บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1660: ลงมือเพียงสามหน
ตอนที่ 1660: ลงมือเพียงสามหน
ในสายตาทุกคู่
ซูอี้เยื้องย่างผ่านราวทั่วหล้าไร้ผู้คน
ในใจของทั้งมหาเซียนหลิวอวิ๋นและราชันเซียนชิงเวยล้วนกระวนกระวายและคาดหวัง
กระวนกระวายเพราะอำนาจในมือหัวหน้านักบวชหมิงสิงคือหายนะเทพประหลาด ร้ายกาจอย่างยิ่ง และพวกนางก็เคยกล่าวว่าเขาก็จะถูกมันรุมเร้าด้วยเช่นกัน
ส่วนที่พวกเขาคาดหวังก็เพราะในหมู่ทุกผู้ที่นี่ มีเพียงพวกนางศิษย์อาจารย์เท่านั้นที่ทราบว่าซูอี้ ชายหนุ่มในขอบเขตจักรวาลผู้นี้มีอีกหนึ่งตัวตนอันทำให้ทั่วโลกเซียนต้องสั่นสะท้าน!
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงไม่เชื่อว่าเขาจะไร้หนทางต่อสู้กับหายนะเทพประหลาดนี้
วูบ!
เมื่อร่างของซูอี้เข้ามาใกล้ หายนะเทพประหลาดสีดำอันปกคลุมทั่วถิ่นพลันทะยานขึ้น ปลดปล่อยอำนาจทำลายล้างร้ายกาจเข้ากัดกร่อนร่างของชายหนุ่ม
ทว่าเมื่อเขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น…
ตู้ม!
หายนะเทพประหลาดอันพลุ่งพล่านดุจสายธารพลันพังทลาย
ในขณะเดียวกัน ซูอี้กลับก้าวขึ้นเหนือหายนะเทพประหลาดนั้นราวกับเดินบนพื้น และทุกแห่งหนที่เขาผ่าน หายนะเทพก็ถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง แหลกสลายไปทุกครายามเข้าใกล้ร่างของเขา
เหล่าผู้ชมล้วนตกตะลึง จนเกิดเสียงเอ็ดอึงดังก้อง
“นี่…”
บางผู้ดูอึ้งงัน
“เขาเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจักรวาลชัด ๆ เหตุใดจึงสลายอำนาจหายนะเทพที่องค์เทพประทานมาได้?”
บางผู้ร้องเสียงหลง มองปราดแรกเขาก็เห็นได้ว่าซูอี้มีการฝึกฝนเพียงขอบเขตจักรวาลเท่านั้น
และเมื่อเห็นเช่นนี้ มหาเซียนหลิวอวิ๋นกับราชันเซียนชิงเวยก็ถอนหายใจโล่งอก รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ฝีมือของใต้เท้าจอมราชันนั้น ขอบเขตไม่อาจวัดได้โดยแท้!!
“สหายเต๋าซูสู้กับหายนะเทพได้หรือนี่?”
เหวินจื่อชิวตะลึง
เขาได้เห็นฝีมืออันพิสดารของซูอี้มาแล้วในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด และมองชายหนุ่มเป็นประหนึ่งเทพ
ทว่าคิดให้หัวแตกตายอย่างไร เขาก็ไม่คาดว่าซูอี้จะต่อสู้กับหายนะเทพได้!
ช่างน่าเหลือเชื่อนัก!
รอบข้างก้องด้วยเสียงเซ็งแซ่ ผู้คนตกตะลึง สีหน้าเปี่ยมความไม่อยากเชื่อ
ขณะเดียวกัน หัวหน้านักบวชหมิงสิงมองปราดเดียวก็เห็นว่ายามอีกฝ่ายก้าวออกมา รอบกายของเขาปกคลุมด้วยภาวะดาบอันเกินเข้าใจ
ภาวะดาบนั้นคลุมเครือ สูงส่ง และเปี่ยมปราณอันร้ายกาจลึกลับ
เมื่อมีภาวะดาบนั้นปกคลุมอยู่ ซูอี้ก็ดูไร้เทียมทานต่อทุกกฎเกณฑ์ หมื่นหายนะมิอาจกล้ำกราย ปะทะและสลายอำนาจของหายนะเทพเหล่านั้นเสียสิ้น!
“มิน่าเล่า เขาจึงสามารถทำลายโองการเทพในมือหัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงที่ตลาดมังกรดำได้ ที่แท้ในมือคนผู้นี้ก็มีอาวุธสังหารร้ายกาจที่สามารถต้านทานอำนาจหายนะเทพได้!”
ในที่สุดหัวหน้านักบวชหมิงสิงก็เข้าใจ
ในขณะเดียวกัน ความใคร่รู้อย่างมิอาจสะกดกลั้นก็ผุดขึ้นมาในใจ ชายหนุ่มผู้นี้ไปได้สุดยอดอาวุธสังหารเช่นนี้มาจากหนใด? หรือมันจะเป็นสมบัติเทพ… ของจริง!?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หมิงสิงก็ลงมือทันทีอย่างไม่ลังเล
ตู้ม!
เมื่อเขาเร่งใช้หอคอยสีดำขนาดเท่าฝ่ามือตรงหน้า อำนาจหายนะเทพในบริเวณใกล้เคียงพลันเดือดพล่าน ควบแน่นกันเป็นหอกสายฟ้าประหลาดสีดำ ทะลวงเข้ามาอย่างดุเดือด
ฟ้าดินปั่นป่วน จิตสังหารอันพลุ่งพล่านปกคลุม!
หอกสายฟ้าเล่มนั้นแปรเปลี่ยนมาจากอำนาจหายนะเทพ อำนาจของมันร้ายกาจเสียจนมหาเทพอย่างหลิวอวิ๋นและเหวินจื่อชิวล้วนขนลุกขนพอง ใบหน้าเปลี่ยนสีอย่างพร้อมเพรียง
“สหายเต๋าซู ระวัง!”
ทว่าเขากลับพบว่าซูอี้หารีบร้อนไม่ ชายหนุ่มเพียงยกมือขึ้นกวัก ก่อนตวาดออกมาดังลั่น
“ขึ้น!”
หนึ่งวจีสะท้อนทั่วนภา จากนั้นเหตุเกินคาดคิดก็บังเกิด
ตราผนึกเขตแดนซึ่งเดิมอยู่ในควบคุมของมหาเซียนหลิวอวิ๋นพลันระเบิดรัศมีศักดิ์สิทธิ์ทองอร่ามขึ้นมา ดุจลืมตาตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์
โดยเฉพาะอักขระ ‘ผนึกเขตแดน’ ซึ่งสลักไว้บนตราประทับวิถีนั้นพลันเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอันเจิดจรัส ลายเส้นทุกขีดบังเกิดอำนาจกฎเกณฑ์ทองสว่างขึ้น!
แสงทองส่องนภา
ฟ้าดินสว่างไสว แยงตาทุกผู้จนต้องปิดไว้มิอาจปรือขึ้น
อำนาจอันเกินบรรยายระเบิดออกมาจากตราผนึกเขตแดน
กลุ่มหอกศึกสายฟ้าอันแปรเปลี่ยนจากอำนาจหายนะเทพนั้นแสนร้ายกาจ สามารถสังหารซูอี้ลงได้ในพริบตา
ทว่าด้วยอำนาจของตราผนึกเขตแดน หอกสายฟ้าเหล่านั้นกลับถูกสยบบนเวหา มิอาจเคลื่อนขยับแม้เพียงนิด
ทันใดนั้น…
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงระเบิดดังขึ้นถี่รัว
หอกสายฟ้าเหล่านั้นพากันระเบิด แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงสีดำประหลาดนับไม่ถ้วนโดยพร้อมเพรียง
ผู้ชมทั้งหลายล้วนตกตะลึง
เหล่ายอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณล้วนครั่นคร้าม หายนะสังหารซึ่งหัวหน้านักบวชหมิงสิงเร่งใช้ถูกทำลายได้เช่นนั้นหรือ?
สีหน้าของหัวหน้านักบวชหมิงสิงคล้ำเครียด แววตาเจือด้วยโทสะ
ก่อนหน้านี้ เขาได้เห็นแล้วว่ามหาเซียนหลิวอวิ๋นผู้มีสูญเสียชีวิตอย่างสาหัสไม่อาจใช้อำนาจแท้จริงของสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลชิ้นนี้ได้
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าชายหนุ่มในขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งจะสามารถปลุกตราผนึกเขตแดนให้ตื่นได้โดยสมบูรณ์ ทำให้สมบัติชิ้นนี้เผยอำนาจร้ายกาจยิ่งกว่าครั้งใด ทำลายหายนะเทพที่เขาควบคุมเสียสิ้น!
“ที่แท้ นี่ก็คืออำนาจแท้จริงของตราผนึกเขตแดน…”
ดวงตาของมหาเซียนหลิวอวิ๋นดูเหม่อลอย
ในสายตาของนาง ตราผนึกเขตแดนดูเหมือนฟื้นขึ้นจากนิทราอันแสนนาน รัศมีสีทองเรืองประกายนับพันหมื่น สาดส่องฟ้าดินทุกสารทิศ ทรงพลังไร้ประมาณ!!
วูบ!
ทันทีที่ซูอี้ยกมือขึ้น ตราผนึกเขตแดนก็ทะยานสู่ฝ่ามือของเขาเยี่ยงนางแอ่นคืนรัง เขากระซิบเสียงเบา “ต่อจากนี้ ข้าจะให้พวกเจ้าประจักษ์แก่อำนาจของสมบัติชิ้นนี้”
มหาเซียนหลิวอวิ๋กับราชันเซียนชิงเวยล้วนตั้งตารอ
ขณะเดียวกัน ซูอี้ได้หันไปกล่าวกับหมิงสิงซึ่งยืนอยู่ไกล ๆ ว่า “ฟังนะ ข้าจะลงมือเพียงสามหน ครั้งแรกจะทำลายมหาค่ายกลโสหิตย้อมนภาลงเสีย”
“หนที่สอง ข้าจะฆ่าคนของลัทธิหมื่นวิญญาณที่นี่”
“หนที่สามจะเป็นการส่งเจ้าสู่โลกหน้า”
“ขอเพียงเจ้าหยุดมันได้สักครั้ง นับได้เลยว่าข้าแพ้”
วาจานั้นตรงไปตรงมา ดูราบเรียบ ทว่ากลับอหังการถึงขีดสุด!
ทุกผู้ล้วนตะลึง
นี่… เป็นสิ่งที่เซียนขอบเขตจักรวาลพูดได้หรือ?
เหวินจื่อชิวอดตะลึงมิได้ สหายเต๋าซู… ช่างใจกล้าเหลือเกิน!
หัวหน้านักบวชหมิงสิงขมวดคิ้ว
ชายหนุ่มผู้นี้เยือกเย็นมาก นับตั้งแต่ปรากฏตัว เขาก็กระทำการตามใจราวไร้ผู้คนรอบข้างเสมอมา ดูเย่อหยิ่งจนไร้กฎเกณฑ์ ทว่าเหตุใดจะมิอาจมองเป็นการกระทำที่ไร้ความกลัวได้?
“จริงหรือ ข้าผู้นี้อยากเห็นนักว่าเจ้าที่เป็นเซียนขอบเขตจักรวาลไปเอาความมั่นใจจากหนใดมา จึงกล้าก่อเรื่องใหญ่โตในยามนี้!”
หัวหน้านักบวชหมิงสิงตะโกนอย่างเฉยชา “ระวังด้วย! ดำเนินมหาค่ายกลโลหิตย้อมนภาอย่างสุดกำลัง ห้ามประมาทเด็ดขาด!”
เสียงนั้นก้องกังวานจนได้ยินกันทั่ว
ยอดฝีมือทั้งหมดจากลัทธิหมื่นวิญญาณล้วนครั่นคร้ามในใจ ขานรับคำด้วยเสียงดังฟังชัดอย่างพร้อมเพรียง
เปรี้ยง!
อำนาจค่ายกลทั้งหลายเหนือนครเซียนเพลิงนภาปรากฏขึ้นดุจม่านทมิฬคุ้มสรวง ทำให้ทั่วฟ้าดินมืดมิดดุจแปรทิวาสู่ราตรี
ปราณทำลายล้างบีบรัดหัวใจของผู้คน
ยอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณเหล่านั้นล้วนใช้สมบัติวิญญาณ ขณะตั้งรับรอด้วยจิตสังหารที่พลุ่งพล่าน
หมิงสิงใช้หนึ่งมือถือหอคอยทมิฬไว้ ปราณมหาเซียนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เผยอำนาจร้ายกาจอันยิ่งใหญ่!
อำนาจหายนะประหลาดที่ดูคล้ายตรวนทิพย์ปรากฏขึ้นในหอคอยในมือเขา แปรเปลี่ยนเป็นวงแหวนศักดิ์สิทธิ์หนาหนักวนล้อมรอบร่าง ทำให้ปรากฏของเขายิ่งทวีความร้ายกาจ
เหวินจื่อชิวกับมหาเซียนหลิวอวิ๋นในยามนี้ล้วนหายใจลำบาก สัมผัสได้ถึงแรงกดดันปะทะหน้า
ทว่าชายหนุ่มกลับดูไม่แยแส ห้านิ้วกางออกดุจบงกช กำตราผนึกเขตแดนเอาไว้เบา ๆ จากนั้น…ก็ฟาดมันออกไปตรง ๆ!
ตู้ม!
ตราผนึกเขตแดนประทับเหนือเวหา
ราวตะวันสีทองเจิดจรัสขึ้นสู่ฟ้าเหนือนครเซียนเพลิงนภา กฎเซียนอันร้ายกาจกวาดไปบนฟ้าดุจพายุใหญ่
หัวหน้านักบวชหมิงสิงเตรียมการรอไว้แล้ว เขาตะโกนลั่น “ย้าก!”
ทันใดนั้น ตรวนหายนะเทพเส้นหนึ่งก็พุ่งขึ้นไป แหวกออกดุจปากแห ครอบตราผนึกเขตแดนเอาไว้ภายใน
ทว่า ก่อนที่เหล่ายอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณจะได้ยินดี เสียงคำรามสะเทือนพิภพก็ดังสะท้าน แล้วตรวนทิพย์จากหายนะเทพก็ระเบิดออก
ตราผนึกเขตแดนเป็นประหนึ่งดาวหางอันเจิดจรัสเช่นตะวัน กระแทกเข้าใส่มหาค่ายกลโลหิตย้อมนภาอันปกคลุมเหนือเวหา
ตู้ม!!!
ท้องนภาสั่นสะท้าน มหาค่ายกลถูกทะลวงเป็นรูมหึมา
ทันใดนั้น รอยร้าวอันหนาแน่นดุจใยแมงมุมก็ปรากฏขึ้นบนมหาค่ายกลที่ปกคลุมเหนือนครเซียนเพลิงนภา
ยอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณเกือบสามร้อยคนซึ่งประจำการอยู่รอบเมืองล้วนผงะงัน พลันเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าหวาดผวา
มหาค่ายกลโลหิตย้อมนภาพังทลาย!
แปรเปลี่ยนเป็นเศษเสี้ยวดุจแก้วแตก! และรัศมีเซียนสีทองนับไม่ถ้วนก็ร่วงลงมาจากแสงเซียนอันพังทลาย
เพียงชั่วพริบตา ยอดฝีมือเกือบสามร้อยคนจากลัทธิหมื่นวิญญาณก็ถูกรัศมีเซียนสีทองจากท้องนภากระหน่ำซัดจนร่างจมลงไป
“ไม่นะ!”
บางผู้กรีดร้องอย่างหวาดผวา ทว่าร่างของพวกเขาก็มอดไหม้เป็นจุณ
“ท่านหัวหน้านักบวช ช่วยด้วย!”
บางผู้หลบอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าก็ไร้ผล จากนั้นพวกเขาถูกสังหารตายคาที่
หลายคนยังไม่ทันได้กรีดร้องเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ก็ถูกพิรุณแสงเซียนสีทองหลอมร่างจนมอดไหม้สิ้นขันธ์ไปเสียก่อน
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงพริบตา
ยอดฝีมือเกือบสามร้อยคนจากลัทธิหมื่นวิญญาณซึ่งประจำการรอบเมืองล้วนถูกกวาดล้างมิเหลือรอด!
และมหาค่ายกลโลหิตย้อมนภาก็สลายหายไป
มีเพียงหนึ่งตราประทับวิถีลอยคว้างเยี่ยงสุริยัน โดดเดี่ยวเป็นหนึ่งกลางนภา!
เหล่าผู้ชมล้วนตะลึง
การโจมตีแรกนี้เป็นเช่นชายหนุ่มว่า มันทำลายมหาค่ายกลโลหิตย้อมนภาได้จริง ๆ แม้ว่าหัวหน้านักบวชหมิงสิงจะเข้าขัดขวางอย่างเต็มกำลังก็ยังไร้ผล!
ราชันเซียนหลายสิบคนจากลัทธิหมื่นวิญญาถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นตะลึงงัน
ตราผนึกเขตแดนร้ายกาจเพียงนั้นเลยหรือ?
มันล้มล้างความเข้าใจของพวกเขาเสียสิ้น
“สมกับเป็นสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล ร้ายกาจยิ่งนัก…”
หัวใจของเหวินจื่อชิวสั่นสะท้าน
สมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล ยังเป็นที่รู้จักในนามสมบัติสูงสุดวิถีเซียน! มันเป็นอาวุธสังหารร้ายกาจอันมีเพียงมหาอำนาจไร้เทียมทานผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเท่านั้นจะสร้างได้!
แค่คำว่า ‘สูงสุด’ คำเดียวก็สื่อถึงอำนาจของสมบัติเช่นนี้ได้อย่างชัดเจน
แม้เหวินจื่อชิวจะเป็นมหาเซียน แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอำนาจของสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล จึงคาดเดาความตื่นตะลึงในใจเขาได้
สายตาของมหาเซียนหลิวอวิ๋น ราชันเซียนชิงเวย และคนอื่น ๆ ทอประกายตื่นเต้น!
“พี่ใหญ่ซูร้ายกาจ!”
หนุ่มน้อยฟางหานโห่ร้องอย่างคึกคะนอง โลหิตเดือดพล่านอย่างตื่นเต้น
“ข้าจะฆ่าเจ้าก่อน!”
ทันใดนั้น หัวหน้านักบวชหมิงสิงก็ลงมือ เร่งอำนาจหายนะเทพเข้าเข่นฆ่าอีกฝ่าย
เขาสัมผัสได้ถึงวิกฤต และไม่กล้าให้ซูอี้ลงมือต่อ
ไม่เช่นนั้น เหตุการณ์ในวันนี้จะตาลปัตรเป็นแน่!
………………..