บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1643: ผู้ใดต่อ
ตอนที่ 1643: ผู้ใดต่อ
ก่อนศึกตัดสินจะบังเกิด
ผู้คนล้วนคาดว่าแม้ซูอี้จะสามารถพอเผชิญหน้าราชันเซียนได้จริง ๆ ทว่ายามเผชิญหน้าศัตรูร้ายกาจอย่างจินอู๋เกิน เขาก็มีแต่ต้องแพ้อยู่ดี
กระทั่งต้องถูกทรมานอย่างโหดเหี้ยมจนตาย!
แต่ใครเล่าจะคิดว่าเพียงพริบตา ศึกก็จบลงแล้ว!
ซูอี้สะบัดแขนเสื้อ สยบจินอู๋เกินจนสิ้นท่า
ทันทีที่ลงมือ เขาก็ปราบอีกฝ่ายลงทันที!
การกระทำทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่ง ราวกับล้วงหยิบของจากกระเป๋า
เหล่าผู้ชมล้วนเงียบกริบ
ผู้คนตกตะลึงงัน
หลายคนกระทั่งสงสัยว่าพวกตนตาฝาด รู้สึกเหนือจริงเยี่ยงฝันไป
ทางฝั่งค่ายมารนอกแดน เหล่ามหามารกับเสนามารทั้งหลายต่างตะลึงมิต่างกัน
พวกเขารู้ฝีมือของจินอู๋เกินดีที่สุด อีกฝ่ายแข็งแกร่งยิ่งกว่าจินจงและฝูเสวี่ยเซิง กล่าวได้ว่าสูสีกับเฟิงชื่อ
แต่ใครเล่าจะคิดว่าหลังเริ่มศึก จินอู๋เกินจะพ่ายแพ้ในบัดดล!
พ่ายลงด้วยมือเซียนหนุ่มขอบเขตจักรวาลผู้นั้น!
ผู้ใดเล่าจะไม่ประหลาดใจ?
“เปิด!”
ภายในสนามรบ จินอู๋เกินกู่คำราม เพลิงมารลุกโชติช่วง ดุร้ายและน่าสะพรึงกลัว พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น
ทว่าเมื่อซูอี้กดมือลงมา
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ขาของจินอู๋เกินแหลกละเอียด เลือดและเนื้อป่นกลายเป็นละอองเลือดทั่วทั้งพื้น ทำให้เขาแผดเสียงร้องโหยหวน
มันทำให้ผู้คนรู้สึกเจ็บแทนยามมองจากไกล ๆ
ทว่านี่หาใช่จุดจบไม่ ซูอี้ปาดปลายนิ้ว สะบั้นแขนของจินอู๋เกิน จากนั้นก็เตะเท้าข้างหนึ่งขยี้ศีรษะท่ามกลางสายตาหวาดผวาและสิ้นหวังของอีกฝ่าย!
เปรี้ยง!
ศีรษะนั้นขาดกระเด็น หลั่งโลหิตแดงฉานเยี่ยงแตงโม
ผู้คนอดนึกถึงวาจาก่อนเริ่มศึกของจินอู๋เกินขึ้นมิได้
‘ไอ้หนู ฟังให้ดีนะ ข้าจะหักขาเจ้าก่อน จากนั้นก็ฉีกแขนเจ้า แล้วกระทืบหัวเจ้าให้แหลกด้วยเท้าเดียว!’
และในยามนี้ วาจาเหล่านี้ก็ได้สัมฤทธิ์ผลแก่ตัวผู้พูดเอง!
เป็นการประชดกันอย่างไร้กังขา
เหล่าผู้ชมล้วนตะลึง
เซียนหนุ่มนามซูอี้ผู้นี้มิเพียงสามารถสู้กับราชันเซียนได้ แต่ยังสามารถฆ่าเสนามารนอกแดนสูงสุดที่มีความแข็งแกร่งแตกต่างกันถึงสองขอบเขตได้อย่างง่ายดาย!
“เจ้าหนูนี่ทรงพลังเพียงนี้เลยหรือ?”
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือหน้าซีด
ก่อนหน้านี้ยามซูอี้เสนอตัวออกรบ เขาได้เตือนอีกฝ่ายไว้อย่างดุดัน กระทั่งบอกว่าหากฝีมือไม่ดี เขาจะสลักนามของอีกฝ่ายไว้บนทำเนียบอัปยศในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอีกด้วย
ทว่าเมื่อซูอี้สังหารจินอู๋เกินลงได้ในยามนี้ มันก็ทำให้คำเตือนของเขากลายเป็นหนามยอกอกตัวเอง!
และเหล่ามหาเซียนผู้เคยล้อเลียนถากถางชายหนุ่มก่อนหน้านี้ก็กระอักกระอ่วนยิ่ง ต่างคนต่างมองหน้ากันอย่างตกตะลึง
ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าผู้ร้ายกาจท้าทายสวรรค์จนไม่น่าเชื่อผู้นี้ปรากฏขึ้นในแดนเซียนแต่ยามใด!
ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนแน่แท้!
“ผู้ฝึกตนในขอบเขตจักรวาลก็สามารถฆ่าเสนามารสูงสุดได้เช่นกันอย่างนั้นหรือ… เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นตราบจนปัจจุบันเลย…”
ดวงตาของฮูหยินเซียงอวิ๋นวูบไหว “พี่เผย มิน่าเล่า เจ้าจึงมั่นใจในสหายเต๋าซูนัก เขาเป็นตัวตนที่ไม่อาจใช้การฝึกฝนมาเป็นเกณฑ์ได้จริง ๆ!”
เผยหงจิ่งพยักหน้าซ้ำ ๆ
เขาเองก็โล่งใจเช่นกัน
แม้จะรับรู้ถึงวีรกรรมมากมายของซูอี้ในหอตำราภูผาขจีมาก่อน แต่เขาก็ยังมิเคยได้ประจักษ์เรื่องเหล่านี้ด้วยตาตัวเอง ในใจจึงยังมีความกังวลหลงเหลืออยู่
ทว่า ในยามนี้ ความกังวลเหล่านั้นต่างถูกลบล้างจนไม่เหลือร่องรอย!
“นี่… เหมือนปาฏิหาริย์เหลือเชื่อเลย…”
อวี๋เซิงพึมพำ ดวงตาเหม่อค้าง นางเองก็ตกตะลึงมิต่างกัน
ไม่นานนัก ฝ่ายแดนเซียนก็กำลังกรุ่นโกรธ
เสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิม
เหล่าผู้ชมทั้งหลายล้วนตื่นเต้นอย่างลิงโลด หัวใจปั่นป่วน ร้องตะโกนโห่ร้องแก่ซูอี้ตาม ๆ กัน
ส่วนผู้ที่เคยดูแคลนล้อเลียนชายหนุ่มเมื่อกาลก่อนก็ดูกระอักกระอ่วนราวกับถูกตบหน้า
นี่แหละสัจธรรมที่ว่าตบหน้าหัน!
ซูอี้มิจำเป็นต้องใช้กลอุบายใด ๆ เพียงให้คำเย้ยเยาะเมื่อครู่ของพวกเขากลายเป็นเรื่องตลกไปเองเท่านั้น!
ส่วนบรรยากาศฝั่งมารนอกแดนนั้นอึมครึมแลหดหู่
ทุกผู้ล้วนมีสีหน้าดำคล้ำจนมองแทบไม่ได้
เหล่ามหามารผู้ใช้ชีวิตมาอย่างยาวนานล้วนตกตะลึง
หากซูอี้สังหารจินอู๋เกินลงหลังศึกอันดุเดือด อย่างน้อยก็ยังทำให้พวกเขาเห็นได้ว่าความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายทรงพลังเพียงไร
ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้หาได้เกิดขึ้นไม่
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา แล้วซูอี้ก็สังหารจินอู๋เกินลงง่าย ๆ เยี่ยงตบซากแมลงวัน
ร้ายกาจนัก!
ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าเซียนขอบเขตจักรวาลเช่นซูอี้ทรงพลังเพียงไร
“คนผู้นี้ ปล่อยไว้มิได้!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนกระซิบ
ขนาดมีการฝึกฝนขอบเขตจักรวาลยังท้าทายสวรรค์เพียงนี้ หากปล่อยให้เขาก้าวต่อในวิถีเซียนที่อยู่สูงขึ้นไป ในภายหน้าคนผู้นี้จะมีอำนาจต่อสู้ร้ายกาจเพียงใด?
แค่คิดก็หนาวยะเยือกไปทั้งกาย!
“แดนเซียนบังเกิดตัวตนท้าทายสวรรค์ล้ำเลิศเพียงนี้ขึ้นแล้วหรือ?”
ในยามนี้ อิ๋นเป๋ยอู่เองก็อดขมวดคิ้วมิได้ ดวงตาของเขาวูบไหวไปมา
เขาตระหนักแล้วว่าในศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตหนนี้ ซูอี้ ผู้เป็นเซียนขอบเขตจักรวาลคือตัวแปรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!
กระทั่งเขาเองก็ไม่อาจมองข้าม!
“ผู้ใดจะมารับความตายต่อ?”
ซูอี้ปัดฝุ่นบนอาภรณ์ ขณะกล่าวถามขึ้นลอย ๆ ราวกับพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ
ทั่วทั้งฟ้าดินไร้สุ้มเสียงใด
จิตสังหารกดดันปกคลุมทั่วแดนดินอีกหน
ชายหนุ่มยืนอยู่เพียงลำพัง อาภรณ์สีเขียวพลิ้วสะบัดตามลม ดูไร้มลทิน
เมื่อเทียบกับเมื่อครู่ ทุกสายตาที่มองมายังเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว!
“ไป๋ชี เจ้าไปออกศึก!”
มหามารอิ๋นเซี่ยวเทียนกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก
“ขอรับ!”
ร่างหนึ่งแหวกเวหาเข้ามายังสนามรบ
เขาเป็นชายผู้มีอกผายไหล่ผึ่ง ท่าทีสุขุม คู่เนตรสีเงินเข้ม สองมือถือขวานสั้นข้างละเล่ม
ชุดคลุมสีแดงสดโบกสะบัดท่ามกลางวายุ
ไป๋ชี
เป็นหนึ่งในเสนามารสูงสุดจากเผ่ามารเงาทมิฬ ในหมู่เสนามารทั้งสิบแปดผู้เข้าร่วมศึกหนนี้ ความแข็งแกร่งของเขาจัดอยู่ในห้าลำดับแรก!
ฉัวะ!
ทันทีที่เขามาถึงสนามรบ ร่างของไป๋ชีพลันระเบิดรัศมีแสงเจิดจรัสสีเทา ทำให้ทั่วฟ้าดินตกสู้รัตติกาลนิรันดร์
แสงสลัวนับไม่ถ้วนถักทอ ก่อเกิดเป็นภาพอันยากจะกล่าวได้ว่าจริงหรือลวงของขุมนรกดำทมิฬเหนือนภา
เคล็ดวิชา… อบายเวหาเงาทมิฬ!
ขณะเดียวกัน ร่างของไป๋ชีก็วูบไหว แปรเปลี่ยนเป็นเงามืดนับไม่ถ้วนประหนึ่งแยกอวตารนับพัน ทะยานผ่านเงามืดนับไม่ถ้วน ทำให้หาร่างจริงได้ยาก
นี่เป็นเคล็ดวิชาประหลาดอีกประการ ซึ่งมีนามว่า ‘เงาทมิฬสามพันร่าง’!
เมื่อเรียกใช้ ผู้ใช้จะสามารถสร้างร่างลวงขึ้นมานับไม่ถ้วน ก่อเกิดไม่รู้จบในเงามืดและสังหารคู่ต่อสู้โดยมิอาจตั้งตัว!
ด้วยเคล็ดวิชาประหลาดนี้เองที่ทำให้ยอดฝีมือเผ่ามารเงาทมิฬถูกมองว่าเป็นมือสังหารผู้ร้ายกาจที่สุดในหมู่เก้าเผ่ามารนอกแดน!
และไป๋ชีก็เป็นเสนามารสูงสุดจากเผ่ามารเงาทมิฬ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาลอบสังหารตัวตนระดับมหามารและยอดฝีมือจากเผ่าเดียวกันมามากมาย!
“ดี! หากไป๋ชีลงมือ เขาย่อมจัดการคนผู้นี้ได้!”
เมื่อเห็นไป๋ชีงัดท่าไม้ตายออกมาทันที เหล่ายอดฝีมือฝั่งมารนอกแดนต่างก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
ทางฝั่งแดนเซียนนั้นอดมิได้ที่จะกังวลขึ้นมา
เหล่ามหาเซียนต่างเห็นได้ว่าเคล็ดวิชาที่ไป๋ชีใช้ออกมานั้นร้ายกาจอย่างยิ่ง จนมิอาจนำจินอู๋เกินที่ตายด้วยมือซูอี้ก่อนหน้านี้มาเปรียบเทียบได้!
ทว่าทุกผู้ก็ต้องประหลาดใจ…
ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่ง หาหลบเลี่ยงไม่
ฉัวะ!
ในโลกหล้าที่มืดมิดอันเต็มไปด้วยเงามืด ไป๋ชีถือขวานสั้นคู่ฟาดฟันใส่ซูอี้จากเบื้องหลังอย่างไร้สุ้มเสียง
ชายหนุ่มในขณะนั้นไม่ได้หันไปมอง ทว่ายกมือขึ้นกดลง
เปรี้ยง!
สุญญะในบริเวณร้อยจั้งรอบร่างของเขาทรุดลงทันใด
และร่างของไป๋ชีก็แหลกสลายไปท่ามกลางโลกหล้าอันพลังทลายอย่างกะทันหัน
“เจ้าถูกหลอกแล้ว!”
เสียงเย้ยเยาะดังมาจากเหนือศีรษะของเขา
พร้อมกันนั้น เงามืดสายหนึ่งก็ทะยานลงมาจากนภา ฟาดฟันขวานคู่เข้าใส่อย่างดุร้าย
คมขวานขาวพิสุทธิ์ผ่าอากาศเป็นรอยแยกที่ชวนตกตะลึง
ตู้ม!
ร่างของซูอี้ถูกผ่าเป็นสองเสี่ยงทันใด
ทว่าทุกผู้ก็อดตะลึงมิได้ เพราะร่างของเขาเป็นเพียงภาพติดตา หาใช่ร่างจริงไม่
“แย่แล้ว!”
ไป๋ชีที่อยู่บนพื้นร้องลั่นแล้วหันหลังเผ่นหนี
ทว่าหัตถ์ใหญ่เรียวขาวข้างหนึ่งก็คว้าคอเขาจากเบื้องหลัง
“ในสายตาข้า อบายเวหาเงาทมิฬก็แค่ของเด็กเล่น”
น้ำเสียงเฉยเมยดังขึ้นในโสตของไป๋ชี
แล้วคอของเขาก็ถูกกระชากออกโดยพลัน
ก่อนตาย ในที่สุดเขาก็เห็นชัดเจนว่าซูอี้มายืนเบื้องหลังตั้งแต่ยามใดมิอาจทราบ คู่เนตรลึกล้ำของชายหนุ่มเปี่ยมด้วยความดูแคลน
แล้วดวงตาของเสนามารสูงสุดก็ดับแสงวูบ
เปรี้ยง!
ซูอี้โยนร่างของไป๋ชีขึ้นไป ก่อนที่มันจะระเบิดกลางอากาศ แปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่านปลิวกระจายหายไป
เงามืดอันปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดินหายไปเยี่ยงฟองคลื่นระเบิดหาย
สังหารไป๋ชีเพียงหนึ่งการโจมตี!
ฝีมือการประหารศัตรูอันเฉียบขาดและสะอาดสะอ้านของซูอี้ทำให้เหล่าผู้ชมตะลึงอีกหน
“ข…เขา…เขาทำได้เช่นไรแน่?”
มหาเซียนบางผู้รู้สึกพิกล
พวกเขาล้วนเข้าใจความน่าสะพรึงกลัวและคาดเดาได้ยากยิ่งดุจมือสังหารของยอดฝีมือเผ่ามารเงาทมิฬ พวกเขาเร้นกายในเงามืดได้ ทำให้เป้าหมายมิอาจหลีกพ้นการโจมตี
แต่ใครเล่าจะคิดว่าไป๋ชี ซึ่งเป็นตัวตนสูงสุดจากเผ่ามารเงาทมิฬจะถูกสังหารลงเช่นนี้!
ทั่วหล้าปั่นป่วนเยี่ยงเสียงน้ำมันเดือดบนกระทะ
ฝ่ายแดนเซียนส่งเสียงอึกทึกขึ้นอีกหน ทุกผู้ล้วนทึ่งกับฝีมือของซูอี้
ทางฝั่งมารนอกแดน สีหน้าของทุกผู้ล้วนมืดดำด้วยความโกรธที่สุมอก
ก่อนหน้านี้ จินอู๋เกินถูกฆ่าในพริบตา
ยามนี้ กระทั่งไป๋ชียังถูกบั่นหัวในหนึ่งการโจมตี!
ทั้งหมดนี้ดูเหลือเชื่อเสียจนไร้ผู้ใดในเผ่ามารนอกแดนกล้าที่จะเชื่อ
สีหน้าของอิ๋นเซี่ยวเทียนและเหล่ามหาเซียนล้วนดำคล้ำ ทั้งรู้สึกตะลึงและงุนงง
เหตุใดเซียนขอบเขตจักรวาลจึงท้าทายสวรรค์ได้เพียงนี้?
พวกเขาคิดเช่นไรก็มิอาจแถลงไข!
“เขาดูจะเห็นจุดบอดของ ‘อบายเวหาเงาทมิฬ’ ได้ในพริบตา และยังหาร่างจริงของไป๋ชีผู้ใช้เคล็ดวิชาเงาทมิฬสามพันร่างเจอแต่แรกด้วย!”
มหามารผู้หนึ่งกระซิบด้วยใบหน้าแดงก่ำ “แต่ข้าคิดไม่ออกเลยว่าเซียนขอบเขตจักรวาลจะทำเช่นนี้ได้เยี่ยงไร!”
คนอื่น ๆ เองก็มองหน้ากันอย่างประหลาดใจมิแตกต่าง
ชายหนุ่มดูราวกับกำลังทำเรื่องเล็กน้อยที่ไม่น่าสนใจ เขานำไหสุราออกมาจิบ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
“ผู้ใดต่อ”
สามพยางค์กล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา ทว่ายามนี้กลับไม่ต่างจากเสียงเพรียกมรณะอันสร้างแรงกดดันแก่เหล่าเสนามารจากเผ่ามารนอกแดน!
ในยามนี้เองที่อิ๋นเป๋ยอู่จากเผ่ามารจันทราเงินเบนสายตาที่เจือด้วยประกายคมกริบอันน่าสะพรึงจับจ้องไปยังซูอี้!
………………..