บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1711: ถึงกาลรวบตาข่าย
ตอนที่ 1711: ถึงกาลรวบตาข่าย
……………
ตอนที่ 1711: ถึงกาลรวบตาข่าย
ปราณเทพ!
เมื่อเงามืดปกคลุมฟ้าดินปรากฏขึ้น แม้จะอยู่แสนไกล แต่มหาเซียนทั้งหลายล้วนขนลุกขนพอง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน
ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่ามีผู้ใช้สมบัติลับที่ทวยเทพให้มา!
“แม่งเอ๊ย! โหดฉิบหาย คิดจะทำลายเสิ่นมู่ให้สิ้นซากเลยหรือไร?”
มีผู้สบถด่าอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจยิ่ง
มหาเซียนคนอื่น ๆ เองก็มีสีหน้ายากมอง
พวกเขาทุ่มเทวางแผนโจมตีสุดฝีมือ ทว่าสุดท้ายเหยื่อก็ถูกผู้อื่นฆ่าได้ ใครเล่าจะยอมรับไหว?
ยามนี้ ซูอี้หาหลบเลี่ยงหรือกระทั่งขัดขืนไม่
วูบ!
หลังร่างของเขาพุ่งเข้าไปในโลกหล้าอันมืดมัว ปราณวัฏสงสารลึกลับเกินเข้าใจก็ปรากฏขึ้นรอบร่างดุจปราณดาบหนาแน่น
เปรี้ยง!
รุ่งทิพย์สีดำนับไม่ถ้วนดุจเส้นหนวดปรากฏขึ้นชั้นแล้วชั้นเล่า แต่ก่อนจะทันสัมผัสตัวซูอี้ พวกมันก็ถูกบดขยี้กระเด็นกระดอนทุกทิศทางราวแขนขาถูกสะบั้นขาด
อำนาจเทพแล้วเช่นไร?
ต่อหน้าวัฏสงสาร มันก็จะถูกปราบลงอยู่ดี!
ยามนี้ ซูอี้สัมผัสได้ชัดเจนว่าอำนาจเทพปกคลุมทั่วฟ้าดินนี้เหมือนกับอำนาจหายนะเซียนที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นประสบ
สิ่งนี้ทำให้เขาอนุมานได้ทันทีว่าศัตรูผู้โจมตีเขาในครานี้ต้องมาจากลัทธิหมื่นวิญญาณเป็นแน่แท้!
ตู้ม!
โลกหล้าอันมืดมิดสั่นสะท้าน
ภายใต้สายตาตกตะลึงทุกคู่ ซูอี้เป็นประหนึ่งลำแสงอันตัดผ่านความมืด ทำลายทุกสิ่งที่เคลื่อนผ่านก่อนจากไปอย่างไร้อุปสรรค!
“เป็นไปได้เช่นไร!?”
หนึ่งเสียงตะโกนอย่างเดือดดาล
เขาเป็นชายวัยกลางคนร่างบึกบึน ผมสยายยาว โองการเทพในมือแหลกสลายเป็นเถ้าถ่าน
มิต้องสงสัยเลยว่าเมื่อครู่นี้ อีกฝ่ายคือผู้ลงมือใช้อำนาจเทพพยายามจัดการกับซูอี้
แต่มิเคยคาดเลยว่าซูอี้จะทลายมันลงได้ง่าย ๆ!
ภาพนี้ยังทำให้มหาเซียนคนอื่น ๆ ผงะอึ้งไปได้เช่นกัน
เสิ่นมู่ผู้นั้น… ทำได้เช่นไร!?
“มัวอึ้งอยู่เพื่อการใด รีบไล่ตามสิ!”
บางผู้คำรามเสียงต่ำ เคลื่อนกายไล่ตามไปอย่างสุดความเร็ว
มหาเซียนทั้งหลายประจักษ์แล้วว่าซูอี้บาดเจ็บสาหัส ร่างกายโชกเลือด เป็นโอกาสงามในการล่าเขา
ใครเล่าจะยอมปล่อยซูอี้หนีไปเช่นนี้?
“ไป!”
มหาเซียนบางผู้โผนทะยานไล่ตามสุดกำลัง
“ส่งข้อความบอกคนอื่น ๆ ให้ขวางทางตรงหน้าไว้เร็วเข้า!”
บางผู้รีบออกคำสั่ง “ส่วนคนอื่น ๆ ตามมากับข้า ไม่ว่าอย่างไร จะปล่อยให้เสิ่นมู่นั่นถูกผู้อื่นจับไปมิได้!”
ชั่วขณะนั้น มหาเซียนจากขุมกำลังวิถีเซียนทั้งหลายเช่นลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิอัคคีเทพ และลัทธิหมื่นวิญญาณล้วนหยุดสะกดปราณบนร่าง เคลื่อนกายปรากฏขึ้นอย่างเปิดเผย
ปราณอันร้ายกาจกวาดทั่วฟ้าดิน มิอาจทราบได้ว่าในกาลนั้นเกิดเสียงอุทานอื้ออึ้งมากมายเพียงใด
“กลุ่มมหาเซียนมากมายเพียงนี้ ส่งมาเพื่อการใดกันแน่?”
“สวรรค์! พวกนั้นเป็นมหาเซียนกันจริงหรือ?”
“ปกติแล้วมหาเซียนเป็นประหนึ่งมังกร พบหัวไม่เห็นหาง ยากจะพบพานได้ ใครเล่าจะกล้าคาดคิดว่าจะมีมหาเซียนโผล่มามากมายในวันนี้?”
…ทั่วแคว้นหมิงมีนครเซียนอยู่มาก รวมไปถึงขุมกำลังวิถีเซียนด้วย
เมื่อมหาเซียนทั้งหลายไม่ซ่อนปราณตน เคลื่อนกายผ่านท้องนภา ก็ก่อเสียงฮือฮาขึ้นโดยพลัน
……
ขณะเดียวกัน
แดนดินอันเดิมปกคลุมด้วยค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดนเหลือเพียงซากปรักหักพังเนิ่นนาน
สตรีในชุดเรียบง่ายและชายชราในชุดนักพรตจากลัทธิไร้มลทินกำลังเสวนากัน
“ห้ามหาเซียนจากลัทธิหลิงหลงตายตกมิเหลือแล้ว…”
สตรีในชุดเรียบง่ายอ้าปากค้าง สีหน้าแววตาเปี่ยมความเคร่งขรึม
ข้างกายนาง ชายชราในชุดนักพรตกระซิบว่า “ข้าไม่คาดจริง ๆ ว่ากู้เจ้าหลินซึ่งบรรลุการสร้างเขตแดนวิถีมหาเซียนก็ตายด้วยเช่นกัน”
กู้เจ้าหลินคือชายชราร่างผอมที่ซูอี้ฆ่าไปเมื่อกาลก่อน
เป็นมหาเซียนชราผู้เข้าสู่ขอบเขตอัศจรรย์เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว!
เขตแดนวิถีนั้นยากสร้าง กระทั่งในระดับมหาเซียนยังมีน้อยคนนักจะสามารถควบแน่นเขตแดนวิถีอันสมบูรณ์ได้
และกู้เจ้าหลินคือหนึ่งในนั้น!
มหาเซียนอาวุโสเช่นเขานับได้แน่นอนว่าเป็นตัวตนสูงสุดในขอบเขตเดียวกัน
ทว่ายามนี้ อีกฝ่ายกลับตายตกด้วยมือราชันเซียนผู้หนึ่ง หากเรื่องนี้แพร่งพราย ทั่วแดนเซียนคงได้ตกตะลึงอีกคราเป็นแน่แท้!
“ค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดนพังทลาย กู้เจ้าหลินและมหาเซียนคนอื่น ๆ รวมห้าคนตายตก ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองเค่อ เห็นได้จากกาลนี้ว่าไพ่ตายของเสิ่นมู่น่ากลัวยิ่ง”
สตรีในชุดเรียบง่ายขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “จริงอยู่ที่เขาบาดเจ็บ ดูสาหัสร้ายแรง ทว่าเสิ่นมู่ในยามนี้อันตรายที่สุดอย่างไร้กังขา ห่างไกลจากศรปลายวิถีมากนัก”
“หาไม่มีหรือเขาจะทะลวงวงล้อมมหาเซียนเหล่านั้นออกไปได้?”
“กระทั่งอำนาจเทพที่ลัทธิหมื่นวิญญาณใช้ เขายังทำลายได้!”
ท้ายที่สุด หัวใจของสตรีในชุดเรียบง่ายก็เปี่ยมด้วยความพรั่นพรึง
ยากจะสงบใจ!
ยิ่งนางได้รับรู้เรื่องของเสิ่นมู่มากขึ้น นางก็ค้นพบว่าชายหนุ่มผู้มีการฝึกฝนเพียงระดับราชันเซียนนั้นก็ยิ่งทรงพลังน่าสะพรึงกลัวกว่าที่พวกนางเคยคาดไว้!
เมื่อลองถามใจตนดูก็พบว่า หากเปลี่ยนเป็นมหาเซียนเช่นนางมาถูกขังในค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดน เกรงว่าชะตาคงขาด ณ ยามนั้น
เทียบกันแล้ว ก็คาดเดาได้ว่าเสิ่นมู่ผู้นั้นน่ากลัวเพียงใด
ชายชราในชุดนักพรตพยักหน้ากล่าว “แต่เกรงว่าหนนี้ เขาคงลำบากแล้วล่ะ มหาเซียนจากขุมกำลังวิถีเซียนต่าง ๆ จะมิยอมให้เขามีโอกาสเยียวยารักษาตัวเป็นแน่แท้!”
ว่าถึงตรงนี้ ประกายเย็นเยียบก็พลุ่งพล่านในส่วนลึกของดวงตา “คาดได้ว่าการไล่ล่าต่อจากนี้ เสิ่นมู่ผู้นั้น… พร้อมตายตกได้ทุกเมื่อ!”
สตรีในชุดเรียบง่ายถูหว่างคิ้ว “อย่าด่วนสรุปเร็วนัก จากนี้ไป เราถือซูอี้เป็นราชันเซียนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต้องถือเขาเป็นศัตรูอันดับหนึ่งซึ่งเพียงพอเป็นภัยต่อชีวิตเราได้!”
ชายชราในชุดนักพรตนิ่งไป สีหน้าของเขายากตีความ
ท้ายที่สุด แม้เขาจะมิอยาก ก็ต้องยอมรับว่าสตรีในชุดเรียบง่ายกล่าวไว้ถูกเผง!
“ไป ข้าอยากเห็นนักว่าเสิ่นมู่จะรอดจากการไล่ล่าไปได้สักเพียงไร”
สตรีในชุดเรียบง่ายสูดหายใจลึก ๆ แล้วเริ่มลงมือ
ชายชราในชุดนักพรตติดตามนางไป
……
กลางดึก
ลึกเข้าไปในป่าเขาโบราณแห่งหนึ่ง
ท้องนภามืดมนเงียบสงัด
ซูอี้เอนกายพิงรากพฤกษาใหญ่ ร่างของเขาปกคลุมด้วยเงามืดสนิท
อาภรณ์ของเขาแหว่งวิ่นชุ่มเลือด เส้นผมยาวสยายกระจาย ร่างปกคลุมด้วยบาดแผลชวนขวัญผวา มีทั้งแผลดาบ รอยมีด รอยหมัด…
เลือดเนื้อบางจุดของเขาไหม้เกรียม กระดูกขาวโผล่รำไร
ชวนผงะ!
ทว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือบาดแผลในร่างของเขา วิญญาณแทบเหือดแห้ง อำนาจจิตวิญญาณแทบมิเหลือ
บาดแผลเช่นนี้ร้ายแรงอย่างยิ่ง
หากเป็นผู้อื่น เกรงว่าคงสิ้นหวังหมดอาลัย เลิกต่อต้านขัดขืนไปแล้ว
ทว่าซูอี้มิใช่เช่นนั้น
สีหน้าของเขายังคงเยือกเย็นเช่นกาลก่อน ดวงตาลึกล้ำเย็นเยียบ ไร้การเปลี่ยนผันอารมณ์ใด ๆ
อำนาจของโอสถจิตนภาเก้าอัศจรรย์ถูกหลอมรวมในร่างของเขาอย่างเต็มที่ เมื่อกอปรกับเคล็ดพลังอมตะ บาดแผลบนร่างของชายหนุ่มก็กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
การไล่ล่านี้เริ่มขึ้นด้วยการทำลายค่ายกลดอกลำโพงคั่นแดน จวบตอนนี้กินเวลาหกชั่วยามเต็ม!
ในหกชั่วยามมานี้ เขาถูกมหาเซียนจากขุมกำลังต่าง ๆ ไล่ล่ามิหยุดหย่อน ประสบการขัดขวางอันตรายร้ายกาจ และการซุ่มโจมตีมากมายระหว่างทาง
ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงมาหลายหน
เหมือนเช่นเมื่อครู่ ในทะเลทรายอันรกร้างแห่งหนึ่ง เขาถูกมหาเซียนกลุ่มหนึ่งเข้าขวาง อีกฝ่ายโจมตีอย่างไร้การเกรงใจ ใช้สารพัดอาวุธสังหารก้นหีบกระหน่ำสังหาร
ท้ายที่สุด ทะเลทรายในบริเวณสามหมื่นลี้ก็ถูกอำนาจทำลายล้างร้ายกาจระเบิดสิ้น จมเป็นหลุม สุญญะพังทลาย!
แม้ซูอี้จะหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด บาดแผลของเขาก็แย่ลงสามส่วน
‘ข้าไม่ได้อยู่ในสภาพทุลักทุเลเช่นนี้มาเนิ่นนาน แม้จะทำให้รู้สึกหงุดหงิดมีโทสะ แต่ความรู้สึกการอยู่บนเส้นแบ่งเป็นตายนี้หาได้ยากอย่างมิต้องสงสัย…’
ซูอี้กล่าวในใจ
รูปลักษณ์ของศัตรูคนแล้วคนเล่าปรากฏขึ้นในจิต
ลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิไร้มลทิน ลัทธิอัคคีเทพ ลัทธิหมื่นวิญญาณ วังเซียนฟ้ามรกต…
รวมแล้วเก้าขุมกำลังวิถีเซียน!
มหาเซียนรวมทั้งสิ้นสามสิบเจ็ดคน!
ในหมู่พวกเขา ผู้ทรงพลังสูงสุดคือชายชราจากวังเซียนฟ้ามรกตซึ่งมีการฝึกฝนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย และเป็นมหาเซียนอาวุโสเพียงคนเดียวที่อยู่ในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย
นามของคนผู้นั้นคือไท่เจิง ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งวังเซียนฟ้ามรกตซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อซูอี้ในการไล่ล่าก่อนหน้านี้
การหนีของซูอี้ถูกสกัดขัดขวางโดยผู้เฒ่าผู้นี้ไม่ต่ำกว่าสามหน และเขาต้องสู้ยิบตา ยอมบาดเจ็บเพื่อสลัดหลุดจากวงล้อม
นอกจากนั้น ซูอี้ยังต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามีคนจากสำนักเซียนหมื่นดาบปนเข้ามาร่วมล่าเขาด้วย!
สำนักเซียนหมื่นดาบเป็นขุมกำลังวิถีดาบอันดับหนึ่งในแคว้นเหวิน หนึ่งในยักษ์ใหญ่วิถีเซียนอันน้อยนิดในแดนเซียน รากฐานเก่าแก่โบราณ ย้อนได้ถึงก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด!
ขุมกำลังวิถีดาบนี้ เดิมทีเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในสี่สุดยอดสำนักดาบแห่งแดนเซียน บรรพชนผู้ก่อตั้งของมันเป็นกระทั่งยักษ์ใหญ่ผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ซูฝูซื่อ!
และซูฝูซื่อก็เป็นสหายรักร่วมเป็นร่วมตายกับหวังเย่ในกาลก่อน ไม่มีทางทรยศ บุกน้ำลุยไฟไปด้วยกันหลายต่อหลายหน!
ในหมู่สี่โคลงวลีแห่งหอน้อยสมปรารถนา ข้อความ ‘สูงส่งเป็นที่สรรเสริญในโลกหล้า’ นั้นสื่อถึงซูฝูซื่อ!
เพราะความสัมพันธ์ระหว่างซูฝูซื่อและหวังเย่นั้นเอง เขาจึงไปเป็นแขกที่สำนักเซียนหมื่นดาบและสร้างอนุสรณ์ดาบให้ขุมกำลังวิถีดาบโบราณนี้ด้วยตนเอง!
บนอนุสรณ์ดาบสลักสิบสามมรดกสูงสุดวิถีดาบไว้ และแต่นั้นมา อนุสรณ์ดาบนั้นก็กลายมาเป็นแดนสุขาวดีชั้นหนึ่งในสำนักเซียนหมื่นดาบ
เป็นโถงศักดิ์สิทธิ์ในใจผู้ฝึกดาบทั่วหล้า!
ทว่าซูอี้มิคาดเลย ว่าสำนักเซียนหมื่นดาบซึ่งซูฝูซื่อสร้างขึ้น หลังผ่านชั่วกาลนานนับหมื่นแสนปี พวกเขาจะส่งมหาเซียนสามคนมาเข้าร่วมการไล่ล่าสังหารเขา
บ้าบอสิ้นดี
ซูอี้ไม่อาจเข้าใจได้เลย
เพราะนับแต่เขาเข้ามาในแดนเซียน เขาก็มิเคยพานพบคนจากสำนักเซียนหมื่นดาบมาก่อน อย่าว่าแต่จะมีความแค้นใด ๆ ต่อกัน!
‘เรื่องนี้ปล่อยไว้เฉย ๆ มิได้ ต่อให้ซูฝูซื่อจะยังอยู่ ก็ต้องคิดบัญชีให้ละเอียด!’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาส่ายหน้าหยุดคิดโดยพลัน
ยามนี้ สถานการณ์ของเขาเลวร้ายอย่างจริงแท้ กระทั่งบาดแผลยังร้ายแรงยิ่งนัก
ทว่าในการไล่ล่าสังหารหนนี้ เขาก็ไม่ได้ใช้อำนาจดาบเก้าคุมขังเลย!
เพียงเรื่องนี้ก็ทำให้ซูอี้รู้สึกภาคภูมิอย่างบอกไม่ถูกแล้ว
เพราะถึงอย่างไร ยามนี้เขาก็เป็นเซียนแท้ขอบเขตสุญตาขั้นต้น
เขาอยู่รอดในการไล่ล่ายิ่งใหญ่มาจวบยามนี้โดยมิใช้ไพ่ตาย ซึ่งในกาลก่อน กระทั่งซูอี้เองยังมิเชื่อว่าตนจะทำได้!
“ยามนี้ ข้าอยู่ห่างจากหุบเหวหมอกดำเพียงสามหมื่นลี้… เมื่อถึงที่นั่น ก็ถึงกาลรวบตาข่ายการไล่ล่าหนนี้…”
ดวงตาของซูอี้วูบไหวด้วยจิตสังหาร
หนนี้ เขาคิดจะรวบตัวผู้ไล่ล่าสังหารเขาทั้งหมด
แม้ท้ายที่สุดจะล้มเหลว เขาก็จะฆ่าศัตรูให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
และหุบเหวหมอกดำก็เป็นสถานที่รวบตาข่ายอันยอดเยี่ยมโดยไร้กังขา!
……………