บันทึกวิถีเซียนกระบี่แสวงพ่าย - บทที่ 99 ขุมทรัพย์แท้จริง โอสถชี่เซียว
บทที่ 99 ขุมทรัพย์แท้จริง โอสถชี่เซียว
ยามเมื่อแสงสีชาดสว่างวาบปกคลุมทั่วทั้งค่ายกล ร่างหุ่นเชิดที่คนทั้งสองควบคุมพลันหลุดพ้นจากการพันธนาการในพริบตา!
ทว่าการกระทำถัดมาของหลี่กวนฉี กลับสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนโดยรอบจนแทบตะลึงลาน
ด้วยเพราะเงาร่างของหลี่กวนฉีบิดเบือนไปมา เพียงพริบตากลับเลือนหายไปจากบนแท่นค่ายกล แล้วไปปรากฏกายอยู่บนค่ายกลกลพันจงเบื้องล่าง!
ส่วนหุ่นเชิดเกราะดำตัวนั้น กลับไปปรากฏยังตำแหน่งที่หลี่กวนฉียืนอยู่แต่เดิม
ทั้งสองสลับตำแหน่งกันในชั่วพริบตา!
พวกของโจวจื้อต่างตื่นตระหนกในใจ พวกเขาย่อมมองออกว่าเกราะเหล็กดำนั่นหาใช่ของธรรมดาไม่
ไม่ว่ารุกหรือรับ ตระหนักได้ว่าพลานุภาพมิได้ด้อยไปกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายเลยสักนิด
ทว่ายามนี้หลี่กวนฉีกลับเลือกที่จะก้าวลงสู่ลานประลองด้วยตนเอง!
“ศิษย์น้องหลี่ เจ้ากำลังทำสิ่งใดกัน!!”
แม้แต่โจวจื้อยังคิดว่าหลี่กวนฉีวิกลจริตไปแล้ว ยอมทำลายรูปสลักหินสามองค์ด้วยตนเองไม่พอ บัดนี้ยังลงสนามด้วยตัวเองอีก
หลี่กวนฉีขยับฝ่าเท้าที่ชาหนิบ แม้ฝ่าเท้าจะถูกทิ่มแทงจนทะลุ
แต่ในเสี้ยววินาทีที่รู้สึกตัว เขาก็โคจรปราณบังคับกระดูกเท้าให้แยกออก รับเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้น
กวาดสายตามองรอบกาย เขาจึงได้เห็นว่ากลไกหน้าไม้เหล่านี้ใหญ่โตเพียงใด ทั้งเกราะเงินไกลออกไปนั้นยังสูงใหญ่กว่าเขาถึงสามช่วงศีรษะ
หลี่กวนฉีสูดหายใจลึก เงยหน้ามองเว่ยคุน พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก
ตึง!!!
เสียงครืนครั่นดังสนั่นราวกับฟ้าผ่ากลางลาน จากนั้นพลันเห็นเงาร่างพร่ามัวพุ่งทะยานออกไปดั่งเกาทัณฑ์ออกจากสาย!!
เว่ยคุนยามนี้กระจ่างแจ้งแล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ทว่ายามสบเข้ากับดวงตาของหลี่กวนฉี เบื้องลึกในจิตใจกลับสะท้านเฮือกด้วยความเย็นเยียบอย่างห้ามไม่อยู่
เว่ยคุนผู้รักตัวกลัวตาย ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะกดป้ายหยกในมือลงบนแท่นค่ายกลอย่างแรง!!
ตูม!!
“ไปตายเสียเถอะ!!!”
ชั่วครู่ครัน ในลานประลองพลันปรากฏหุ่นเชิดเกราะเงินรูปโฉมเดียวกันเพิ่มขึ้นมาอีกสี่ตน
เงาร่างหลี่กวนฉิมิถอยกลับรุกคืบ สั่งการหุ่นเชิดบนแท่นค่ายกลให้ค่อยๆ กดป้ายหยกแผ่นหนึ่งลงไป
ครืนๆๆ!!
บัดนั้น ปรากฏรูปสลักมังกรยักษ์หกตัวพรึบขึ้นบนค่ายกลกลพันจง
ชั่วขณะที่เนตรมังกรทอแสงสีแดงพราย ปากมังกรพลันพ่นเพลิงกาฬสีแดงฉานออกมา!!
เพลิงสายน้ำหกสายครอบคลุมตารางที่เกราะเงินยืนอยู่ถึงสามสิบช่อง
เว่ยคุนเวลานี้คลั่งไคล้หลงใหลไปแล้ว สายตาฉายแววหยามหยันพลางตะโกนอย่างโอหัง “อานุภาพเพลิงเพียงเท่านี้ หมายจะแผดเผาเกราะเงินลี้ลับอย่างนั้นรึ!!”
“สังหารมัน!!!”
ตึก! ตึกตึก!
เสียงเกราะเหล็กกระทบพื้นดังสนั่น หลี่กวนฉียังคงทะยานร่างเข้าหารูปสลักหินด้วยความเร็วว่องไวไร้เปรียบ!
ในเวลาเดียวกัน หุ่นเชิดเกราะดำก็กดป้ายหยกแผ่นสุดท้ายลงไป
หลี่กวนฉีพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติสวรรค์สองชั้น อัคคีแลเหมันต์!”
แสงแดงในดวงตาของมังกรสลักหินหกตัวแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเหมันต์ฉับพลัน
จากนั้นปากมังกรพลันพ่นสายน้ำพุ่งพรวดออกมาอย่างรุนแรง!
ท่ามกลางเปลวเพลิง ปรากฏเงาร่างห้าสายก้าวออกมาอย่างช้าๆ หุ่นเชิดที่ถูกเพลิงแผดเผาจนเกราะแดงฉานไปทั่วร่าง
ทว่าถัดมากลับเป็นสายน้ำพุ่งฉีดโถมกระหน่ำปานสายฝน
ซ่าๆ!! ฟู่!!
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน หุ่นเชิดเกราะเงินทั้งห้าตนพลันถูกละอองน้ำมหาศาลโอบล้อมกลืนกิน
กรอบ!
เสียงโลหะปริแยกดังสนั่นสะท้านหู!
พริบตานั้นเงาร่างของหลี่กวนฉีดุจสายลมดุร้าย พุ่งเข้าสู่ใจกลางวงล้อมหุ่นเชิดอย่างรวดเร็ว
คมกระบี่หมาป่าทมิฬในมือทอประกายเย็นเยียบ ฟันทะลวงเข้าเนื้อโลหะของหุ่นเชิดได้อย่างง่ายดาย!
แสงกระบี่ทอประกายถี่ระรัว เสียงกึกก้องกังวานดังสะท้อนต่อเนื่อง
เศษชิ้นส่วนหุ่นเชิดปลิวว่อนเต็มฟากฟ้า หลี่กวนฉีฉวยคว้ากระบี่ยาวของหุ่นเชิดตัวหนึ่งแล้วสะบัดขว้างออกไปอย่างแรง!!
“ไม่!!!”
ฉึก!!
กระบี่ยาวเสียบทะลุรวงอกของคนชุดดำในพริบตา
กระบี่หมาป่าทมิฬในมือขวาพลันตวัดฟันฉับลงมาอย่างเกรี้ยวกราด!!!
ทว่ายามที่เขาหมุนกายตามแรงอยู่นั้น
เงาร่างกำยำสายหนึ่งพลันก้าวมาขวางเบื้องหน้าเขาไว้!
เคร้ง!!!
เว่ยคุนในที่สุดก็ต้านทานไม่ไหว ก้าวทะยานลงสู่ค่ายกลกลพันจงด้วยตนเอง
ด้านกลุ่มชายชุดดำภายในม่านแสงปั่นป่วนโกลาหลระส่ำระสาย ทุกคนต่างโหมกระหน่ำโจมตีม่านค่ายกลอย่างคลั่งไคล้
เพราะพวกเขาย่อมรู้ดีว่า หากเรื่องราวเดินทางมาถึงขั้นนี้ ผู้ที่จะต้องสังเวยชีวิตเป็นรายถัดไปก็คือพวกตน!
การกระทำของคนเหล่านั้น ปลุกกระแสความเคลื่อนไหวในใจของเหล่าศิษย์สำนักกระบี่ต้าเซี่ยเช่นกัน
ทุกคนต่างจ้องมองโจวจื้อที่มีสีหน้ามืดมน ต่างนิ่งเงียบไร้การเคลื่อนไหวใดๆ
การต่อสู้ระหว่างหลี่กวนฉีและเว่ยคุนในลานประลอง ก้าวเข้าสู่ช่วงดุเดือดเลือดพล่านถึงขีดสุด
ทั้งสองฝ่ายเหลือเพียงรูปสลักหินองค์สุดท้าย สองกระบี่เข้าปะทะกันจนประกายไฟสว่างวาบกระจายว่อน
ทว่าเว่ยคุนกลับตะโกนก้องอย่างไม่ลังเล “เพิ่มรูปสลักเป็นสามองค์!!”
ฟุ่บ!
ชายชุดดำอีกสองคนพลันถูกพันธนาการอยู่ข้างรูปสลักหินทันที
หลี่กวนฉียิ้มหยันเย็นชา ขณะทะยานโรมรันพลันแค่นเสียงต่ำ “เจ้านี่ชั่วช้าเหี้ยมโหดนัก!”
เสี้ยววินาทีนั้น พลังปราณแท้ซ่านทะลักออกมา รังสีกระบี่พลันแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดและเฉียบคมยิ่งกว่าเดิม!
กระบี่ในมือซ้ายแปรเปลี่ยนท่วงท่าว่องไวขึ้นในพริบตา!
ฉึก!!
คมกระบี่ทิ่มแทงเข้าสู่ลำคอ!
ทว่าเว่ยคุนกลับคล้ายไม่ได้รับความบาดเจ็บแม้แต่น้อย ทะยานร่างถอยหลังพลางชักกระบี่ออกจากคอตนเอง
บาดแผลตรงลำคอยังปรากฏ ทว่ากลับไม่มีโลหิตไหลซึมแม้แต่หยดเดียว
ในทางกลับกัน ชายชุดดำด้านหลังที่ถูกพันธนาการอยู่ กลับมีโลหิตทะลักพรวดออกจากลำคอราวกับเขื่อนแตก!
หลี่กวนฉีที่ถอยฉากออกไปหลายจั้ง จิตใจพลันดิ่งวูบลงอย่างหนักหน่วง
นึกไม่ถึงว่าบนค่ายกลกลพันจงแห่งนี้ จะมีกฎเกณฑ์พิลึกพิลั่นเช่นนี้อยู่ด้วย!!
เว่ยคุนฉีกอาภรณ์ดำมาพันด้ามกระบี่เข้ากับมือตนเองแน่นหนา
สายตาแผ่รังสีบ้าคลั่ง แค่นเสียงต่ำ “เจ้ามิใช่ปรารถนาจะปกป้องพวกมันทุกคนหรอกรึ?”
“เช่นนั้นข้าจะคอยดู ว่าท้ายที่สุดเจ้าจะช่วยชีวิตพวกมันได้หรือไม่!!!”
พูดจบ ในมือของเว่ยคุนพลันปรากฏโอสถสีเลือดสามเม็ด ก่อนจะกลืนลงคอไปทันที!
ชั่วพริบตานั้น กลิ่นอายพลังของเว่ยคุนพลันพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง เพียงพริบตาก็ทะลวงผ่านขีดจำกัดของขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย เข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์!
ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอายยังคงพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด ยามนี้ห่างจากขอบเขตจินตานครึ่งก้าวเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น
ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ปราณและโลหิตเดือดพล่าน ผิวพรรณทั่วร่างของเว่ยคุนเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งเลือด
“อ๊ากกก!!!”
เสียงกรีดร้องทรมานดังสะท้านฟ้า คล้ายกับต้องแบกรับความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุด
ทั้งร่างโถมเข้าใส่หลี่กวนฉีดุจสัตว์ร้ายบ้าคลั่ง!!
ฟุ่บ ฟุ่บ!!
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!!
กระบี่ในมือของคนทั้งสองว่องไวเร็วจนเป็นภาพพร่ามัว ผู้คนโดยรอบทำได้เพียงเห็นประกายไฟแลบสลับไปมาและได้ยินเสียงปะทะดังระรัวไม่ขาดสาย
สองเงาร่างสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกลางลานอย่างต่อเนื่อง หลี่กวนฉีสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
กระบวนท่าของเว่ยคุนยามนี้ เห็นชัดว่าต้องการแลกชีวิตต่อชีวิตกับหลี่กวนฉี!
หลี่กวนฉีทำได้เพียงหลบหลีกความเกรี้ยวกราด บัดนี้ความเร็วในการวาดกระบี่ของอีกฝ่ายทัดเทียมกับตนมิผิดเพชร
อีกทั้งการกลืนโอสถเพลิงชาดเข้าไปถึงสามเม็ด พละกำลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าพรั่นพรึง
ทว่าหยดเลือดที่ผุดซึมทั่วร่างเว่ยคุน กลับทำให้เขากระจ่างแจ้งว่า อีกฝ่ายเป็นเพียงเกาทัณฑ์สุดสายปานนั้น
ขอเพียงต้านทานผ่านพ้นไปได้ ชัยชนะย่อมตกเป็นของเขา!!
หลี่กวนฉีหลบหลีกพลางวาดกระบี่ตอบโต้ ตะโกนถามขึ้น “เบื้องล่างค่ายกลกลพันจงนี้มีสิ่งใดอยู่กันแน่ ถึงคุ้มค่าให้เจ้าคุ้มคลั่งได้ถึงเพียงนี้!”
เว่ยคุนยามนี้คล้ายอสูรร้ายไร้สติปัญญา
“มีสิ่งใดรึ? ย่อมเป็นโอกาสพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตาชีวิตอย่างไรเล่า!”
“ขอเพียงข้าได้รากปราณอัสนีวิญญาณสวรรค์มาครอบครอง ก็จะสามารถผลัดเปลี่ยนรากปราณไร้ค่าของข้าได้!!”
“เพราะฉะนั้น!! พวกเจ้าทุกคนต้องตายอยู่ที่นี่!!!”
หลี่กวนฉีใจหนาวเยือก นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายลงมือทำเรื่องราวมากมายเพียงนี้ เพียงเพื่อต้องการสมบัติฟ้าดินชนิดเดียวมาผลัดเปลี่ยนรากปราณของตนเอง
หลี่กวนฉีต่อสู้พลางถอยร่น จนกระทั่งมาถึงข้างรูปสลักหินของตนเองอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นหลี่กวนฉีออกกระบี่อย่างลังเลหวาดหวั่น โจวจื้อพลันเงยหน้าขึ้นฉับพลัน!