ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 151 การจับกุม (5)
สิ้นคำถาม เซียวเยี่ยนพลันชะงักงัน
ย้อนกาลสู่วันบนยอดเขาเปลี่ยวร้างนอกเมืองไต้โจว ยามนางตัดสินใจชุบเลี้ยงจ้าวยวี่เจี๋ย เฒ่าคิ้วขาวเคยเอ่ยเตือนไว้แล้ว สุนัขทรยศนายเก่า เลี้ยงไว้รังแต่จะแว้งกัดเจ้าของ
น่าเสียดายที่ยามนั้นนางเมินเฉย มั่นใจในอำนาจล้นฟ้าว่าย่อมสะกดข่มสตรีผู้นี้ได้
ความจริงตรงหน้าตอกย้ำชัดเจน นางทะนุถนอมอสรพิษร้ายไว้แว้งฉกตนเอง
จ้าวยวี่เจี๋ยทอดมององค์หญิงเป่ยหูที่ตนต้องก้มหัวศิโรราบมาค่อนปี ห้วงอารมณ์อัดแน่นด้วยความสะใจล้นปรี่ สดับคำถามคล้ายคนตายตาไม่หลับของเซียวเยี่ยน นางกลับซึมซาบความหอมหวานดั่งได้ลิ้มรสมธุรส
ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่นางอาจหาญปั่นหัวองค์หญิงผู้สูงศักดิ์บนฝ่ามือ ชี้เป็นชี้ตาย กำหนดเกียรติยศและชะตากรรมของอีกฝ่าย นี่คือสิ่งใด นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่านางมิใช่สุนัขจนตรอกอีกต่อไป นางแข็งแกร่งแล้ว
ความหอมหวานในใต้หล้ามีนับหมื่นแสน ทว่าไร้สิ่งใดเทียบเทียมรสชาติแห่งอำนาจที่ตนกุมไว้ในมือ
“ยังมีสิ่งใดต้องอธิบาย” จ้าวยวี่เจี๋ยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหยิ่งผยองเหนือกว่า “ข้าเป็นเพียงสตรีชาวบ้านอาภัพ โชคร้ายสะดุดตาเจ้า จึงโดนฉุดคร่ามาทรมาน บังคับให้เรียนรู้ศาสตร์ศิลป์ทั้งสี่ ก่อนจะโยนเข้าสู่จวนขุนนางราวกับสิ่งของ”
“ข้ามีสิทธิ์เลือกหรือ ข้าผิดอันใด”
“ข้าไม่เพียงไร้ความผิด ทว่ายังสร้างความชอบใหญ่หลวง เพื่อช่วยสวีหมิงหล่าง ข้ายอมขุดรากเหง้าตนเองมาเปิดโปง ความจริงใจเช่นนี้ย่อมประจักษ์ชัด หากไร้ข้า สวีหมิงหล่างที่กำลังจนตรอกย่อมพินาศสิ้นในคืนนี้ เพราะมีข้า เขาจึงอาศัยหัวของเจ้ากู้หน้า พยุงฐานะและอำนาจไว้ได้”
“เจ้าคิดว่าเขาจะซาบซึ้งในบุญคุณข้า หรือจะผลักไสข้าเล่า”
หากเพลิงโทสะในนัยน์ตาเซียวเยี่ยนแผดเผาคนได้ ร่างของจ้าวยวี่เจี๋ยคงถูกฉีกทึ้งเป็นหมื่นชิ้น ทว่ายามนี้นางทำได้เพียงขบกรามกรอดจนแทบแหลกละเอียด
“คิดหรือว่าข้าจะยอมเป็นเบี้ยหมากให้เจ้าตลบตะแลง ข้าจะแฉความจริงทั้งหมด” เซียวเยี่ยนเค้นเสียงกร้าวอย่างไม่ยินยอม
จ้าวยวี่เจี๋ยแค่นเสียงหยัน นัยน์ตาแฝงแววเหยียดหยามมิด้าม
“เจ้ามันก็แค่นักโทษรอวันตาย ซ้ำยังเป็นคนเผ่าหู ถ้อยคำพล่อยๆ ก่อนตายของเจ้า ผู้ใดจะแยแส”
“ต่อให้เจ้าพ่นคำลวงสารพัด อย่างมากสวีหมิงหล่างก็เพียงคลางแคลงใจข้า ทว่านั่นไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่า เขาเหยียบหัวเจ้าขึ้นมาได้ก็เพราะข้า”
เซียวเยี่ยนสวนกลับดุดัน “หากสวีหมิงหล่างล่วงรู้ว่า ทุกเรื่องราวในจวนอัครเสนาบดี เจ้าล้วนคาบมาประเคนให้ข้าจนสิ้น เขาจะปล่อยให้เจ้าเสวยสุขอยู่อีกหรือ”
คำพูดนี้แทงถูกจุดตาย
จ้าวยวี่เจี๋ยย่อกายลงเบื้องหน้าเซียวเยี่ยน แสงคบเพลิงสลัวสาดส่องใบหน้างามให้ดูวูบไหว รอยยิ้มพิลึกพิลั่นยิ่งทวีความอำมหิตสุดแสน
นางกดเสียงต่ำ “ข้ายอมรับ เรื่องคืนนี้ย่อมทำให้สถานการณ์ของข้าสั่นคลอน ทว่าเจ้ารู้หรือไม่ เทียบกันแล้ว ข้าชิงชังการตกเป็นเบี้ยล่าง ชิงชังการถูกเจ้าขี่คอชี้นิ้วสั่งยิ่งกว่าสิ่งใด”
“ข้าชิงชังที่ต้องถูกกุมจุดตาย ต้องหวาดระแวงไปชั่วชีวิตว่าเจ้าจะกระชากหน้ากากข้า ต้องยอมก้มหัวเป็นสุนัขรับใช้ อกสั่นขวัญแขวนทุกวี่วัน หลับตาไม่เคยสนิท”
“เทียบกับชะตากรรมหุ่นกระบอก ถูกจิกหัวใช้เยี่ยงสุนัข การฉวยโอกาสสลัดคนเผ่าหูอย่างเจ้าในวันนี้ ต่อให้ต้องชดใช้ด้วยราคาแพงลิ่ว… มันก็คุ้มค่า”
“แลกความเจ็บปวดเพียงชั่วคราว ย่อมดีกว่าทนทรมานชั่วชีวิต มิใช่หรือ”
เซียวเยี่ยนอ้าปากค้าง ไร้ซึ่งถ้อยคำโต้แย้ง
นางนึกไม่ถึงแม้แต่น้อย สตรีผู้นี้จะเนรคุณถึงขีดสุด เพื่อดิ้นหลุดจากโซ่ตรวน ถึงขั้นยอมเสี่ยงเดิมพันด้วยความโปรดปรานทั้งหมดจากสวีหมิงหล่าง
จ้าวยวี่เจี๋ยไม่หลงเหลือเศษเสี้ยวความยำเกรงต่อนางอีกต่อไป
หากไร้นาง จ้าวยวี่เจี๋ยก็เป็นเพียงสุนัขจรจัดในเมืองไต้โจว ถูกตระกูลจ้าวตามล่าหัวซุกหัวซุน จะมีฐานะมั่งคั่งดั่งเช่นวันนี้ได้อย่างไร
จวบจนวินาทีนี้ เซียวเยี่ยนถึงเพิ่งมองตัวตนของอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่ง
นี่คืออสรพิษที่เห็นแก่ตัวถึงขีดสุด และเด็ดขาดถึงขั้นยอมแว้งกัดทุกคนเพื่ออิสรภาพ
วาจาเมื่อครู่ของจ้าวยวี่เจี๋ยหาได้ผิดเพี้ยน สำหรับนางแล้ว เทียบกับการตกเป็นเบี้ยล่างไปชั่วชีวิต การสูญสิ้นความโปรดปรานจากสวีหมิงหล่างมิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
ทรัพย์สินและอำนาจที่นางสูบมาจากจวนอัครเสนาบดี เพียงพอให้นางสลัดคราบสุนัขจรจัดทิ้งจนสิ้น ต่อให้เบื้องหน้าไร้ซึ่งความโปรดปรานจากสวีหมิงหล่าง จุดจบของนางก็คงไม่อนาถนัก
ยิ่งด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นนี้ นางจะสูญเสียความโปรดปรานจากสวีหมิงหล่างจริงหรือไม่ ย่อมยากจะฟันธง
“ไม่ว่าเจ้าจะวางหมากเช่นไร สวีหมิงหล่างย่อมไม่เลี้ยงดูเจ้าดุจวันวาน ทางเลือกของเจ้าในคืนนี้ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องพินาศย่อยยับไปด้วยกัน”
“เจ้ายังทำลายอนาคตที่เจ้ามิอาจจินตนาการถึง ทันทีที่กองทัพเทียนหยวนบดขยี้ต้าฉี ยึดครองจงหยวน เจ้าจะหลุดพ้นจากคราบสายลับ ไม่ต้องหวาดผวาอีกต่อไป”
เซียวเยี่ยนปรายตามองจ้าวยวี่เจี๋ย ด้วยสายตาสมเพชเวทนาดุจมองมดปลวก
สบสายตานั้น ใบหน้าของจ้าวยวี่เจี๋ยพลันมืดครึ้มลงดุจก้นหม้อ
สิ่งที่นางเกลียดชังที่สุด คือสายตาดูแคลนเยี่ยงนี้ ทุกสิ่งที่นางทุ่มเท ก็เพื่อกระชากตัวเองจากชะตากรรมมดปลวก เพื่อมิให้ผู้ใดกล้ามองนางด้วยสายตาเหยียดหยามเช่นนี้อีก
แววตานี้ แทงทะลวงจุดเปราะบางที่สุดในจิตใจอันหยิ่งผยองของนางอย่างจัง
จ้าวยวี่เจี๋ยแค่นเสียงเย็นเยียบ “บอกตามตรง ข้ามิได้คิดจะทนอุดอู้อยู่ในจวนอัครเสนาบดีไปตลอดกาลหรอก”
“ข้าเคยคิดว่า ตัวตนระดับสูงอย่างองค์หญิงเป่ยหูและอัครเสนาบดีแห่งต้าฉี ล้วนทรงอำนาจล้นฟ้า ไร้ช่องโหว่ ปราศจากจุดอ่อน ข้าจำต้องแหงนหน้ามอง อาศัยใบบุญ และคอยปรนนิบัติรับใช้”
“ทว่าเรื่องราวค่อนปีในเมืองเยี่ยนผิงสอนข้าว่า เจ้ากับสวีหมิงหล่างหาได้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน บางคราพวกเจ้าก็โง่เขลามิปานกัน การฝากฝังชีวิตไว้กับพวกเจ้า ไม่อาจทำให้ข้าบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้”
“ในเมื่อต้องใช้เรือนร่างสตรีให้คุ้มค่า ในเมื่อยามนี้ข้ายังต้องอาศัยผู้ทรงอิทธิพล ในเมื่อรูปโฉมข้าล่มบ้านล่มเมือง และสติปัญญาข้าหาได้ด้อยกว่าพวกเจ้าไยข้าต้องลดตัวเป็นบริวารพวกเจ้า สู้ไปปรนนิบัติตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าไม่ดีกว่าหรือ”
วาจานี้ประดุจอสนีบาตฟาดกลางใจเซียวเยี่ยนจนสั่นสะท้าน
นางเพิ่งตระหนักว่าตนเองประเมินพลาดไปมหันต์
นางยังมองสตรีตรงหน้าไม่ทะลุปรุโปร่งพอ
ความทะเยอทะยานและเล่ห์เหลี่ยมชั่วร้ายของนาง ทะลุขีดจินตนาการไปไกลลิบ
“เจ้าคิดจะไปปรนนิบัติผู้ใด” เซียวเยี่ยนโพล่งถามสัญชาตญาณ
“คำตอบนี้ คนใกล้ตายเช่นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” จ้าวยวี่เจี๋ยยืดกายขึ้น ปรายตามองเซียวเยี่ยนเป็นคราสุดท้าย ก่อนจะสวมหน้ากากหยิ่งผยอง ทอดมองสรรพสิ่งใต้หล้าประดุจมูลดินเช่นเดิม
จ้าวยวี่เจี๋ยสะบัดชายแขนเสื้อก้าวเดินจากไป จ้องมองแผ่นหลังทรงเสน่ห์นั้น เซียวเยี่ยนสุดจะทานทน ตะโกนก้อง “ข้าดึงเจ้าขึ้นมาจากขุมนรกสุนัขจรจัด ผลักดันจนกลายเป็นคนโปรดในจวนอัครเสนาบดี ในใจเจ้าไร้ซึ่งเศษเสี้ยวความสำนึกบุญคุณหรือละอายใจต่อข้าเลยหรือ”
ฝีเท้าจ้าวยวี่เจี๋ยชะงักงัน
นางหาได้เหลียวหลังกลับมามอง
ทว่าเซียวเยี่ยนกลับสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มเย้ยหยัน น้ำเสียงเย็นชาลอยตามลม “อันใดคือ ‘เจ้ามอบให้ข้า’ ฐานะในวันนี้ ล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของข้าเองทั้งสิ้น”
เซียวเยี่ยนทรุดฮวบลงกับพื้น ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงขัดขืน
แม้ฐานะคือองค์หญิงเป่ยหู ทว่าจิตใจหาได้หล่อหลอมจากเหล็กกล้า เฒ่าคิ้วดำเปรียบดั่งแขนซ้ายขวา การดับสูญของเขาบีบรัดก้อนเนื้อในอกนางปานถูกมีดกรีดเฉือน เฝ้าโทษตัวเองไม่หยุดหย่อน
ทว่าประจักษ์ชัดแจ้ง สำหรับสตรีที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลอย่างจ้าวยวี่เจี๋ย ต่อให้ได้รับความเมตตาค้ำจุนมหาศาลปานใด นางก็ไม่มีวันก้มหัวขอบพระคุณผู้ใด
เพราะในสายตาคนพรรค์นี้ ทุกสิ่งที่กอบโกยมาได้ ล้วนเป็นผลจากความสามารถของตนเอง
เมื่อครู่ เซียวเยี่ยนสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตในแววตาจ้าวยวี่เจี๋ยแจ่มชัด หากมิใช่เพราะนางยังมีประโยชน์เมื่อยังมีลมหายใจ ประกอบกับคำสั่งเด็ดขาดของสวีหมิงหล่าง เกรงว่าจ้าวยวี่เจี๋ยคงบั่นคอนางทิ้งไปแล้ว
พริบตาถัดมา หยาดน้ำตาของเซียวเยี่ยนพลันร่วงหล่นดุจทำนบแตก
นางเห็นร่างไร้วิญญาณของเฒ่าคิ้วดำร่วงหล่นจากกลางเวหา
วินาทีนี้ เพลิงแค้นเคืองต่อจ้าวยวี่เจี๋ยพลันมอดดับลง
กลับกลายเป็นความรู้สึกที่รุนแรงและหนาวเหน็บยิ่งกว่าเข้าเกาะกุมจิตใจ
นั่นคือความปราชัยอย่างหมดรูป
ผู้ที่บีบให้นางกลายสภาพเป็นสุนัขจนตรอก ผู้ที่เป็นต้นเหตุให้สองเฒ่าดำขาวต้องจบชีวิต หาใช่จ้าวยวี่เจี๋ยที่เพิ่งสยายปีกพยองเบื้องหน้า อีกฝ่ายไม่มีปัญญาถึงขั้นนั้น อย่างมากก็เป็นเพียงเบี้ยหมากไร้ค่าที่ฉวยโอกาสตามน้ำเท่านั้น
ตัวตนที่แท้จริงเบื้องหลังพายุเลือดในคืนนี้ต่างหาก คือผู้ที่บดขยี้ความเย่อหยิ่งและสูบเรี่ยวแรงของนางไปจนเหือดแห้ง
เป็นยอดคนเร้นกายผู้นี้ ที่กวาดล้างเครือข่ายยอดฝีมือเป่ยหูนับไม่ถ้วน บดขยี้หยาดเหงื่อแรงกายที่พวกนางฝังรากลึกในเมืองเยี่ยนผิงมาหลายปีให้พินาศย่อยยับในชั่วข้ามคืน ฉุดรั้งองค์หญิงแห่งราชสำนักเทียนหยวนผู้สูงศักดิ์ ให้ตกต่ำเป็นเพียงนักโทษรอวันตาย
เซียวเยี่ยนปรารถนายิ่งนัก ปรารถนาจะได้รู้ว่าตัวตนผู้นั้นคือใคร… เพื่อให้นางได้ตายตาหลับ
…
จันทร์เสี้ยวทอแสงนวลตากระจ่าง อาบไล้ทั่วนครเยี่ยนผิงให้สว่างไสว
ภายใต้ร่มเงาต้นไหวใหญ่ตรงหัวมุมถนน จ้าวหนิงเปิดเปลือกตาเผยนัยน์ตาล้ำลึกดุจห้วงรัตติกาล จับจ้องการปะทะระหว่างเฒ่าคิ้วดำและสวีหมิงหล่าง ทอดมองเซียวเยี่ยนที่ดิ้นรนฝ่าวงล้อมแต่โดนซัดร่วงกระแทกพื้นอย่างอนาถ และมองเห็นจ้าวเสวียนจีนำขบวนยอดฝีมือระดับราชันย์รุดมาสมทบ ก่อนผนึกกำลังปลิดชีพเฒ่าคิ้วดำขาดใจตายคาที่
มุมปากเขาผุดรอยยิ้มบางเบาดุจสายลม
รอยยิ้มนี้แม้บางเบา ทว่ากลั่นกรองจากก้นบึ้งวิญญาณ อัดแน่นด้วยความปิติยินดีสุดแสน
เมื่อกลิ่นคาวเลือดละแวกจวนอัครเสนาบดีจางหาย นครเยี่ยนผิงที่โกลาหลมาทั้งคืนก็กลับคืนสู่ความสงบ เครือข่ายทหารราชองครักษ์ที่ไล่ล่าขวักไขว่ล้วนยุติภารกิจลง
ผลลัพธ์เบื้องหน้า คือหยาดเหงื่อที่จ้าวหนิงทุ่มเทแลกมา ยามนี้ทุกสรรพสิ่งล้วนขับเคลื่อนตามกระดานหมากของเขาอย่างไร้ที่ติ เขาจะไม่พึงพอใจได้อย่างไร
นอกเหนือจากความยินดีแล้ว เขายังสัมผัสได้ถึงความโล่งใจอย่างหาได้ยากยิ่ง
เมื่อเซียวเยี่ยนปราชัยหมดรูป ขุมกำลังถูกถอนรากถอนโคน เมืองเยี่ยนผิงย่อมปราศจากเสี้ยนหนามเป่ยหูอีกต่อไป โศกนาฏกรรมในชาติก่อน... ที่กองทัพเทียนหยวนประสานไส้ศึกทะลวงกำแพงเมืองเยี่ยนผิงแตกพ่ายในสิบวัน ย่อมไม่มีทางซ้ำรอยในชาตินี้
หลังจากนี้ ขอเพียงอาศัยเวลาอีกระยะ กวาดล้างสายลับเป่ยหูตามหัวเมืองอุดร โดยเฉพาะสมรภูมิแนวชายแดน ต้าฉีย่อมไม่ต้องทนกล้ำกลืนความปราชัยตั้งแต่เริ่มศึกสายเลือดเฉกเช่นอดีตชาติอีก
ด้วยขุมกำลังสายลับเป่ยหูที่ถูกกวาดต้อนในคืนนี้ การถอนรากถอนโคนที่เหลือย่อมพลิกฝ่ามือ
นี่คือวีรกรรมสะท้านฟ้าพลิกแผ่นดินชิ้นแรกที่จ้าวหนิงหมายมั่น และบรรลุผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงนับแต่หวนคืนจากปรโลก
เมื่อเทียบเคียงกันแล้ว การล่มสลายของตระกูลหลิวเป็นเพียงบันไดศิลาขั้นแรกเท่านั้น มิควรค่าให้หยิบยกมาเอ่ยถึงด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าพ้นราตรีนี้ไป ชะตากรรมของตระกูลผังย่อมถูกขีดเขียนไว้แล้ว ตระกูลเจิ้งและตระกูลหลวี่จำต้องชดใช้อย่างแสนสาหัสข้อหาสาดโคลนใส่ตระกูลจ้าว นี่คือหมากตาสำคัญที่เอื้อให้ขุนนางบู๊ทวงคืนอำนาจในกรมกลาโหม และสถาปนาบารมีกลางราชสำนัก
ปัจจัยทั้งมวลนี้ จะผลักดันให้สงครามระหว่างต้าฉีและเป่ยหูเบนเข็มสู่ทิศทางที่จ้าวหนิงปรารถนา และเป็นคุณูปการใหญ่หลวงต่อแผ่นดินต้าฉี บนเส้นทางกอบกู้ราชวงศ์จากการล่มสลาย จ้าวหนิงได้ตอกย่างก้าวอันหนักแน่นลงไปอย่างแท้จริง
ความโล่งใจที่เอ่อท้น ทำให้เขารู้สึกประหนึ่งสามารถร่ำสุราเมามายได้สักสามวันสามคืน เพื่อพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง
“น่าเจ็บใจนักที่องค์หญิงเป่ยหูดันตกไปอยู่ในมือจิ้งจอกเฒ่าสวีหมิงหล่าง ปล่อยให้มันชุบมือเปิบส้มหล่น คว้าผลงานใหญ่โตปานนี้ไปหน้าตาเฉย บัดซบสิ้นดี” เว่ยอู๋เซี่ยนโผล่พรวดมาจากที่ใดไม่อาจทราบ ทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิเคียงข้างจ้าวหนิง
จ้าวหนิงยกยิ้มมุมปาก “เช่นนี้ต่างหาก... จึงจะเป็นผลลัพธ์ที่งดงามที่สุด”