บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1632: แย่งคน
ตอนที่ 1632: แย่งคน
………………..
ตอนที่ 1632: แย่งคน
เสียงระฆังดังกังวานท่ามกลางรัตติกาลอันเงียบงัน ส่งอำนาจสะเทือนถึงหัวใจผู้คน
“วันนี้มีผู้ผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้หรือ?”
ชายชราผู้หนึ่งจากหอตำราภูผาขจีอดถามมิได้
หลายคนเองก็งุนงง
“สหายเต๋าซู!”
เมิ่งซินกวนพลันกล่าวขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ผู้อาวุโสทุกท่าน นี่ต้องเป็นสหายเต๋าซู ซูอี้ที่ผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้แน่นอนขอรับ”
ซูอี้?
ทันใดนั้น เหล่าผู้ทรงอำนาจในหอตำราภูผาขจีก็จำได้ขึ้นมา ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน ทังหลิงฉี ผู้อาวุโสแห่งตระกูลทังโบราณและทังเป่าเอ๋อร์ บุตรีของเจ้าตระกูลได้มาเยือนด้วยตนเอง และกล่าวว่าชายหนุ่มผู้มีนามว่าซูอี้จะมาเข้ารับการทดสอบ ณ สิบสองหอภูผาขจี
“ทว่าศิษย์ไม่คาดคิดเลยว่าสหายเต๋าซูจะใช้เวลาทั้งหมดเพียงชั่วยามเศษเท่านั้น…”
เมิ่งซินกวนพึมพำด้วยความตกตะลึง
เหล่าผู้ทรงอำนาจจากหอตำราภูผาขจีต่างตกตะลึงในใจ
แค่ชั่วยามเศษก็ผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้แล้ว?
นี่มันปาฏิหาริย์โดยแท้!
นับแต่โบราณกาล ตัวตนผู้ไร้เทียมทานทั้งหกสิบสามคนซึ่งผ่านด่านทั้งสิบสองของหอภูผาขจีนั้น ใช้เวลาขั้นต่ำสุดสามวัน!
และผู้ที่อยู่นานที่สุดก็ใช้เวลาเป็นสิบวัน!
เหง่งหง่าง!
เสียงระฆังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนทั่วทั้งนภาราตรี
“ระฆังดังสิบสองหน นี่คือลางอันปรากฏยามผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้จริง ๆ!”
บางผู้ตกตะลึง
ทว่านั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด
หลังจากนั้น เสียงระฆังก็ดังวนเวียนซ้ำอีกสิบสองหน!
ทันใดนั้น เหล่าผู้ทรงอำนาจจากหอตำราภูผาขจีล้วนตะลึง เผยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ระฆังดังยี่สิบสี่หน?”
“เคยเกิดเรื่องประมาณนี้ขึ้นหรือไม่?”
“ไม่เลย!”
ทั่วทิศเกิดเสียงเซ็งแซ่ จนมิอาจสงบลงได้
เนี่ยเวยรุ่ยและเหล่ายอดฝีมือจากหอตำรากระท่อมสนเองก็มองหน้ากันอย่างประหลาดใจ
ใครเล่าจะไม่เห็นว่านอกจากจะมีผู้ผ่านการทดสอบจากสิบสองหอภูผาขจีในวันนี้ได้แล้ว เขายังดูจะสร้างปาฏิหาริย์ทำให้ระฆังลั่นยี่สิบสี่หน?
ชายวัยกลางคนชุดขาวกล่าวเย้า “พวกเจ้าว่าผู้ผ่านสิบสองหอภูผาขจีนี้จะให้เจ้าหนุ่มที่เราพบในศาลาสัญจรวันนี้หรือไม่?”
ว่าแล้วเขาก็หัวเราะ
คนอื่น ๆ หัวเราะไปกับเขา
มีเพียงเนี่ยเวยรุ่ยผู้กล่าวเสียงเย็น “เรื่องนี้หาได้น่าขันไม่”
“ไปดูที่เขาภูผาเขียวกัน!”
ผู้ทรงอำนาจบางคนจากหอตำราภูผาขจีอดรนทนมิได้ และทะยานสู่ยอดเขาภูผาขจีทันใด
เมิ่งซินกวนติดตามไปอย่างรีบร้อน
“เราจะไปดูหน่อย”
เนี่ยเวยรุ่ยกล่าวขณะทะยานจาก
นับแต่สิ้นยุคอวสานเซียน หอตำราภูผาขจีซึ่งเดิมเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘สำนักขงจื่ออันดับหนึ่งในโลกหล้า’ ตกต่ำลงมาก แม้แต่อำนาจก็เสียสูญ
จวบจนยามนี้ พวกเขาก็อ่อนแอกว่าหอตำรากระท่อมสนจนเกินจะเทียบติด
ปัจจุบัน สิ่งที่หอตำรากระท่อมสนอยากทำที่สุดคือกลายเป็นผู้นำสำนักขงจื่อในโลกหล้าแทนที่หอตำราภูผาขจี
ด้วยเหตุนี้ หากมีผู้ร้ายกาจท้าทายสวรรค์ปรากฏขึ้นในหอตำราภูผาขจี มันก็จะมิต่างกับภัยคุกคามต่อหอตำรากระท่อมสน!
ควรค่าจดจำว่าตลอดกาลนานมา ผู้ผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้นั้นมีเพียงหกสิบสามคน
และคนทั้งหกสิบสามนั้นต่างเจิดจรัสบนวิถีในกาลต่อมา พวกเขาส่วนใหญ่ก้าวสู่ขอบเขตมหาเซียนกันหมดแล้ว และยังมีหลายคนที่ไปถึงจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนอีกด้วย!
ปัจจุบัน เมื่อตัวตนผู้ผ่านการทดสอบจากสิบสองหอภูผาขจีปรากฏขึ้น ทั้งยังทำให้เกิดเสียงระฆังลั่นยี่สิบสี่หน มันจึงเป็นการพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าพลังของคนผู้นั้นร้ายกาจเพียงไร
สิ่งนี้ทำให้เนี่ยเวยรุ่ยไม่อาจสงบใจ และอยากประจักษ์แก่ตาตัวเอง
……
ณ ยอดเขาภูผาขจี
“ไม่คิดเลยว่าหลังจากผ่านสิบสองหอภูผาขจีมาได้ การฝึกฝนของข้าจะมาถึงขอบเขตจักรวาลขั้นสมบูรณ์ ขาดเพียงโอกาสพิสูจน์เต๋าสู่ขอบเขตสุญตาเท่านั้น!”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูอี้
ครั้งนี้ เขาได้รับวาสนาอันแปลกประหลาดและหายากมามากมาย
เช่น ‘พลังเวียนกำเนิด’ เพื่อขัดเกลาศักยภาพ ‘ปราณมหาวิถีตระการเที่ยง’ ซึ่งใช้บำรุงพลังปราณ ‘พลังสำเร็จคุณธรรมปฐมสวรรค์’ อันมีคุณประโยชน์ประเสริฐล้ำในการขัดเกลาความคิดจิตใจ และ ‘พิรุณมงคลปฐมสวรรค์’ ‘ปราณมารดาหมื่นแปร’ กับ ‘พลังจิตเคลื่อนจักรวาล’ มาบำรุงจิตเซียน จิตสังขารและจิตวิญญาณตามลำดับ!
ผลประโยชน์อันเกิดแก่ซูอี้ทั้งหมดนี้ไม่ได้พัฒนาเพียงแค่การฝึกฝนของเขา แต่ยังขัดเกลาศักยภาพ ความคิดจิตใจและวิญญาณของเขาสู่ขีดจำกัดใหม่อีกด้วย!
นี่คือผลประโยชน์สูงสุดที่เขาได้จากการทดสอบนี้
ทว่า ก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้สำรวจการเปลี่ยนแปลงในร่างเขา สัตว์ประหลาดเฒ่ากลุ่มหนึ่งก็ล่องนภาเข้ามาหา
“ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้คือมหาเซียน ‘จ้าวอวิ๋นเฟิง’ แห่งหอตำราภูผาขจี ขอบังอาจถามชื่อเสียงเรียงนามและที่มาของสหายน้อยได้หรือไม่?”
ชายชราคนแรกซึ่งสวมอาภรณ์ผ้าลินินเป็นฝ่ายก้าวออกมาคำนับก่อน
สัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่น ๆ ต่างก็มีรอยยิ้มบนใบหน้า ต่างผู้ล้วนก้าวออกมาคารวะ มองซูอี้ด้วยแววตารุ่มร้อน
“นามของข้าคือซูอี้ ไร้สังกัดสำนัก เป็นผู้ฝึกตนเร่ร่อน”
ซูอี้ขานนามตนก่อน แล้วจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ก่อนหน้านี้ยามข้าผ่านสิบสองหอภูผาขจี พวกเจ้าเร้นกายมองอยู่ใช่หรือไม่?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าต่างตกตะลึง อดรู้สึกละอายเล็กน้อยมิได้
ทว่าพวกเขาต่างก็เป็นผู้เฒ่าซึ่งมีชีวิตเกินนับปี ย่อมไร้ผู้ใดขัดเขินกับเรื่องนี้
จ้าวอวิ๋นเฟิงซึ่งเป็นผู้นำกล่าวยิ้ม ๆ “สหายน้อยมีสายตาเฉียบแหลมนัก! ควรค่าจะเป็นผู้เลิศล้ำคนแรกที่ผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้รับแต่ยุคอวสานเซียน!”
มีผู้กล่าวเสริม “ไม่เพียงเป็นผู้เลิศล้ำในโลกหล้าเท่านั้น อย่างสหายน้อยซูจะเรียกว่ามีเอกลักษณ์ ไร้ผู้เทียมทานในโลกหล้าก็ยังได้! เป็นที่แน่นอนว่ามิอาจพานพบในอดีตกาล และในภายหน้าก็มิอาจคาดหวังได้เผชิญ!”
“ถูกต้อง ผู้ที่ผ่านสิบสองบททดสอบ สร้างสถิติอันไม่เคยบังเกิดติดต่อกันอย่างสหายเต๋าซูนั้นดูราวกับปราชญ์สวรรค์สร้าง หนึ่งเดียวตลอดกาลนาน มิอาจหาผู้เทียบเทียม!”
“ยอดเยี่ยมจริงแท้!”
…เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ ฉวยทุกโอกาสชื่นชมเยินยอซูอี้ ความนิยมชมชอบพุ่งสูง
หากเปลี่ยนเป็นเซียนขอบเขตจักรวาลอื่นใด มาถูกกลุ่มสัตว์ประหลาดเฒ่าเยินยอเช่นนี้ เกรงว่าคงหูอื้อตาลายด้วยความเคอะเขินไปแล้ว
น่าเสียดายที่ชายหนุ่มแตกต่างจากเซียนขอบเขตจักรวาลอื่น ๆ
ในอดีตชาติ เขายืนอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ดื่มด่ำสารพัดเกียรติศักดิ์ มีหรือจะสนใจเรื่องพรรค์นี้?
เขาทำเพียงยิ้มและกล่าวว่า “ผิดแล้ว ที่ข้าผ่านบททดสอบที่นี่ได้ในครานี้ ต้องขอบคุณความใส่ใจของพวกท่านต่างหาก”
เมื่อเห็นว่าเขาสุขุมเยือกเย็น มิโอหัง เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าก็ยิ่งชอบใจ
ทันใดนั้น สัตว์ประหลาดเฒ่าผู้หนึ่งก็อดกล่าวขึ้นมิได้ว่า “ที่ข้ามารอที่นี่ ประการแรกคือเพื่อแสดงความยินดีกับสหายน้อยซูที่ผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้ และประการที่สองคือมาเชิญผู้มากฝีมือ หากสหายน้อยเต็มใจ เจ้าจะอยู่ฝึกฝนในหอตำราภูผาขจีของข้าก็ได้ ตาเฒ่าผู้นี้รับปากว่าหอตำราภูผาขจีของเราจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อสนองความต้องการในการฝึกฝนของสหายน้อยแน่นอน!”
“ถูกต้อง! เป็นเช่นนั้น!”
สัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่น ๆ ต่างเสนอเงื่อนไขอันเย้ายวนออกมาพร้อมกัน ขอเพียงเขาตอบตกลง หอตำราภูผาขจีก็เต็มใจทุ่มเทสรรพสิ่งเพื่อชายหนุ่ม
เมื่อผู้ทรงอำนาจจากหอตำราภูผาขจีพากันมาพร้อมกับเมิ่งซินกวน พวกเขาก็อดตะลึงยามเห็นภาพเช่นนี้มิได้
สัตว์ประหลาดเฒ่าผู้มิปรากฏตัวมานานต่างถูกปลุกขึ้นและเร่งรี่มากันก่อนแล้ว
และจากสถานการณ์ ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนพร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อให้ชายหนุ่มผู้นี้เข้าร่วมกับหอตำรา!
แน่นอนว่า ทุกผู้ล้วนเข้าใจแล้วว่ามันคุ้มค่า!
เพราะถึงอย่างไร นี่ก็เป็นชายหนุ่มคนแรกที่สามารถผ่านด่านทดสอบสิบสองหอภูผาขจีได้นับแต่ยุคอวสานเซียน และยังเป็นตัวตนท้าทายสวรรค์คนแรกที่ลั่นระฆังได้ถึงยี่สิบสี่หนยามผ่านบททดสอบ!
ทว่าก่อนซูอี้จะทันได้พูด เสียงอื้ออึงก็ดังมาจากไกล ๆ เสียก่อน
“เป็นเจ้าเด็กนั่นหรอกหรือ?”
“เป็นเขาจริง ๆ ด้วย!”
“มิคิดเลยว่าเราล้วนมองข้ามเขาไปเมื่อกาลก่อน”
…เนี่ยเวยรุ่ยและยอดฝีมือจากหอตำรากระท่อมสนต่างมาถึง และเมื่อพบซูอี้ พวกเขาก็จำได้ทันทีว่านี่คือชายหนุ่มผู้ปรากฏ ณ ศาลาสัญจรเมื่อก่อนหน้านี้
ยังจำได้ว่า ณ ขณะนั้น ชายหนุ่มผู้นี้เคยกล่าวว่าเขามายังหอตำราภูผาขจีในครานี้เพื่อบุกสิบสองหอภูผาขจี ทว่าพวกเขาต่างคิดว่าอีกฝ่ายไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ จึงหาได้สนใจไม่
ทว่ายามนี้ พวกเขาตระหนักแล้วว่าตนคิดผิดเพียงใด!
กระทั่งเนี่ยเวยรุ่ยยังรู้สึกประหลาดใจ ใบหน้างดงามราวกับหยกของนางฉายแววอึดอัดเล็กน้อย
เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในศาลา นางไม่ได้สังเกตซูอี้อย่างจริงจัง และมองว่าอีกฝ่ายเป็นอากาศธาตุมาตลอด
ทันใดนั้น เนี่ยเวยรุ่ยก็สงบสติแล้วก้าวออกมา “หากสหายน้อยเต็มใจเข้าร่วมหอตำรากระท่อมสนของข้า ข้ารับปากได้ว่าตำแหน่ง ‘บุตรสวรรค์’ จะเป็นของสหายเต๋า!”
เหล่าผู้ฟังล้วนเงียบวจี เสียงอื้ออึงหายไปในบัดดล
สีหน้าของทุกผู้ในหอตำราภูผาขจีถมึงทึง ไม่คาดเลยว่าเนี่ยเวยรุ่ยจะมาแย่งคนถึงในถิ่นของพวกเขา!
ทว่าหญิงสาวกลับหาสนใจไม่ คู่เนตรงามจับจ้องไปทางซูอี้ และกล่าวต่อ “นอกจากนั้น ข้ายังประกันได้ว่าสิบหกตัวตนบรรพกาลขอบเขตมหาเซียนในหอตำรากระท่อมสนของเราจะชี้นำสหายน้อยฝึกฝนอย่างตั้งใจ ทุกคัมภีร์ มรดก และทรัพยากรฝึกฝนในหอตำรากระท่อมสนจะเปิดให้กับสหายน้อยอย่างไร้จำกัด!”
เหล่าผู้ฟังล้วนอื้ออึง
จ้าวอวิ๋นเฟิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา “มาแย่งคนต่อหน้าพวกข้า หอตำรากระท่อมสนของพวกเจ้าไม่หยามกันมากไปหน่อยหรือ?”
บรรยากาศพลันตึงเครียดกรุ่นจิตสังหาร!
ชายวัยกลางคนชุดขาวทางฝั่งหอตำรากระท่อมสนแย้มยิ้มกล่าวขึ้นว่า “ผู้อาวุโส ใครเล่าในโลกเซียนปัจจุบันจะยังมิประจักษ์ว่าหอตำรากระท่อมสนของข้าดูจะเป็นขุมกำลังขงจื่ออันดับหนึ่งแล้ว? ผู้เลิศล้ำเช่นสหายน้อยผู้นี้ มีเพียงหอตำรากระท่อมสนของเราเท่านั้นที่สามารถดูแลได้!”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “หากสหายน้อยผู้นี้อยู่กับหอตำราภูผาขจีของพวกเจ้า เกรงว่าคงมิต่างจากมุกงามจมฝุ่น ถ่วงเวลาอนาคตของสหายน้อยผู้นี้เสียเปล่า!”
วาจานั้นหามีความเกรงใจไม่
ทุกผู้ทางฝั่งหอตำราภูผาขจีล้วนมีใบหน้าดำคล้ำอย่างโกรธเคือง
เนี่ยเวยรุ่ยกล่าวขึ้นอีกครั้ง “สิ่งใดที่หอตำราภูผาขจีของพวกเจ้ารับปากจะให้ หอตำรากระท่อมสนของเราก็ให้ได้เช่นกัน ส่วนสิ่งที่พวกเจ้ามิอาจให้ ข้าก็ยังให้ได้ สรุปคือ ขอเพียงสหายน้อยตกลงเข้าร่วมหอตำรากระท่อมสน เขาจะทำเช่นไรก็ย่อมได้!”
วาจานั้นเย็นเยียบสนั่นชัด
ชั่วขณะนั้น ทุกผู้ในหอตำราภูผาขจีต่างโกรธจนแทบระเบิด
วันนี้ หอตำรากระท่อมสนส่งผู้มาท้าทาย พยายามชิงดาบปลายมนตระการเที่ยงไป ซึ่งก็ทำให้ทุกผู้ในหอตำราภูผาขจีโกรธเป็นทุนเดิม
เมื่อยามนี้ คนจากหอตำรากระท่อมสนจะมาแย่งคนไปต่อหน้าต่อตาราวไร้พวกเขาในสายตา ใครเล่าจะทนมิโกรธไหว?
เมื่อเห็นว่าความขัดแย้งคงบังเกิดแน่ ซูอี้ก็อดกล่าวแทรกขึ้นมามิได้ “อยากฟังวาจาข้าก่อนหรือไม่?”
ทุกผู้ชะงักค้าง ทุกสายตามองมายังชายหนุ่ม
“สหายน้อยโปรดว่ามาเถิด”
เจ้าอวิ๋นเฟิงและสัตว์ประหลาดเฒ่าทั้งหลายของหอตำราภูผาขจีอดกระวนกระวายมิได้ กลัวอีกฝ่ายจะหวั่นไหวไปกับข้อเสนอของเนี่ยเวยรุ่ยและเข้าร่วมหอตำรากระท่อมสน
“ข้าเชื่อว่าเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับอนาคตตนเช่นนี้ สหายน้อยจะเลือกอย่างชาญฉลาด”
เนี่ยเวยรุ่ยกระซิบ นางและคณะจากหอตำรากระท่อมสนล้วนเผยความคาดหวัง