บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2012 บรรทัดฐาน!
บทที่ 2,012 บรรทัดฐาน!
เมืองสะพานมาศ ยามเห็นเมืองแห่งนี้จากไกลๆ หัวใจของอู่หลิงชงก็บีบตัว ประตูเมืองสะพานมาศวันนี้ไร้ผู้คน แตกต่างจากในอดีต ในบริเวณใกล้เคียงประตูเมือง ไร้ยอดฝีมือใดๆ ในสายตา ดูผิดปกตินัก “ดูเหมือนยอดฝีมือในเมืองนี้จะทราบแล้วนะว่าพี่ชายร่วมวิถีมา”
อู่หลิงชงกล่าวเสียงเบา “หากไร้สิ่งใดเกินคาดฝัน ยามพี่ชายร่วมวิถีไปถึง จะถูกล้อมสังหารอย่างเกินคาดฝันเป็น แน่แท้”
ทว่าซูอี้กลับกล่าวเสียงเรียบขณะถือไหสุรา “พักที่นี่กันสักวันแล้วไปเถอะ” อู่หลิงชงนิ่งไป ก่อนจะกล่าวว่า “ได้” เขาเห็นได้ว่าซูอี้ไม่ได้สนใจปัญหาที่จะพบหลังเข้าเมืองแม้สักนิด!
ขณะสนทนา พวกเขาก็มาถึงตรงหน้าเมืองสะพานมาศ ซูอี้เดินไปยังประตูเมืองโดยมิพูดพรํ่าทําเพลง อู่หลิงชงเดินตามไป
เทียบกับอากัปกิริยาเรียบเรื่อยเยือกเย็นของซูอี้ อู่หลิงชงนั้นกลับเกร็งทื่อ ดวงตาระแวดระวัง นับจากยามเข้าสู่ เมือง เขาก็เตรียมลงมือทุกขณะ
ภายในเมืองร้างผู้คนอย่างยิ่ง มีเพียงผู้รีบเร่งเดินทางบนถนนต่างๆ ให้เห็นประปราย ร้านนํ้าชาและโรงเตี๊ยมที่แต่ เดิมครึกครื้นเอะอะก็ยังโหรงเหรงไร้ผู้คน
บรรยากาศระหว่างทางวังเวงน่ากลัว
หัวใจของอู่หลิงชงหดหู่
อํานาจต่อสู้ของซูอี้ไม่ใช่ของปลอม ทว่าหอกในที่แจ้งหลบง่าย ธนูในที่ลับยากปัดป้อง กลยุทธ์ลอบโจมตีของผู้ฝึก ตนนั้นยากจะหลีกเลี่ยงได้!
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก”
ซูอี้พลันกล่าวขึ้น “สวรรค์บัญชาฆาต ชะตาดาวเปลี่ยนเคลื่อน แดนดินสั่งมรณะ มังกรอสรพิษปรากฏหล้า มนุษย์ หมายชีวิต ฟ้าดินตาลปัตร ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหาร ลอบโจมตี กับดัก อุบายลวงหลอก หรือกลยุทธ์ใดๆ ขอเพียงมี โอกาสสังหาร ทันทีที่ลงมือต้องเผยร่องรอยแน่แท้”
“เหมือนเช่น……” ซูอี้พลันเบนสายตามองไปยังร้านนํ้าชาข้างถนนสายยาว ร้านนํ้าชานั้นว่างโล่ง ประตูเปิดอ้า ไร้เงาผู้ใด เมื่อซูอี้เดินไปหา เสียงตีฆ้องรัวกลองเสียดโสตก็ดังออกมาจากในร้าน เคร้ง!!!
เสียงฆ้องกลองสะเทือนทั่วนภา
วิญญาณของอู่หลิงชงสั่นสะท้าน ดวงตามืดมัว ก่อนเขาจะทันไหวตัว เจ้าตัวก็เห็นซูอี้ยกมือขึ้นเล็กน้อย ตู้ม!
ร้านนํ้าชาถล่มร่วงเป็นเสี่ยง ร่างหนึ่งทะยานออกมา แปรเปลี่ยนเป็นวิหคประหลาดสีเลือด ท่าทีเหมือนกําลังพุ่งหนี ทว่าไม่ทันไร หัตถ์ใหญ่ปรกนภาข้างหนึ่งพลันคว้ามันไว้
เปรี้ยง!! วิหคประหลาดยาวร้อยจั้งถูกคว้าตัวและระเบิดร่างออกทันที
ทว่าเมื่อมองดีๆ หลังจากวิหคประหลาดสีเลือดแหลกสลาย มันก็เปลี่ยนเป็นเศษกระดาษนับไม่ถ้วนปลิดปลิว เห็น ได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแต่เป็นสมบัติลับชิ้นหนึ่ง
ขณะเดียวกัน แผนสังหารซึ่งเห็นได้ชัดว่าจัดเตรียมมาอย่างดีก็พลันปรากฏขึ้นรอบกายซูอี้……
ทางทิศอาคเนย์ เงาร่างหนึ่งทะยานออกมาจากใต้ชายคาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
เงานั้นรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบ เพียงโบกมือ ยันต์ค่ายกลประหลาดนับร้อยก็ถูกเหวี่ยงออกสร้างเป็นค่ายกล อันเปี่ยมด้วยปราณผีบนอากาศ
ทางทิศพายัพ แผ่นศิลาชิ้นหนึ่งบนพื้นแยกตัวออกอย่างเงียบเชียบ เกิดพายุปราณมีดสายหนึ่งพลันพัดโหม แปร ความสูงขึ้นเป็นพันจั้ง ปราณมีดพลุ่งพล่านทลายเวหา และชายร่างเล็กซึ่งเป็นเงาตะคุ่มอยู่ในพายุพลันลงมือโจมตีอย่าง เหี้ยมโหด
เบื้องหน้า ศรดอกหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากสุญญะ เจิดจรัสแผดเผาด้วยเพลิงทิพย์สีม่วง
เบื้องหลัง เงาร่างดุจผีร้ายนับพันปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบราวประตูนรกถูกแง้มเปิดพุ่งทะยานแสยะเขี้ยวกาง เล็บมาทางพวกเขา
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมเพรียงกับวิหคประหลาดสีเลือด
เพียงพริบตา ซูอี้ก็ถูกสารพัดเภทภัยโจมตีจากทั่วสารทิศ!!
อู่หลิงชงพรั่นพรึงวิญญาณหลุดลอย
เหตุสะท้านสะเทือนขวัญเมื่อครู่ทําให้วิญญาณของเขาสะท้านเทิ้ม แต่ก่อนจะทันไหวตัว เภทภัยสั่งตายเหล่านี้ก็ พลันปะทุ รวดเร็วเหลือเชื่อยิ่งนัก
จิตสังหารอันเข้มข้นนี้ได้ทําให้เขาขนลุกซู่ทั่วกาย สัมผัสความตายที่กําลังคืบคลานเข้ามาอย่างร้ายแรง
แผนสังหารนี้ถูกตระเตรียมไว้อย่างละเมียดละไม!
ทันใดนั้น ซูอี้ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งหน
ตู้ม!
ฟ้าดินสะท้านสะเทือน ทศทิศสุญตาไหวหวั่น
บังเกิดภาพเยี่ยงอภินิหาร ทั้งค่ายกลเปี่ยมปราณผี ศรศักดิ์สิทธิ์ที่ทะยานเข้ามา พายุอันทะลวงผ่านน่านฟ้า……
สารพัดการโจมตีอันบังเกิดทั่วสารทิศนั้นประหนึ่งถูกหัตถ์ใหญ่ล่องหนคว้าไว้แน่นิ่ง ไม่อาจขยับเคลื่อนใดๆ กระทั่งเงาร่างดุจผีร้ายนับพันยังค้างในท่าแยกเขี้ยวกางเล็บกับที่ ภาพนิ่งอันพิสดารนี้สะเทือนสายตาเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อซูอี้โบกแขนเสื้อเพียงหนหนึ่ง ตู้ม!!! ภาพนิ่งนี้พลันแหลกมลายไป
ค่ายกลทั่วทิศพังทลาย ศรกร่อนตัวมลาย พายุคลายตัว… การโจมตีทั้งหลายถูกบดขยี้เยี่ยงฟองคลื่นต้องวายุ แปร เปลี่ยนเป็นละอองแสงเสื่อมสลาย
แผนลอบสังหารพังทลาย! ขณะเดียวกัน ซูอี้ทําเพียงก้าวหนึ่งก้าวและโบกแขนเสื้ออย่างเรียบเฉยเท่านั้น ดวงตาของอู่หลิงชงเบิกกว้างอย่างตกตะลึง พลิกสถานการณ์เพียงหนึ่งโบกมือที่ว่าเป็นเช่นนี้เอง!
หนึ่งเสียงอุทานดังขึ้น เงาร่างมากมายปรากฏขึ้นในบริเวณใกล้เคียงและพุ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปไกล
จากปราณทั่วร่างพวกเขาและเคล็ดวิชาร้ายกาจที่ใช้หลบหนี ตัวตนทั่วไปในขอบเขตมหาศาลก็ไม่มีทางเทียบพวก เขาติด
ทว่าซูอี้นั้นเหมือนคาดการณ์ไว้แล้ว ชายหนุ่มโบกแขนเสื้อพริ้วไสวเป็นคลื่นขึ้นบนอากาศ เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว!
ปราณดาบสายแล้วสายเล่าปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุโปรยปรายทะยานเหินเข้าสังหารร่างซึ่งกําลังเผ่นหนีเหล่า นั้นลงตามกันในพริบตา
ทุกการโจมตีล้วนสังหารในพริบตา! โลหิตพร่างพรมบนเวหา เสียงกรีดร้องทั้งหลายเงียบลงทันทีที่ดังขึ้น และซูอี้ก็พาอู่หลิงชงเดินทางต่อ
เหมือนเดินทอดน่องทัศนา ถนนสายยาวอันกว้างขวางตกสู่ความเงียบงันในไม่ช้า ราวกับศึกที่เกิดและจบลงกะทันหันเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่
“หากอยู่ต่อหน้าอํานาจเด็ดขาด การซุ่มโจมตี กับดัก การลอบสังหาร แผนการ… อุบายเหล่านี้ พวกมันก็แค่ลูกไม้ ตื้นๆ หามีค่าใดไม่”
ระหว่างทาง ซูอี้ถือไหสุราในมือหนึ่ง อีกมือไพล่ไว้เบื้องหลัง ทอดน่องเฉื่อยชาเยี่ยงนักเดินทางจ่ายตลาด ขณะที่อู่หลิงชงหัวใจบิดมวน อารมณ์ปนเปหลากหลาย
เขาแน่ใจว่าหากเปลี่ยนเป็นตัวตนระดับสุดลึกลํ้าอื่นใด คงถูกสังหารในพริบตายามเผชิญหน้าการลอบสังหารเมื่อ ครู่เป็นแน่
ต่อให้เป็นตัวตนระดับครึ่งเทพยังต้องเอาตัวรอดชุลมุนด้วยซํ้าไป! ทว่าซูอี้นั้นแตกต่าง การลอบสังหารนั่นดูประหนึ่งเด็กเล่น ช่างปวกเปียกยิ่งนัก!
แล้วซูอี้ก็พลันถอนใจเบาๆ “ข้าสังหรณ์ว่าไม่ว่าหายนะใดจะบังเกิดต่อจากนี้ เกรงว่าคงทําให้ข้าผิดหวังแน่แท้”
อู่หลิงชง “……” ในโลกนี้ ยังมีพวกไม่พอใจที่ปัญหาใหญ่ไม่พอด้วยหรือ!? ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นไกลๆ บนถนน ทว่ายามเห็นถนัดตา อู่หลิงชงก็อดขมวดคิ้วมิได้
ตัวตนเหล่านั้นแทบทั้งหมดเป็นชนพื้นเมืองในเมืองนี้ การฝึกฝนแสนอ่อนแอ มีทั้งคนชรา สตรี และเด็ก รวมถึง คนหนุ่มสาวผู้อ่อนแอเพียงลมพัดก็ปลิดปลิวด้วย
หลายคนเป็นเพียงผู้มีศักยภาพซึ่งเพิ่งก้าวเข้าสู่วิถีฝึกฝน!
เมื่อกาลผ่าน ผู้คนก็ยิ่งมารวมตัวกันบนถนนมากขึ้นจนดูเหมือนทะเล พวกเขาล้วนแต่เป็นตัวตนตํ่าต้อย การ ฝึกฝนอ่อนแอ
ซูอี้ก็สังเกตเห็นเช่นกัน ตรงหน้า ชายชราร่างผอมแห้งในชุดผ้าผู้หนึ่งกล่าวขึ้นเสียงสั่น “โปรดหยุดลงที่นี่เถิด!” พร้อมกันนั้นเจ้าตัวก็ทรุดลงคุกเข่า ชนพื้นเมืองซึ่งแออัดยัดเยียดบนถนนพลันคุกเข่าลงพร้อมตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียว “ผู้อาวุโสโปรดหยุดเถิด!”
“ผู้อาวุโสโปรดหยุดเถิด!” วจีนั้นสะท้อนก้องกังวาน
อู่หลิงชงขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ว่าบางสิ่งมิชอบมาพากล ผู้แก่ชรา อ่อนแอ และเจ็บป่วยเหล่านี้น่าจะถูกผู้อื่นใช้มาหยุดพวกตนมิให้เดินหน้าไปต่อ “ไฉนพวกเจ้าจึงมาหยุดข้า?”
ซูอี้จิบสุราแล้วเอ่ยถาม
“การที่ผู้อาวุโสมาที่นี่ บ้านเมืองเราจะปั่นป่วนอย่างไม่อาจเลี่ยง ประตูเมืองจะลุกเป็นไฟ มัจฉาในสระหรือจะไร้ ผลกระทบ และยามบ้านเมืองเสียหายร้ายแรง ผู้อ่อนแอเช่นเราทั้งหลายในเมืองก็จะตกตายเกินคณานับ”
ชายชราในชุดผ้าคุกเข่ากล่าวเสียงหนักใจ “ขอวอนผู้อาวุโสโปรดเมตตา ให้ทางรอดชีวิตแก่เราทั้งหลายในเมืองนี้ ด้วยเถิด!”
ชาวพื้นเมืองมากมายซึ่งคุกเข่าอยู่ต่างก็กล่าววอนเป็นเสียงเดียว “วอนผู้อาวุโสโปรดเมตตา!”
ผู้คุกเข่าอยู่ที่นี่มีเด็กห้าหกปี ใบหน้าน้อยๆ ของพวกเขาไร้เดียงสาระคนหวาดกลัว
ชายชราอันมีใบหน้ายับย่นตัวสั่นสะรัว ดวงตาเปี่ยมความจนใจไร้กําลัง เด็กทารกร้องโยเย ผู้อ่อนแอทั้งหลายเหล่านี้ไม่อาจซุกซ่อนความพรั่นพรึงและร้อนใจไว้ได้ อู่หลิงชงขมวดคิ้ว
ยิ่งการฝึกฝนสูงส่ง ยิ่งมิยุ่งเกี่ยวกับผู้อ่อนแอ
แต่เมื่อเผชิญหน้าเรื่องทั้งหมดนี้ สีหน้าของซูอี้กลับยังไร้เปลี่ยนแปลง “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าหากข้าหยุดลงเพียงเท่านี้ หรือเลือกจรจากไป คนเหล่านี้จะถูกสังหารอยู่ดี?”
อู่หลิงชงผงะไป โพล่งถามขึ้นอย่างมิตั้งตัว “เพราะเหตุใด?”
ซูอี้กล่าวด้วยดวงตาแดกดัน “เพราะหากพวกเขาข่มขู่ข้าด้วยชีวิตผู้อ่อนแอเหล่านี้ได้ ต่อให้ไม่อาจทําให้ข้าก้มหัว พวกเขาก็ยังสามารถถ่วงแข้งถ่วงขาข้าให้ทุลักทุเลได้”
“ยามศัตรูเหล่านั้นพบอันตราย พวกเขาก็ยังสามารถใช้ผู้อ่อนแอเหล่านี้เป็นโล่ช่วยเหลือตนเองให้พ้นภัย” สีหน้าของอู่หลิงชงบิดเบี้ยว “นี่มิน่ารังเกียจไปหน่อยหรือ?”
ซูอี้กล่าวด้วยสีหน้าสุขุม “แล้วเช่นไร ขอเพียงฆ่าข้าได้ พวกเขาก็จะได้บําเหน็จจากเก้ามหาเทพสวรรค์ ต่อให้คน ทั้งเมืองต้องตกตาย ผู้ใดเล่าจะสนใจ?”
ในโลกนี้ ผู้คนมากมายพร้อมกระทําการทุกอย่างเพื่อตนเอง ชีวิตคนระดับรากหญ้านั้นหามีความหมายใด สําหรับมารปีศาจนอกรีตบางตน การเข่นฆ่าปลิดชีวิตเป็นสิ่งที่พวกตนภาคภูมิ “แล้ว… เราควรทําเช่นไรดี?”
อู่หลิงชงเอ่ยถาม ว่าตามตรงแล้ว เขาไม่อาจทนกระทําการใดต่อผู้ชราวัย อ่อนแอ เจ็บป่วย และพิการเหล่านี้เลย ซูอี้กล่าวเรียบๆ “ข้าไม่เคยเป็นคนดีอยู่แล้ว”
เสียงมิทันสิ้น เขาก็โบกแขนเสื้อ
บุคคลอันเนืองแน่นตรงหน้าเขาพลันถูกอํานาจล่องหนห่อหุ้มกาย แหวกออกสองข้างทางราวพงหญ้า ไร้ผู้ใดบาดเจ็บ
“แต่เทียบกับพวกสารเลวไร้ความเป็นคนเหล่านั้น อย่างน้อยข้าก็ยังมีศีลธรรมอยู่บ้าง” ยามซูอี้กล่าวถึงตรงนี้ คู่เนตรลึกลํ้าของเขาพลันปรากฏจิตสังหาร “และยามนี้พวกเขาลํ้าศีลธรรมของข้าไปแล้ว!” อู่หลิงชงใจสะท้านจังงัง เขาตระหนักชัดเจนว่าซูอี้ผู้เลื่อนลอยเยี่ยงเมฆาคล้อยนภา จู่ๆ ณ ยามนี้ก็ปรากฏจิตสังหารเย็นเยียบชวนใจหาย
ขึ้น
“เจ้ารอที่นี่นะ” เสียงเรียบเฉยของซูอี้ยังไม่ทันสร่างสลาย เขาก็ก้าวไปเบื้องหน้าแล้วหายวับไป ก่อนหน้านี้เขารอให้หายนะล่าสังหารมาถึง หวังว่าจะได้ ‘ประหลาดใจ’ ยามนี้ชายหนุ่มสิ้นความสนใจแล้ว เพราะศัตรูในเมืองไม่ได้ควรค่าให้เขาคาดหวังอีกต่อไป
เป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่บนวิถีฝึกฝน แต่กลับใช้ผู้อ่อนแอระดับตํ่ามาบังหน้า คนเช่นนี้หรือจะควรค่าเป็นศัตรูของเขา……ซูอี้?