บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1712: พบเซวี่ยเฮ่ออีกครั้ง
ตอนที่ 1712: พบเซวี่ยเฮ่ออีกครั้ง
ในการไล่ล่าครั้งนี้ ซูอี้เป็นฝ่ายหนีมาโดยตลอด
แม้จะถูกขัดขวางล้อมโจมตีหลายต่อหลายหน เขาก็ยังไม่ได้ฆ่ามหาเซียนใด ๆ
หนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์ไม่อำนวยให้เขาสละเวลาและแรงกายไปฆ่าศัตรู
สองก็คือหากเขาพยายามฆ่าศัตรูในกาลก่อน แผนของเขาก็จะเสียก่อนทันได้รวบตาข่าย!
กล่าวคือ ในการไล่ล่าของศัตรูเหล่านั้น เขาใช้ตนเองเป็นเหยื่อจูงจมูกศัตรูอยู่ตลอด!
จริงอยู่ที่เขาถูกไล่ล่าสังหารจนสภาพทุลักทุเล สะบักสะบอมและบาดเจ็บย่ำแย่ยิ่ง ร่างของเขาประหนึ่งไปร่ายรำบนคมมีด กระโดดไปมาระหว่างความเป็นความตายซ้ำ ๆ
ทว่าซูอี้ก็แน่ใจ ว่าไม่มีทางเลยที่ศัตรูเหล่านั้นจะล้มเลิกความคิดไล่ล่าสังหารตน
ในสายตาคนพวกนั้น ตนเองบาดเจ็บมากขึ้นทุกขณะ อ่อนแอลงทุกอึดใจ ภัยคุกคามลดลงต่อเนื่อง พร้อมถูกจับได้ทุกเมื่อ
เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงทุ่มเททั้งเวลาและกำลังเกินคะเน ใครเล่าจะยอมแพ้ไปง่าย ๆ ในกาลเช่นนี้?
นี่คือจุดประสงค์ของซูอี้!
ใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อ ทำทีอ่อนแอให้ศัตรูเห็น จูงจมูกนำทางศัตรู เตรียมตัวรวบตาข่ายปิดฉาก!
ยามนี้ ในสายตาซูอี้ ศัตรูเหล่านี้หาแตกต่างจากมัจฉาติดเบ็ดไม่!
อันที่จริง แต่แรกเดิมที ซูอี้ก็จงใจให้เกิดการล่าสังหารนี้ขึ้นอยู่แล้ว
หาไม่ ด้วยฝีมือของเขา ต่อให้มหาเซียนเหล่านั้นพลิกสี่สิบเก้าทวีปแดนเซียนตามล่า พวกเขาก็ย่อมมิพบร่องรอยเขา!
ทันทีที่ซูอี้คิดเช่นนี้ หัวใจของเขาพลันเต้นกระตุก บังเกิดความรู้สึกวิกฤติอันตราย
ศัตรูไล่ล่ามาอีกแล้ว!
ร่างของซูอี้แปรเปลี่ยนเป็นเงามืด หายลับไปในอากาศธาตุอย่างเงียบเชียบ
ตู้ม!!
ทันทีที่ร่างของเขาเพิ่งเลือนหาย เพลิงทิพย์ดุดันร้ายกาจสายหนึ่งก็ทะยานจากสรวง แผดเผาป่าเขาโบราณนี้จนสิ้น
แดนดินทั่วรัศมีหลายพันลี้ล้วนกลายเป็นเถ้า!
มหาเซียนกลุ่มหนึ่งทะยานผ่านสุญญะมาอย่างมาดร้าย
“ตรงนี้ ไล่ล่าต่อ!”
“ดูเถอะ เขาอยู่ได้มินานหรอก!”
“ต้องมิให้โอกาสเขาหายใจ!”
ท่ามกลางเสียงตะโกนอื้ออึง มหาเซียนทั้งหลายล้วนเคลื่อนกายใต้ท้องนภา ไล่ล่าสุดกำลังและหายลับไปในน่านฟ้าในไม่ช้า
……
“หกชั่วยามผ่านไปแล้วนับแต่เสิ่นมู่หลบหนี ระหว่างทางถูกขวางไว้เป็นร้อย ๆ หน ล้อมสังหารยี่สิบเก้ารอบ ทว่าสุดท้ายเขาก็ยังหนีไปได้ เหลือเชื่ออย่างจริงแท้!”
ชายชราในชุดนักพรตและสตรีในชุดเรียบง่ายจากลัทธิไร้มลทินปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
“หากเปลี่ยนเป็นมหาเซียนเช่นเรา เกรงว่าคงมิอาจรับไหวไปเนิ่นนานแล้ว…”
สตรีในชุดเรียบง่ายพึมพำ “ทว่าเขาเป็นราชันเซียน กลับอยู่รอดมาจนป่านนี้ ใครเล่าจะกล้าเชื่อ?”
ชายชราในชุดนักพรตกล่าว “เกินคาดจริง ๆ แต่ระหว่างทาง เขาก็บาดเจ็บร้ายแรงขึ้นเรื่อย ๆ เกือบตายมาก็หลายหน มิต้องเดาเลยว่าเป็นศรปลายวิถีไปแล้ว พร้อมตายตกได้ทุกเมื่อ!”
ท้ายที่สุด น้ำเสียงของเขาก็หนักแน่นยิ่ง
สตรีในชุดเรียบง่ายเงียบไป
เก้าขุมกำลังวิถีเซียนและมหาเซียนหลายสิบคนต่างออกไล่ล่าด้วยกัน แต่กลับปล่อยราชันเซียนเพียงหนึ่งรอดมาจนยามนี้
เท่านี้ก็ผิดปกติเหลือเชื่อในตัวมันเองยิ่งแล้ว
หากเรื่องนี้แพร่งพราย เกรงว่าคงไร้ผู้ใดกล้าเชื่อลง
“ยามนี้ มหาเซียนจากขุมกำลังต่าง ๆ น่าจะสังเกตเห็นแล้วว่าเสิ่นมู่ผู้นี้สิ้นแรงจนหนทาง ไม่ว่าจะผู้ใดก็ไม่มีทางปล่อยโอกาสให้เขาฟื้นตัวแน่!”
ชายชราในชุดนักพรตกล่าวเสียงแข็ง “หรือก็คือเขาชะตาขาดแล้ว คำถามมีเพียงว่ากลุ่มเต๋าวิถีเซียนใดจะฆ่าเขาลงได้เท่านั้น”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาพลันสังเกตเห็นว่าสตรีในชุดเรียบง่ายเงียบไป และอดถามขึ้นมิได้ “เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
สตรีในชุดเรียบง่ายนวดหว่างคิ้วขณะตอบ “ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ”
ว่าแล้ว นางก็พลิกฝ่ามือ แล้วม้วนภาพหนังสัตว์ม้วนหนึ่งพลันปรากฏขึ้น
นี่คือแผนภาพภูมิศาสตร์ของแคว้นหมิง ทั้งขุนเขา ลำธาร เมืองและขุมกำลังต่าง ๆ รวมถึงเขตหวงห้ามทั้งน้อยใหญ่ล้วนถูกทำเครื่องหมายไว้ชัดเจน
สตรีในชุดเรียบง่ายจับจ้องยังแผนที่หนังสัตว์ ปลายนิ้วลากเส้นจากจุดแรกที่ซูอี้เผ่นหนี สร้างเส้นทางอันลำบากยากเข็ญ แปลงเปลี่ยนไปมาตามทิศทางที่ซูอี้หลบหนีตลอดหกชั่วยามผ่านมา
ทันใดนั้น ปลายนิ้วของนางก็หยุดลงจิ้ม ณ จุด ๆ หนึ่ง
นี่คือที่ที่พวกนางอยู่ขณะนี้
และก่อนหน้านี้ ซูอี้หนีจากที่นี่ไปทางอาคเนย์!
สตรีในชุดเรียบง่ายจับจ้องสายตา ณ แผนที่หนังสัตว์ จากนั้นก็มองไปยังทิศหนีของซูอี้อย่างไม่รู้ตน
ทันใดนั้น ดวงตางามของนางก็หดเกร็ง อุทานออกมาอย่างตระหนักทราบ “เขา… น่าจะกำลังหนีไปยังหุบเหวหมอกดำ!”
หุบเหวหมอกดำ!
เขตหวงห้ามอันดับหนึ่งในแคว้นหมิง
เขตหวงห้ามสูงสุดแห่งหนึ่งในแดนเซียน!
กระทั่งมหาเซียนบุกเข้าไป ยังมีแต่ตายมากกว่ารอด
ส่วนตัวตนใต้ระดันมหาเซียนนั้น ไม่มีทางเอาชีวิตรอดได้เลย!
ชายชราในชุดนักพรตตกตะลึงในใจ “เป็นไปได้มากทีเดียว! ในหุบเหวหมอกดำอันตรายเกินคะเน ซุกซ่อนหายนะสังหารเป็นภัยต่อชีวิตมหาเซียนได้!”
“ด้วยเหตุเช่นนี้ ขอเพียงเสิ่นมู่หนีเข้าไปในหุบเหวหมอกดำได้ มหาเซียนที่ไล่ล่าสังหารเขาอยู่ก็จะยากยิ่งหากต้องการจับเป็นเสิ่นมู่ได้แล้ว”
สตรีในชุดเรียบง่ายอดเผยสีหน้าชื่นชมมิได้ “เสิ่นมู่ผู้นี้น่ากลัวอย่างจริงแท้ เห็นได้ชัดว่าเขายอมตายเอาดาบหน้า! ต่อให้ใกล้สิ้นแรงสุดชีวิต เขาก็ยังคิดกลยุทธ์เช่นนี้ออก ทรงพลังจริง ๆ!”
ชายชราในชุดนักพรตขมวดคิ้ว “แต่สำหรับเรา มันเท่ากับมีตัวแปรเกินคาดคะเนขึ้นในการสังหารคนผู้นี้ ขอเพียงปล่อยให้เขารอดตายในหุบเหวหมอกดำได้…”
โดยไม่รอให้เขาพูดจบ สตรีในชุดเรียบง่ายก็ส่ายหน้ากล่าว “ข้าว่า เขาจะถูกปราบก่อนถึงหุบเหวหมอกดำ!”
ดวงตาของชายชราชุดนักพรตพร่างประกาย “จะวางตาข่ายฟ้าดินไว้ที่ทางเข้าหุบเหวหมอกดำล่วงหน้าหรือ?”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสตรีในชุดเรียบง่าย “ถูกต้อง เรานั่งบนภูดูพยัคฆ์ประชันมาตลอด ยามนี้ถึงเวลามอบ ‘ความประหลาดใจ’ ให้แก่เขาสักหน่อย!”
……
สามชั่วยามต่อมา
ในที่ราบกลางม่านหมอกแห่งหนึ่ง
“เร็วเข้า เจ้านั่นน่าจะหนีไปทางหุบเหวหมอกดำ ต้องมิให้เขาทำสำเร็จได้! หาไม่ จะจับตัวเขาได้อีกคนยากแล้ว!”
“ได้!”
มหาเซียนกลุ่มหนึ่งคำราม ขณะทะยานไปตรงหน้าด้วยจิตสังหารพลุ่งพล่าน
หลังจากไล่ล่ากันอยู่นาน มหาเซียนเหล่านี้พลันตระหนักว่าซูอี้น่าจะกำลังหนีไปยังหุบเหวหมอกดำ!
เพราะที่นี่นับได้ว่าใกล้หุบเหวหมอกดำมากแล้ว
สำหรับมหาเซียนเหล่านี้ หากเคลื่อนไหวสุดกำลัง พวกเขาจะไปถึงในไม่ถึงอึดใจ!
และขอเพียงเป้าหมายหนีเข้าหุบเหวหมอกดำไปได้ ปฏิบัติการล่าสังหารนี้จะเกิดอันตรายและตัวแปรขึ้นมากมาย
ดังนั้นจึงไร้ผู้ใดยอมให้เรื่องเช่นนี้บังเกิด!
“เร็วเข้า ส่งสาส์นบอกคนอื่น ๆ ให้ไปขวางทางเข้าหุบเหวหมอกดำไว้อย่างสุดกำลัง!”
บางผู้ออกคำสั่ง
“ไม่ว่าอย่างไร จะปล่อยให้เขาเข้าหุบเหวหมอกดำไปมิได้นะ!!”
….มหาเซียนจากฝ่ายต่าง ๆ ล้วนรีบร้อนลงมือ
ไม่มีผู้ใดโง่ ยามไล่ล่าสังหารจวบยามนี้ ใครเล่าจะยังมิเห็นว่าจุดประสงค์ของซูอี้คือเข้าไปในหุบเหวหมอกดำ?
ชั่วขณะนั้น ลำแสงจรัสจ้าสายแล้วสายเล่าตัดผ่านนภาทะยานสู่หุบเหวหมอกดำตาม ๆ กัน
“หือ? สหายเต๋าเซวี่ยเฮ่อ?”
ระหว่างทางไปยังหุบเหวหมอกดำ ห้ามหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพพลันพบว่ามีชายหนุ่มผมแดงยาวดุจโลหิตผู้หนึ่งทะยานเข้าสู่หุบเหวหมอกดำด้วยเช่นกัน
“ไฉนเจ้าจึงยังมีชีวิตอยู่?”
เหมิงเจ๋อซึ่งเป็นผู้นำกล่าวอย่างประหลาดใจ
ข้างกายเขา ชายวัยกลางคนในชุดหนังสัตว์ นักพรตชุดแดง สตรีชุดขาวและคนอื่น ๆ ล้วนประหลาดใจมิแพ้กัน
ก่อนหน้านี้ที่ค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดนที่ลัทธิหลิงหลงวางไว้ พวกเขาล้วนเห็นแล้วว่าซูอี้ฆ่าล้างทั่วแดน
ยิ่งกว่านั้น หลังค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดนถูกทำลาย พวกเขายังได้เห็นภาพที่กู้เจ้าหลิน มหาเซียนอาวุโสแห่งลัทธิหลิงหลงถูกสังหาร และต่างคิดไปว่าห้ามหาเซียนจากลัทธิหลิงหลงตายตกมิเหลือรอด
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าจะได้พบมหาเซียนเซวี่ยเฮ่อจากลัทธิหลิงหลงปรากฏขึ้นในยามนี้!
“ใครบอกเจ้าว่าข้าตายแล้ว?”
ใบหน้าของเซวี่ยเฮ่อปรากฏความไม่พอใจ กล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ
สีหน้าเหมิงเจ๋อแข็งค้าง กล่าวขอโทษขอโพย “สหายเต๋าโปรดอภัยด้วย ในศึกก่อนหน้านี้ ข้าคิดว่า…”
เซวี่ยเฮ่อแค่นเสียงเย็นชา “มิต้องอธิบายแล้ว! ข้าไม่มีอารมณ์มาฟังพวกเจ้าเพ้อเจ้อ!”
ว่าแล้ว เขาก็เคลื่อนกายบนอากาศไปทางหุบเหวหมอกดำ
“คนผู้นี้อารมณ์ร้ายจริง ๆ!”
ชายในชุดหนังสัตว์พึมพำ
“เรื่องธรรมดา พวกเขาห้าคนเกือบถูกซูอี้ฆ่าล้าง มีเพียงเขาโชคดีรอดตายมาได้ หากเป็นเจ้า จะอารมณ์ดีกว่านี้ได้หรือ?”
นักพรตชุดแดงกล่าวอย่างลำพอง “การไล่ล่าสังหารครั้งนี้ พวกเขาลัทธิหลิงหลงโชคร้าย ทุกผู้เข้าใจดี”
คนอื่น ๆ เองก็อดเสสรวลมิได้
ขณะเสวนา พวกเขาก็ทะยานสุดกำลังไปยังหุบเหวหมอกดำ
ไม่นานนัก ฟ้าดินไกลออกไปพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทา หมอกดำหนาแน่นปกคลุมขุนเขาอันตรายลูกหนึ่งไว้
และลึกลงไปใต้ดินในขุนเขานั้นก็นำไปสู่ทางเข้าหุบเหวหมอกดำ!
กล่าวกันว่าหุบเหวหมอกดำนั้นนำสู่ส่วนลึกที่สุดใต้พิภพ เทียบได้กับโลกเร้นลับมโหฬาร เปี่ยมด้วยสิ่งอันตรายประหลาดพิกลมากมาย
และยามนี้ มหาเซียนมากมายก็มาถึงในบริเวณทางเข้าหุบเหวหมอกดำ แต่ก็มิพบเงาของซูอี้!
“ข้าสัมผัสได้ชัดเจนว่าปราณของเด็กนั่นหายไปในบริเวณนี้”
“หมายความว่าเขาน่าจะเข้าไปในหุบเหวหมอกดำแล้วหรือ?”
“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่”
….ชั่วขณะนั้น มหาเซียนจากฝ่ายต่าง ๆ ล้วนหน้าดำคล้ำ
“เราต้องไม่รอช้า อย่าให้โอกาสเสิ่นมู่ผู้นั้นพักหายใจฟื้นตัว ไป ไปหุบเหวหมอกดำกัน!”
บางผู้ตัดสินใจทันที เขาพาพรรคพวกทะยานสู่ส่วนลึกของหุบเหวหมอกดำทันใด
“แบ่งสองคนอยู่เฝ้าที่นี่ คนอื่น ๆ มากับข้า!”
บางผู้รอบคอบกว่า หลังจัดคนเฝ้าเวรได้ก็พาสหายคนอื่น ๆ ทะยานสู่หุบเหวหมอกดำด้วยกัน
“ลงมือเร็วเข้า ให้ผู้อื่นแซงไปก่อนมิได้นะ!”
บางผู้กระวนกระวาย
คนทุกผู้ต่างรู้ว่าเสิ่นมู่นั้นเป็นศรปลายวิถี พร้อมสิ้นแรงได้ทุกเมื่อ!
ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดยอมเสียเวลา
การให้เสิ่นมู่ฉวยโอกาสหลบหนีไปได้นั้น พวกเขายิ่งรับมิได้ไปใหญ่!
มิต้องพูดถึงว่าพวกเขาไล่ล่ามาจนป่านนี้ ทุ่มเทเวลาและความพยายามเกินคณานับ เมื่อเห็นเหยื่อทำท่าจะล้มแหล่มิล้มแหล่เช่นนี้ ใครเล่าจะเลือกยอมแพ้?
เรื่องสำคัญสูงสุดคือ หนนี้ฝ่ายต่าง ๆ ล้วนประชัน คนทุกผู้ล้วนอยากจับตัวเสิ่นมู่เป็นพวกแรก
จนยามลงมือ พวกเขาต้องทุ่มสุดตัว ประชันแข่งขันกันเองมิให้ช้าจนผู้อื่นมาตัดหน้าชิงเหยื่อไป
ชั่วขณะนั้น มหาเซียนจากขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายล้วนลงมือ
ไม่นานนัก ที่นอกทางเข้าหุบเหวหมอกดำก็เหลือเพียงมหาเซียนบางคนรอสนับสนุน
และชายชราชุดนักพรตกับสตรีในชุดเรียบง่ายซึ่งซุ่มรอโจมตีอยู่เนิ่นนานก็อดตะลึงงันมิได้
นี่มันเรื่องอันใดกัน?