านนี้ ได้อ่านตำราโบราณมาก็มากมายเกินนับ ฟังเรื่องเล่าตำนานจากปากเหล่าผู้อาวุโสหลายต่อหลายเรื่อง ทว่าก็มิเคยพบพานผู้เลิศล้ำเช่นพี่ชายน้อยสักคน!”
ทังหลิงฉียิ้มขมขื่น “ข้าหรือจะไม่รู้?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็โบกมือกล่าว “อย่าพูดเรื่องนี้กันเลย ยามนี้เราจัดการเรื่องที่สหายเต๋าซูฝากฝังมากันก่อนดีกว่า และต้องทำให้ลุล่วงงดงามด้วย! จะได้สมกับบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตเรา”
หญิงสาวพยักหน้ารับคำ “ต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
ทังหลิงฉีครุ่นคิด “ข้าสงสัยแท้ว่าขุมกำลังราชันเซียนอย่างตระกูลเสวี่ยได้รับวาสนาจากสหายเต๋าซูเช่นนี้ได้เยี่ยงไร ครานี้เราจะไปดูกัน”
ทังเป่าเอ๋อร์แย้มยิ้มกล่าว “เราก็เป็นผู้แทนตระกูลทัง มอบของขวัญแสดงความยินดีกับพวกเขาเลยสิเจ้าคะ ผู้คนจะให้เกียรติมากมายก็มิแปลก”
ผู้เป็นอาหัวเราะออกมา “นั่นแหละสิ่งที่ข้าต้องการ”
พวกเขาหารู้ไม่ว่า เหตุผลที่ซูอี้มอบของขวัญนี้หาเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลเสวี่ยไม่ แต่เป็นการมอบหน้าตาแก่เสวี่ยหงเฟิง ช่วย ‘ลูกนอกคอก’ ผู้ไม่อยู่ในสายตาคนในตระกูลให้ได้รับที่พึ่งพิงล้วน ๆ
………………..