บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2016 เหตุเกินคาดฝัน!
บทที่ 2,016 เหตุเกินคาดฝัน!
สตรีในอาภรณ์ขนนกจับจ้องซูอี้อย่างลึกลํ้า และกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณอันใด ใช้โอกาสนี้สลายความขุ่น เคืองเก่า แย้มยิ้มให้แก่กัน ทุกผู้ร่วมทางก็ควรร่วมมือกัน เจ้าว่าเช่นไร?”
ซูอี้กล่าวอย่างลุ่มลึก “วาจานี้ดียิ่ง” ว่าแล้ว เขาก็แย้มยิ้ม คนอื่นๆ เองก็ยิ้มตาม ทว่าความนัยในรอยยิ้มนั้นแตกต่างกัน
มีเพียงสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานที่ขมวดคิ้วมองภาพผู้คนซึ่งจู่ๆ ก็ ‘สมานฉันท์’ และมีเพียงความคิดเดียวในใจ…… คนนอกทั้งสองนั่น เกรงว่าคงมิใช่เจ้างั่งใช่หรือไม่? นางช่วยพวกเขาไปหนหนึ่งแล้ว แต่พวกเขากลับไม่แม้แต่จะสังเกตเห็น แล้วยังพาตนมาตายต่อเนี่ยนะ?
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานลอบถอนหายใจ และไม่คิดมากอีกต่อไป ความเมตตาไม่สังหารผู้ใด บางครั้งหากคนคิดจะตาย ผู้ใดก็หยุดมิได้ สะพานรุ้งทองพาดยาวผ่านนภา นําไปสู่น่านนํ้ารวนสวรรค์
เกลียวคลื่นโอบล้อมซัดสาด กระแสวารีมืดดําถาโถม ทว่าสะพานรุ้งทองกลับมั่นคงเยี่ยงภูผา สัญจรผ่านได้เยี่ยง ผืนแผ่นดิน
ทั้งคณะเดินบนสะพานรุ้งทอง จรจากไปไกล เฒ่าชั่วเหลยเดินนําหน้า ใช้คันฉ่องแปดทิศสาดส่องสร้างสะพานรุ้งทองใต้เท้าให้ทอดต่อเข้าสู่น่านนํ้าลึก เปรี้ยง!
สัตว์ร้ายตัวหนึ่งพลันทะลวงออกจากเกลียวคลื่น มันดูเหมือนมังกรอสรพิษตัวใหญ่ ทั่วทั้งร่างปกคลุมด้วยปราณ
มรณะแปลกประหลาดอันน่าสะพรึงกลัว บุกโจมตีสะพานรุ้งทองอย่างดุร้าย หางยาวอันหนักหนาเยี่ยงบรรพตสะบัดฟาด ทําให้สะพานรุ้งทองสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เกิดเป็นประกาย
แสงทองพร่างพรม ปราณของสัตว์ร้ายคล้ายอสรพิษนี้น่าสะพรึงกลัวแท้ มันสามารถสังหารตัวตนระดับสุดลึกลํ้าได้อย่างง่ายดาย “ตาย!”
ชายในชุดขนสัตว์ก้าวออกมาก้าวหนึ่ง หอกกระดูกขาวในมือแทงออกไปในอากาศ
ตู้ม!! ร่างใหญ่ยักษ์ของสัตว์ร้ายถูกฉีกกระชาก สลายหายไปเป็นปราณมรณะ “แข็งแกร่งยิ่ง!”
เปลือกตาของอู่หลิงชงกระตุก การโจมตีของชายในชุดหนังสัตว์นั้นเรียบง่ายตรงไปตรงมา ทว่าทรงพลังเหนือใคร!
“ในน่านนํ้ารวนสวรรค์นี้ สัตว์ร้ายเช่นเจ้านี่มีอยู่ทุกหนแห่ง พวกมันส่วนใหญ่เป็นเดนวิญญาณของยอดฝีมือผู้ตก ตายในอดีตกาล”
“แม้จะดูแข็งแกร่ง แต่ก็ยังร้ายกาจน้อยกว่าสางเทพในนครสาบสูญมากนัก” สตรีในอาภรณ์ขนนกกล่าวกับซูอี้และอู่หลิงชง “พวกเจ้าทั้งสองมาทําอันใดในนครสาบสูญหรือ?” ซูอี้กล่าว “ตามหาคน” สตรีในอาภรณ์ขนนกผงะไป “หรือญาติมิตรของท่านจะติดอยู่ในนครสาบสูญ?” “ไม่แน่ชัดนัก”
ซูอี้กล่าวด้วยนํ้าเสียงเนิบช้าว่า “มันเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว ข้าไม่อาจแน่ใจว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตหรือไม่ แต่ไม่ ว่าอย่างไร ข้าก็ขอเห็นด้วยตาตนเอง”
สตรีในอาภรณ์ขนนกครุ่นคิดและกล่าวขึ้น “แต่ท่านเข้าใจถึงความอันตรายในนครสาบสูญหรือไม่? ต้องทราบว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอเพียงเข้าไปในนครสาบสูญ ผู้คนน้อยนักจะรอดออกมาได้”
ซูอี้กล่าวเบาๆ “ไม่ว่าอันตรายเช่นไรก็ต้องไป เจ้าเล่า มาทําอันใดที่นครสาบสูญ?” “เรื่องของเรา เจ้าควรถามให้น้อยจะดีกว่า” สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานที่หัวแถวพลันกล่าวออกมาด้วยเสียงเย็น
สตรีในอาภรณ์ขนนกยิ้มบาง “เราไม่สะดวกกล่าวเรื่องบางเรื่อง แต่สรุปคือ เราก็มาช่วยคนเหมือนพวกเจ้า กระมัง”
“ช่วยคน?”
ซูอี้ตะลึงไป ต่อจากนั้น สตรีในอาภรณ์ขนนกดูแสนช่างเจรจา ฉวยโอกาสนี้สืบที่มาของซูอี้และอู่หลิงชง ทว่าซูอี้ทําเพียงขานนาม และเลี่ยงคําตอบอื่น
เขาประหลาดใจเมื่อเจ้าเฒ่าเหล่านั้นไร้ความสะดุ้งสะเทือนหรือมีปฏิกิริยายามได้ยินชื่อของตน เห็นได้ชัดว่ามิเคย ได้ยินมาก่อน
สิ่งนี้ทําให้ซูอี้ตัดสินได้ทันทีว่าคนเหล่านี้น่าจะยังไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในจุดจอดพักทั้งห้าก่อนหน้านี้! และพวกเขาก็น่าจะไม่รู้เกี่ยวกับประกาศจับของเก้ามหาเทพสวรรค์แห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาด้วยซํ้า! หาไม่ พวกเขาก็ต้องเคยได้ยินชื่อของตนมาก่อน! “สถานการณ์แย่นิดหน่อย ลู่เหมิ่ง ฮูหยินเชียนคุ่ย พวกเจ้าพิทักษ์แม่หนูหลีซวงด้วย!” ทันใดนั้น เฒ่าชั่วเหลยพลันกล่าวขึ้นเสียงดัง ชายในอาภรณ์หนังสัตว์และสตรีในอาภรณ์ขนนกต่างครั่นคร้าม
เมื่อมองตามไปก็พบว่าในน่านนํ้าที่อยู่ไกลออกไปปรากฏเงาหนาทึบนับร้อยพัน พวกมันล้วนเป็นสัตว์ร้ายเร้นกาย ในน่านนํ้ารวนสวรรค์
ทว่าจํานวนของมันมากเกินไป! เพียงมองก็ชวนให้หนังศีรษะชาวาบ “ขึ้นมา!”
สตรีในอาภรณ์ขนนกโบกมือ วงแสงสีเงินทะยานสรวง สะท้อนเป็นจันทร์เพ็ญจรัสฟุ้งเยี่ยงฝัน “ย้าก!”
หอกกระดูกขาวในมือของชายในชุดหนังสัตว์พลันยิงแสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดพุ่งทะยาน ตัดผ่านนภาออกไป จิต สังหารสะท้านสรวงสะเทือนแดน
เขากับสตรีในอาภรณ์ขนนกปกป้องสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานด้วยกัน
ขณะที่เฒ่าชั่วเหลยก็เปิดทางเบื้องหน้า เปรี้ยง!
สัตว์ร้ายนับร้อยพันสาดซัดคลื่นใหญ่ถาโถม กระโจนเข้ามาหา แต่ละตัวล้วนมีรูปลักษณ์แปลกประหลาด บ้างเป็น ผีร้าย บ้างเหมือนสัตว์ร้ายโบราณ บ้างกางปีกร่อนโฉบ บ้างโจมตีจากใต้ผืนนที
เยี่ยงทัพอันยิ่งยง! วารีป่วนปั่น สะพานรุ้งทองถูกกระทบอย่างรุนแรง
ยามสงครามบังเกิด เฒ่าชั่วเหลยเบิกทาง คันฉ่องแปดทิศเรืองรองเจิดจ้า ทําการบดขยี้สัตว์ร้ายตรงหน้าลงอย่างดุ เดือดอหังการ
ชายในชุดหนังสัตว์และสตรีในอาภรณ์ขนนกคุ้มกันสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานไล่หลังเฒ่าชั่วเหลยไปติดๆ อํานาจต่อสู้ของทั้งสองเองก็น่าสะพรึงกลัว สัตว์ร้ายจากสองฝั่งล้วนถูกสังหารพร้อมกัน ขณะที่ซูอี้และอู่หลิงชงตามไปเบื้องหลัง นอกจากนั้น สัตว์ร้ายต่างพุ่งตามติด เต็มท้องฟ้า ขณะส่งเกลียวคลื่นทะยานสูง ซูอี้พลันคว้ายันต์ลับปึกใหญ่ขว้างออกไป
เปรี้ยง!
ยันต์ลับนับร้อยพันระเบิดติดต่อกันดังระรัว รัศมีแสงจรัสจ้าตระการสีเบ่งบานพรั่งพร้อมบนอากาศ ให้ความรู้สึก อลังการสะท้านแดน ปั่นป่วนสุญญะ
เฒ่าชั่วเหลยและคณะต่างผงะหงาย ก่อนจะหันกลับมามอง แล้วพบว่าสัตว์ร้ายทั้งหมดในบริเวณใกล้เคียงกับซูอี้ถูกกระหนํ่าสังหารในพริบตา! คลื่นทําลายล้างจากการโจมตีนี้แผ่ออกไป ทําให้น่านนํ้าใกล้เคียงยุบตัว ระเบิดคลื่นออกทุกทิศทาง พวกเฒ่าชั่วเหลยอ้าปากค้าง เจ้าเด็กนี่ไปเอายันต์ลับมากมายเพียงนี้มาจากหนใด? และจากอํานาจของมัน ยันต์ลับเหล่านี้ต่างเป็นสมบัติก้นหีบระดับสุดลึกลํ้า มีมูลค่าสูงลํ้าเสียจนเรียกว่ามหัศจรรย์ ทว่าอีกฝ่ายกลับเอายันต์ลับนับร้อยพันมาโปรยเล่นในคราวเดียวราวไม่รู้มูลค่า ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่ง
มีเพียงอู่หลิงชงที่รู้ว่ายันต์ลับเหล่านี้ล้วนเป็นสินสงครามจากศัตรูเมื่อสองเดือนผ่านมา และซูอี้ก็ยังมียันต์ลับเช่นนี้ อยู่อีกมากมาย
เฒ่าชั่วเหลยและคนอื่นๆ ไม่ได้คิดมาก ยังคงบุกทะลวงรุดไปข้างหน้า และบนหนทางต่อจากนั้น ยามใดที่สัตว์ร้ายบุกมาเบื้องหลัง ซูอี้จะคว้ายันต์ลับฟาดเข้าใส่ อํานาจยิ่งใหญ่ ผลลัพธ์ร้ายแรง กล่าวได้ว่า ‘ยอดยุทธ์ลํ้าเลิศ’
อู่หลิงชงที่เห็นดังนั้นคล้ายร้อนใจเล็กน้อย จึงอดถามผ่านกระแสปราณมิได้ “สหายเต๋าซู มันไม่สิ้นเปลืองไป หน่อยหรือ?”
นั่นมันสมบัติลับระดับสุดลึกลํ้าทั้งนั้นเลยนะ! พวกมันแต่ละชิ้นล้วนเป็นอาวุธสังหารที่ตัวตนขอบเขตมหาศาลต้องเพียรพยายามสร้างแทบตาย ทว่าซูอี้กลับโปรยเล่นอย่างไม่คิดกะพริบตา
ชายหนุ่มทําเพียงตอบกลับอย่างเฉยชา “วัตถุนอกกายบางชิ้นไร้ประโยชน์ต่อข้ามากนัก จะบอกว่าสิ้นเปลืองได้ เช่นไร เมื่อใช้พวกมันไปในตอนนี้ ข้าย่อมหามันใหม่ได้แน่นอน”
อู่หลิงชงยิ้มขมขื่น เขาจะยังพูดอันใดได้อีก? ท้ายที่สุดแล้ว ซูอี้… ก็ไม่ได้สนใจเงินตราเลย! ครู่ถัดมา
พวกเขาทะลวงวงล้อม มาสู่ข้างในน่านนํ้ารวนสวรรค์ได้สําเร็จ ที่แห่งนี้มีหมอกลง วายุสงบ ไร้ร่องรอยกระทั่งคลื่นสักลูก และไร้เงาของสัตว์ร้าย เงียบสงบไร้กระทั่งร่องรอยวายุ บรรยากาศอันเงียบงันวังเวงนี้ชวนน่าสะพรึงยิ่ง ในม่านหมอกไกลออกไป ปรากฏแดนดินละล่องให้เห็นรางๆ แดนดินแห่งนั้นอ้างว้างไร้หย่อมหญ้า มีเพียงนครโบราณอันลึกลับสีดําตั้งอยู่
เหนือนครโบราณสีดํายักษ์นั้นมีเมฆสายฟ้าสีเลือดปกคลุมตลอดปี อสนีบาตแดงฉานแปลบปลาบแล่นผ่านเป็น ครั้งคราว ฟ้าดินย่อมเป็นสีแดงฉานตามมัน
นครสาบสูญ! หนึ่งในแปดเขตหวงห้ามอันตรายและลึกลับที่สุดในธารสายยาวแห่งยุคสมัย!
ลือกันว่าเมื่อนานมาแล้ว ทวยเทพมากมายสิ้นอสงไขยลงที่นี่ ความคลั่งแค้นของพวกเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นสิ่ง ประหลาดอัปมงคล เร่ร่อนอยู่ในนครสาบสูญ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอเพียงยอดฝีมือเข้าไปในนครสาบสูญ ไม่ว่าการฝึกฝนของพวกเขาจะสูงหรือตํ่าเพียงไร ก็ แทบไร้โอกาสรอดกลับมา
คณะของพวกเขามายังแดนดินโบราณอันแห้งแล้งภายใต้การนําของเฒ่าชั่วเหลย
ทุกผู้ในยามนี้ล้วนแต่สัมผัสถึงความเย็นยะเยือกอันชวนน่าขนลุกราวเนตรคู่หนึ่งลอบจ้องมองพวกตนอยู่ แต่ยามพินิจอย่างถี่ถ้วน ก็ยังมิอาจพบเห็นความแปลกประหลาดใดๆ ได้
“ที่นี่ร้ายกาจสมคํารํ่าลือ”
ชายในชุดหนังสัตว์ขมวดคิ้ว
เฒ่าชั่วเหลยหันไปกล่าวกับสตรีสวมชุดคลุม “แม่หนูหลีซวง ข้างหน้านั่นคือนครสาบสูญแล้ว เจ้าก็ควรเติมเต็มคํา สัตย์ใช่หรือไม่?”
สตรีสวมชุดคลุมกล่าวว่า “ข้าต้องพบบิดาข้าก่อน”
คิ้วของเฒ่าชั่วเหลยย่นหากัน “แต่หากบิดาเจ้าสิ้นไปแล้ว……”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานกล่าวขัดว่า “ต่อให้บิดาข้าตาย ด้วยวิถีเต๋าบิดาข้า เขาจะกลายเป็นสางเทพ ไม่มีทางหาย ไปจากโลกหล้าได้หรอก!”
สีหน้าของเฒ่าชั่วเหลยคลํ้าเครียด
สีหน้าของชายในชุดหนังสัตว์และสตรีในอาภรณ์ขนนกเองก็มืดมนลงเล็กน้อย
สตรีสวมชุดคลุมกล่าวอย่างเยือกเย็น “หากพวกเจ้าตระบัดสัตย์ จะไม่ได้รับอันใดเลย!”
ซูอี้กับอู่หลิงชงที่อยู่มิห่างไปนัก เห็นแล้วว่าสตรีสวมชุดคลุมและคณะไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกัน
“จากข้อตกลง เรารับปากเพียงมาส่งเจ้าที่ประตูเมืองสาบสูญนี้ ไม่ได้ตามเจ้าเข้าเมืองไปด้วยนะ”
ดวงตาของเฒ่าชั่วเหลยจับจ้องสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานอย่างเย็นชา “แต่เจ้ากลับบอกว่าต้องพบบิดาเจ้าก่อนจึง จะเติมเต็มคําสัญญาได้ ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะพบบิดาเจ้าได้เช่นไร?”
“ข้าจะเข้าไปในนครสาบสูญเอง”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานกล่าวอย่างเยือกเย็น
เฒ่าชั่วเหลยหัวเราะอย่างชั่วร้าย “แล้วมันต่างอันใดกับพาตนไปตายเล่า? เจ้าตายไป แล้วผู้ใดจะทําตามสัตย์ สัญญา?”
ว่าแล้ว เขาก็คว้าคอสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สาน กล่าวด้วยดวงตาแข็งกร้าว “แม่หนูหลีซวง ข้าทนเจ้ามานานแล้ว! ยามนี้เจ้าส่งของของเจ้ามาเสียดีกว่า หาไม่ ข้าจะป่นเจ้าด้วยหมื่นคมดาบ บดกระดูกเป็นผงต่อหน้านครสาบสูญนี่ แหละ!!”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานกล่าวอย่างเยือกเย็น “ข้าอาจรอดเงื้อมมือเจ้าได้ยาก แต่หากคิดจะตาย พวกเจ้าก็หยุด มิได้ หากข้าตายไป พวกเจ้าจะมิทํางานเปล่าหรือ?”
สีหน้าของเฒ่าชั่วเหลยเครียดเคร่ง ดวงตากรุ่นแค้น ทว่าในที่สุดเขาก็สั่งการว่า “ลู่เหมิ่ง เจ้ารับนังนี่ไปก่อน” ว่าแล้ว เขาก็โยนร่างสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานให้ชายในชุดหนังสัตว์ “ได้!” ชายในชุดหนังสัตว์ตอบรับแล้วคว้าคอสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานไว้เยี่ยงไก่ และยามนี้ เฒ่าชั่วเหลยพลันหันไปมองซูอี้ด้วยสายตามาดร้าย