บันทึกวิถีเซียนกระบี่แสวงพ่าย - บทที่ 95 ตกสู่กับดัก ศัตรูม
ตอนที่ 95 ตกสู่กับดัก ศัตรูมีกลอุบาย
โจวจี้มองดูเย่เฟิงที่หมดสติ ในที่สุดก็กัดฟันแน่น เขาตัดสินใจที่จะยังไม่ลงบันไดไป อีกทั้งตนได้ทิ้งรหัสลับของสำนักไว้ตามจุดต่างๆ หลายแห่งแล้ว หากมีคนพบเห็นย่อมต้องตามมาแน่ ทางที่ดีเขาควรรออยู่แถวนี้ อีกประการหนึ่งคือเย่เฟิงกำลังสลบไสล จะปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่ได้ จึงทำได้เพียง關ประตูห้องลงแล้วนั่งรออย่างอดทน
เป็นดังคาด ผ่านไปไม่นานโจวจี้ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้อื่น เมื่อพบว่าเป็นศิษย์สำนักกระบี่ต้าเซี่ย จึงรีบเชื้อเชิญอีกฝ่ายเข้าห้อง ทว่าเมื่อได้เจรจากันถึงได้รู้ว่า อีกฝ่ายก็ถูกพวกคนชุดดำไล่ล่ามาเช่นกัน!
เมื่อมองดูร่างไร้วิญญาณอันเย็นชืดบนพื้น โจวจี้ก็กำหมัดแน่นด้วยความแค้น!
ลูกกระเดือกของโจวจี้ขยับขึ้นลงเบาๆ เอ่ยถามอย่างตึงเครียด “ต้วนเซียง เจ้าเข้ามาแล้วเคยพบเจียงซู่บ้างหรือไม่?”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงหนัก “เคยพบครั้งหนึ่งขอรับ! ที่ทิศเหนือของเมืองหลัก”
“ทว่าตอนที่ข้ากำลังจะเข้าไปช่วย ศิษย์พี่เจียงกับพวกคนชุดดำก็ถูกพื้นดินที่พังทลายสูบลงไปพร้อมกัน”
“ตอนนั้นข้าได้รับบาดเจ็บ พอรุดไปถึงขอบเหวก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว”
“หลังจากนั้นข้าเห็นสัญลักษณ์ที่ศิษย์พี่ทิ้งไว้ จึงแกะรอยตามมา”
โจวจี้ยืนนิ่งสายตาว่างเปล่า ยากจะเดาว่าคิดสิ่งใดอยู่ ทว่าภายใต้แขนเสื้อ หมัดที่กำแน่นจนเล็บจิกแทงเข้าเนื้อเลือดย้อยกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด
ผ่านไปครู่ใหญ่ โจวจี้จึงได้สติ ถอนหายใจยาวแล้วเอ่ยเสียงขรึม “ยามนี้ยังไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใคร เจ้าขึ้นไปชั้นบนจัดการบาดแผลก่อนเถิด”
“ถือโอกาสเฝ้าดูเย่เฟิงด้วย เขายังบาดเจ็บสาหัส ยามนี้สลบไสลไม่ได้สติ”
ต้วนเซียงผู้มีใบหน้าคมเข้มตระหนักได้ทันที เขายื่นมือไปจับไหล่โจวจี้แน่น เอ่ยเสียงต่ำ “ศิษย์พี่ ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดสิ่งใด ทว่าเมืองกลไกแห่งนี้พิศดารยิ่งนัก ข้าขอเตือนให้ท่านอย่าได้เสี่ยงภัยไปตามหาศิษย์พี่เจียงเลย!”
เสียงกดข่มอารมณ์ของโจวจี้ระเบิดออกจากลำคอ “ข้าจะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร!”
“พวกมันมีอาวุธลับมากมาย แถมยังฉาบพิษร้าย!”
“หากพลาดพลั้งแม้แต่น้อย…”
“เอาเป็นว่าเจ้าอยู่ที่นี่ หากมีเรื่องอันใดก็ตะโกนร้องเรียก ข้าจะไม่ไปไกลนัก”
ต้วนเซียงลังเลครู่ใหญ่ ก่อนจะยอมปล่อยมือ เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ศิษย์พี่ แม้ท่านเพิ่งก้าวเข้าสู่สำนักฝ่ายในได้ไม่นาน ทว่าไม่ว่าจะเป็นข้าต้วนเซียงหรือคนอื่นๆ ยามที่อยู่สำนักฝ่ายนอกล้วนได้รับการดูแลจากท่าน ข้ารู้ว่าท่านมีใจให้ศิษย์พี่เจียง แต่… เท่าที่ข้าเห็น ด้วยความสามารถของศิษย์พี่เจียง การจะสังหารคนผู้นั้นตอบโต้กลับไปย่อมมิใช่เรื่องยาก”
โจวจี้หันหลังให้แล้ว เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ย่อมมิใช่เรื่องยาก…”
“ทว่าข้าก็ยังวางใจไม่ได้ ขอไปดูให้เห็นกับตาแล้วจะรีบกลับมา”
สิ้นคำ รร่างของโจวจี้ก็ดุจสายลม พุ่งวูบตรงเข้าสู่เมืองใต้ดินทันที ขณะเดียวกัน ในห้องก็มีร่องรอยของการเปิดช่องลับทิ้งไว้
ต้วนเซียงปิดประตู ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพริ้วกายขึ้นชั้นบน
“เจ้าฟื้นแล้วรึ? เป็นอย่างไรบ้าง ข้ามีศิลาปราณอยู่นี่ เจ้าเอาไปฟื้นฟูพลังก่อนเถิด”
***
ณ เมืองใต้ดิน
หลี่กวนฉีมองดูแสงสว่างตรงปลายบันไดเบื้องล่าง สวมใส่เกราะอาวุธไว้ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ทว่าชุดเกราะที่ควบแน่นมาจาก ‘ลูกกลอนอาวุธ’ นี้ คอยสูบกลืนพลังปราณต้นกำเนิดในร่างของเขาอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายเขาจึงตัดใจเก็บลูกกลอนอาวุธลงไป
ยามนี้หลี่กวนฉีกระชับ ‘กระบี่หมาป่าเทา’ ในมือ สวมชุดเกราะสีเงิน ลวดลายลึกลับสีดำทองบนเกราะทอประกายวูบวาบเบาๆ
ยิ่งเข้าใกล้แสงสว่าง มือของหลี่กวนฉีก็ยิ่งกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทว่ายามที่ก้าวพ้นบันไดออกมา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับเป็นลานประลองทรงสี่เหลี่ยมกว้างขวางเกือบห้าร้อยจั้ง!
และที่ฝั่งตรงข้ามของเขา ยืนไว้ด้วยร่างในชุดคลุมดำถึงสิบสองคน!
ชายชุดดำผู้นำกลุ่ม แววตาฉายรังสีฆ่าฟันวูบหนึ่ง โดยเฉพาะยามที่สายตาสะดุดลงบนลูกกลอนอาวุธบนร่างหลี่กวนฉี ดวงตากลับยิ่งทอประกายโลภเจตนาอย่างปิดไม่มิด
หลี่กวนฉีขมวดคิ้ว นึกสงสัยว่าเหตุใดคนชุดดำกลุ่มนี้ถึงได้มารวมตัวกันที่นี่ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่มีท่าทีรุกราน หลี่กวนฉีจึงค่อยๆ คลายลูกกลอนอาวุธเก็บไว้ สายตาหรี่ลงเล็กน้อยพูลเอ่ย “จะเข้ามาพร้อมกันเลยหรือไม่?”
“พรืด! ฮ่าๆๆๆๆๆ! พวกเจ้าได้ยินที่มันพูดหรือไม่?”
“ฮ่าๆๆ รุมประเคนเข้ามาหรือ เจ้าสมองกลับไปแล้วรึอย่างไร!”
“รุมงั้นรึ รุมสังหารเจ้าให้ตายไวขึ้นน่ะสิไม่ว่า!”
“พวกศิษย์สำนักใหญ่ ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริง!”
เสียงเย้ยหยันดังขึ้นไม่ขาดสาย ทว่าชายผู้นำที่มีแถบปลอกแขนสีม่วงกลับหัวเราะเยาะ “เหะๆ ประลองตัดสินความเป็นตายระหว่างข้ากับเจ้า กล้าหรือไม่?”
กล่าวจบ ชายผู้นั้นก็เหาะทะยานขึ้นฟ้า ก้าวลงบนลานประลองอย่างมั่นคง
*วูม!*
ยามที่ชายผู้นั้นเหยียบลงบนลานประลอง ลานด้านล่างพลันสั่นสะเทือนเบาๆ ทันใดนั้นม่านแสงสูงเทียมฟ้าก็พุ่งพรวดขึ้นมาครึ่งซีก! ม่านแสงสีแดงฉานนั้นทอดตัวน่ากลัว ทว่ากลับปกคลุมเพียงครึ่งฝั่งที่ชายผู้นั้นยืนอยู่เท่านั้น
แววตาของหลี่กวนฉีทอประกาย แอบส่งเสียงเรียก ‘จิตวิญญาณกระบี่’ ในจิตสำนึก ทว่าผ่านไปหลายลมหายใจกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ หลี่กวนฉีได้แต่ถอนหายใจในใจ
‘คิดไม่ถึงเลยว่าเมืองกลไกแห่งนี้จะสะกดข่มจิตวิญญาณกระบี่ได้รุนแรงเพียงนี้’
‘วันหน้าคงต้องเจียดพลังปราณต้นกำเนิดให้นางเพิ่มขึ้นเสียแล้ว จะได้เพิ่มพูนตบะให้นางบ้าง’
ชายฝั่งตรงข้ามเห็นเขานิ่งเงียบไปนาน ก็เอ่ยเย้ยหยันอย่างอดไม่ได้ “จิ๊ๆ ปากกล้าขี้คุยเสียจริง!”
“สู้ตัวต่อตัวยังไม่กล้า? เป็นอย่างไร ต้องให้ข้าลดขอบเขตพลังลงมาให้เท่ากับขั้นกลางอย่างเจ้าหรือไม่?”
“ฮ่าๆๆๆๆ อย่างไรเสีย การรังแกเด็กน้อยก็ออกจะไร้เกียรติไปสักหน่อย”
เมื่อคำพูดนี้เอื้อนเอ่ย พวกคนชุดดำด้านหลังก็พากันหัวเราะสำทับ เสียงถากถางดังระงมไม่ขาดสาย
ทว่าหลี่กวนฉีกลับทำจิตใจให้สงบ เมินเฉยต่อคำผรุสวาทเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง อย่างไรเสีย คำด่าที่เจ็บแสบกว่านี้ร้อยเท่าเขาก็เคยฟังมาแล้ว เขาแคะหูอย่างเอือมระอา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย
“หมาเห่าตัวเดียวข้าไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่หมาเห่าเป็นฝูงนี่มันชวนรำคาญพิกล”
“วาจาหยาบช้าของพวกเจ้านี่มันชั้นต่ำสิ้นดี”
“ลำพังแค่นางแม่หม้ายหวังตรงหัวหมู่บ้านข้า คนเดียวก็ด่าพวกเจ้าทั้งฝูงได้สามยามโดยไม่ต้องหยุดพักหายใจแล้ว”
“รบกวนอย่าใช้อวัยวะขับถ่ายของพวกเจ้ามาพูดกับข้าเลย กลิ่นมันเหม็นโฉ่จนทนไม่ไหว”
“ตัวตลกไร้ค่ากลุ่มหนึ่งยังกล้าเสนอหน้ามากระโดดโลดเต้น หรือพวกเจ้าจะรออีกสักนิด ให้ข้าไปเรียกคนมา แล้วพวกเราค่อยลุยถั่วตะลุมบอนกัน?”
“ถึงตอนนั้นใครปอดชักคนนั้นเป็นหลานเต่า! ถ้าข้าตีพวกเจ้าจนอุจจาระทะลักไม่ได้ละก็ ข้าจะ… ช่างเถอะ ให้ใช้แซ่เดียวกับพวกเจ้า ข้าขาดทุนแย่”
กล่าวถึงตรงนี้ ฝั่งตรงข้ามพลันเงียบกริบไร้เสียง
หลี่กวนฉีถลกแขนเสื้อขึ้น ค่อยๆ กำด้ามกระบี่ในมือแน่นขึ้น ยิ้มหยันพลางกล่าว
“มิใช่ว่าอยากสู้ตัวต่อตัวหรอกรึ? ได้สิ”
“ข้าคนเดียว… ขอท้าไฝว้พวกเจ้าทั้งฝูง!”
สิ้นเสียง หลี่กวนฉีก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว! ประกายกระบี่หนาวสยิวตวัดผ่าน กลิ่นอายทั่วร่างพลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!!
พลังปราณต้นกำเนิดพลุ่งพล่าน กลิ่นอายกดข่มรอบกายแผ่ซ่านออกมาเบาๆ
ชายชุดดำผู้นำฝั่งตรงข้ามดวงตาหดแคบลงทันที! เพราะในสัมผัสของเขานั้น กลิ่นอายที่อีกฝ่ายปลดปล่อยออกมาในยามนี้ ถึงกับแข็งแกร่งกว่าตัวเขาเสียอีก!!
ทว่าในจังหวะที่เท้าของหลี่กวนฉีทอดลงบนพื้น เขากลับแวบเห็นแววตาหยอกเย้าของอีกฝ่าย
หัวใจของหลี่กวนฉีกระตุกวูบ เกร็งพลังที่ปลายเท้าแล้วดีดกายถอยหลังอย่างรุนแรง!
*ตึง!!*
หลี่กวนฉีรู้สึกว่าแผ่นหลังของตนกระแทกเข้ากับกำแพงหนาทึบอย่างจัง
“แย่แล้ว…”