ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 164 ประลองหมากข้ามขอบฟ้า (ตอนปลาย)
จ้าวหนิงตระหนักชัด ว่าฮ่องเต้ต้าฉีซ่งจื้อปรารถนาสิ่งใด และกำลังเร่งกรีธาแผนการใดอยู่
พงศาวดารพันปีแห่งจงหยวน ราชวงศ์ผลัดแผ่นดินหมุนเวียน ทว่าบางสิ่งกลับหยั่งรากลึกมิเคยแปรผัน
ชายหนุ่มผู้หวนคืนจากความตายย่อมกระจ่างแจ้ง บัดนี้ควรหมากรุกกระดานนี้เช่นไรจึงจะสอดคล้องกับพระทัยเบื้องบน ตระกูลจ้าวรอดพ้นข้อหาละเมิดอาญาฟ้า ขณะเดียวกันยังคงบรรลุปณิธานพิทักษ์จงหยวน ปกป้องแผ่นดิน และคุ้มครองคนสายเลือดเดียวกัน
หมากตานี้ซับซ้อนซ่อนเงื่อน หาได้เรียบง่าย
ต่อให้กระทำเพื่อราชวงศ์ต้าฉี เขาก็ไม่อาจฝากชะตากรรมไว้ในกำมือผู้อื่น แม้คนผู้นั้นจะประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรก็ตาม เกิดมาใต้หล้า สรรพสิ่งล้วนต้องพึ่งพาสองมือตน
กลียุคคืบคลาน หากหมายพิทักษ์สิ่งที่หวงแหน ตนเองจำต้องแกร่งกร้าวเหนือผู้ใด และบัดนี้ สิ่งเดียวที่จ้าวหนิงขาดแคลนที่สุดคือ ‘เวลา’
พลังบำเพ็ญของเขาเพิ่งบรรลุเพียงระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น
หากไร้ซึ่งพลังระดับราชันย์ แค่รักษาชีวิตให้รอดยังยากเย็น
หากก้าวไม่ถึงระดับเทวะ ย่อมไร้หนทางต่อกรกับเทียนหยวนเค่อหาน และหากไม่อาจบั่นคอจอมราชันย์ทุ่งหญ้าผู้นั้น ต่อให้ครอบครองสรรพสิ่งก็เป็นเพียงภาพลวงตา
ในใต้หล้า แก่นแท้ที่ชี้ขาดชัยชนะในสมรภูมิ คือความแข็งแกร่งของยอดผู้บำเพ็ญเพียร
เขาจะช่วงชิงเวลาเพื่อทะลวงขีดจำกัดพลังมาได้อย่างไร? คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว… ต้องประวิงเวลาการปะทะแตกหักระหว่างต้าฉีและราชสำนักเทียนหยวนออกไปให้จงได้
แผนการนี้ประจวบเหมาะกับเจตนาของราชสำนักเทียนหยวน
เผ่าเทียนหยวนยังไม่กล้าเปิดศึกเต็มรูปแบบ ด้วยหวาดระแวงขุมกำลังอันไพศาลของจงหยวน พวกมันต้องการรั้งรอจนกว่าเทียนหยวนเค่อหานจะทะลวงสู่ระดับเทวะ และกวาดล้างทุ่งหญ้าให้เป็นปึกแผ่นไร้เสี้ยนหนามเสียก่อน
ทางด้านจ้าวหนิง เขารู้แจ้งว่าภายใต้เปลือกนอกอันวิจิตรตระการตาของยุคทองแห่งต้าฉี กลับซุกซ่อนรอยปริร้าวและวิกฤติใหญ่นานัปการ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของแผ่นดินตกต่ำลงจากยุคปฐมกษัตริย์ไท่จู่อย่างเทียบไม่ติด
หากไร้ไฟสงคราม ยุคทองลวงตานี้ยังพอประคองต่อไปได้ ทว่าเมื่อใดที่กองทัพทมิฬรุกราน สภาพอันเน่าเฟะของราชวงศ์ย่อมปรากฏชัด
ตราบใดที่ยังถอนรากถอนโคนเนื้อร้ายเหล่านี้ไม่สำเร็จ จ้าวหนิงย่อมไม่ปรารถนาให้ต้าฉีทำศึกแตกหัก โศกนาฏกรรมแผ่นดินล่มสลายในชาติก่อน เขาจะไม่ยอมให้ซ้ำรอยเด็ดขาด นี่คือเหตุผลประการแรกที่ต้องถ่วงเวลา
หลังผ่านแผนการของเซียวเยี่ยน ราชสำนักต้าฉีเริ่มตระหนักถึงสันดานหมาป่าของเผ่าเทียนหยวนอย่างจริงจัง กองทัพด่านเยี่ยนเหมินกวนจึงได้รับการเสริมเขี้ยวเล็บขนานใหญ่
แม้เบื้องลึกจะแฝงหมากการเมืองของฮ่องเต้ แต่อย่างน้อยแสนยานุภาพของกองทัพเยี่ยนเหมินในยามนี้ถือว่าพลิกโฉมจากอดีต มีขีดความสามารถพอจะต้านทานสงครามเต็มรูปแบบได้ด้วยกำลังของตนเอง
หากเผ่าเทียนหยวนเกิดความหวาดระแวง ผนวกกับ ‘ไส้ศึกระดับสูง’ ลอบส่งข่าวสาร จนพวกมันยอมระงับแผนกวาดล้างเผ่าต๋าต้านไปชั่วคราว นั่นย่อมเป็นภาพที่จ้าวหนิงปรารถนาที่สุด
เมื่อนั้น เขาจะมีเวลาสงบสุขมากพอให้เร่งรัดพลังบำเพ็ญ
ทว่าหากเทียนหยวนเค่อหานไม่ยอมหยุดยั้งเจตจำนงรวบรวมทุ่งหญ้า จ้าวหนิงก็พร้อมกระโจนเข้าสู่สมรภูมิโลหิตนี้โดยไร้ข้อกังขา
พิจารณาจากกระแสธารในราชสำนัก ผนวกกับบารมีของตระกูลขุนนางบู๊ ทันทีที่เผ่าเทียนหยวนกรีธาทัพบดขยี้เผ่าต๋าต้าน เบื้องบนย่อมต้องสั่งให้กองทัพเยี่ยนเหมินเคลื่อนพลออกคานอำนาจ
จ้าวหนิงย่อมอาศัยความชอบธรรมนี้นำทัพเข้าร่วมศึก สกัดกั้นแผนการของเทียนหยวนเค่อหานมิให้บรรลุผล
ตราบใดที่ทุ่งหญ้ายังไม่รวมเป็นหนึ่ง ภัยคุกคามยังขจัดไม่สิ้น เทียนหยวนเค่อหานย่อมไม่มีทางบุ่มบ่ามกรีธาทัพลงใต้เพื่อปะทะกับต้าฉีเด็ดขาด
ด้วยกลหมากนี้ จ้าวหนิงจะช่วงชิงเวลาอันล้ำค่ามาได้
หนึ่งปีที่ผ่านมาในเมืองเยี่ยนผิง ไม่ว่าจะเป็นการเหยียบย่ำขุนนางบุ๋นจนจมดิน หรือการถอนรากเครือข่ายสายลับของเซียวเยี่ยน เป้าหมายล้วนปูทางเพื่อกาลนี้
เมื่อไฟศึกทุ่งหญ้าปะทุ กองทัพเยี่ยนเหมินต้องมีแสนยานุภาพรุกคืบขึ้นเหนือ บดขยี้เจตจำนงของเทียนหยวนเค่อหานให้แหลกสลาย!
เขาบรรลุเป้าหมายที่เมืองเยี่ยนผิงแล้ว บัดนี้สมรภูมิของเขาคือด่านเยี่ยนเหมินกวน
…….
ทอดสายตามองโย่วเสียนหวังแห่งราชสำนักเทียนหยวนเบื้องล่างกำแพง จ้าวหนิงรับช่วงต่อบทสนทนาของจ้าวเป่ยวั่ง
“ในเมื่อปล่อยให้รอเก้อมาสี่ครา จะมีครั้งที่ห้าอีกสักประการใด จะเป็นโย่วเสียนหวังหรือสุนัขบัดซบตัวไหน หากเทียนหยวนเค่อหานไม่ไสหัวมา ด่านนี้ก็ปิดตาย”
ยามนี้ ยิ่งต้าฉีแสดงความแข็งกร้าวเด็ดขาด ราชสำนักเทียนหยวนก็จะยิ่งหวาดหวั่นยำเกรง
จ้าวเป่ยวั่งชำเลืองมองบุตรชาย เลิกคิ้วหัวเราะร่วน “ไอ้ลูกคนนี้ ตัวกะเปี๊ยกแต่ทะเยอทะยานนัก แผนการซับซ้อนซ่อนเงื่อน ทว่าความโอหังนี้ถอดแบบข้ามาไม่ผิดเพี้ยน สมเป็นสายเลือดจ้าวเป่ยวั่ง! ดี ปล่อยพวกมันตากลมต่อไป”
สิ้นคำ จ้าวเป่ยวั่งก็สั่งทหารตะโกนแจ้งโย่วเสียนหวังเบื้องล่าง ให้ไสหัวกลับไปลากคอเทียนหยวนเค่อหานมา หากไม่แล้ว อย่าได้หวังเหยียบผ่านประตูด่าน
สิ้นเสียงประกาศ จ้าวเป่ยวั่งหาได้แยแสใบหน้าเขียวคล้ำของโย่วเสียนหวัง เขาหัวเราะลั่นอย่างห้าวหาญ เอ่ยปากว่าจะกลับไปร่ำสุราต่อที่จวนแม่ทัพ ก่อนหมุนตัวก้าวลงจากกำแพงเมืองพร้อมกับจ้าวหนิง
คล้อยหลังจ้าวเป่ยวั่ง ขบวนทูตเผ่าเทียนหยวนที่เรียงรายบนเส้นทางภูเขาก็จำต้องหันหลังกลับ ถอยร่นออกจากด่านเยี่ยนเหมินกวนอย่างอัปยศภายใต้คำสั่งของโย่วเสียนหวัง
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชาชิน
ทหารเกราะหนักบนกำแพงเมืองล้วนเหยียดยิ้มหยามหยัน บางนายถึงขั้นถ่มน้ำลายเย้ยหยันสภาพทุลักทุเลของโย่วเสียนหวัง ท่วงทีเปี่ยมด้วยความโอหังในฐานะทหารหาญแห่งต้าฉี
เมื่อถึงจวนแม่ทัพ จ้าวหนิงมิได้รั้งอยู่ร่ำสุราต่อ หลังรับตราตั้งจากจ้าวเป่ยวั่ง เขาก็มุ่งหน้าสู่ค่ายทหารในสังกัดทันทีเพื่อตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชา
บัดนี้เขาคือขุนพลคุมค่าย นอกเหนือจากยอดฝีมือระดับคุมปราณหนึ่งพันนายพร้อมเกาทัณฑ์อาคมผลึกม่วงที่ติดตามมา เขายังมีไพร่พลในกำมือถึงห้าพันนาย รั้งตำแหน่งขุนนางบู๊ ‘ผู้บัญชาการทหารม้า’ อย่างเป็นทางการ
นั่นหมายความว่า กองกำลังห้าพันนายใต้บังคับบัญชา ล้วนเป็นทหารม้าศึก
ในกองทัพต้าฉี ทหารม้านับเป็นขุมกำลังล้ำค่า ค่าบำรุงทหารม้าชั้นยอดหนึ่งนาย ผลาญเงินทองและเสบียงมากกว่าทหารราบถึงสิบเท่า ยิ่งทหารม้าเกราะหนักอันเป็นดั่งราชันย์ในสมรภูมิ ยิ่งถือเป็นขุมทรัพย์ประเมินค่ามิได้
ด้วยข้อจำกัดด้านม้าศึกของจงหยวน สัดส่วนทหารม้าในต้าฉีจึงเทียบทหารราบไม่ติดฝุ่น
ทหารม้าเกราะหนักจำเป็นต้องใช้ม้าศึกชั้นยอดที่มีพละกำลังมหาศาล ซึ่งหาได้ยากยิ่งแม้แต่ในทุ่งหญ้า ม้าขาสั้นของม่อเป่ยย่อมแบกรับเกราะหนักไม่ไหว จำต้องใช้ม้าสายพันธุ์ดีจากซีอวี้เท่านั้น
สำหรับจงหยวน การระดมทหารราบเกราะเบานับล้านหาใช่เรื่องยาก ทว่าทหารม้าเกราะหนักแสนนายกลับเป็นเพียงวิมานในอากาศ หากมิใช่ยุคทองที่ราชวงศ์แผ่แสนยานุภาพเกรียงไกร ย่อมไม่อาจครอบครองกองกำลังระดับนี้
อีกทั้งตัวทหารม้าล้วนเป็นยอดฝีมือที่ถูกคัดสรรมาอย่างเข้มงวด หากสุ่มดึงทหารม้ามาเพียงหนึ่งนาย ต่อให้ไร้ม้าศึก ก็สามารถสยบทหารราบได้ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ
การที่ทหารเดินเท้าจะปีนป่ายขึ้นเป็นทหารม้า ย่อมอาบเหงื่อต่างน้ำ
ต้าฉีรุ่งโรจน์เกรียงไกรนับร้อยปี สยบชนเผ่าทุ่งหญ้าจนศิโรราบ จึงไม่ขาดแคลนม้าศึก กองทัพเยี่ยนเหมินที่กรำศึกพิทักษ์แดนเหนือปะทะกับเผ่าเร่ร่อน จึงครอบครองทหารม้าในสัดส่วนที่สูง
กลยุทธ์การรบของชนเผ่าเร่ร่อน มักเริ่มด้วยการควบม้าสาดเกาทัณฑ์ปะทะกัน ประลองฝีมือขี่ม้ายิงธนูเพื่อทอนกำลังในระลอกแรก
กระทั่งฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำสูญเสียหนัก หรือมีกำลังพลด้อยกว่าแต่ต้น เมื่ออีกฝ่ายมั่นใจในชัยชนะ จึงจะพุ่งทะลวงเข้าบดขยี้ในระยะประชิด
ดังนั้น ทหารม้าแห่งเยี่ยนเหมินส่วนใหญ่จึงเป็นทหารม้าเบา หาไม่แล้วย่อมไล่กวดม้าทุ่งหญ้าไม่ทัน… และในยามเพลี่ยงพล้ำ ย่อมล่าถอยรักษาชีวิตได้ยากยิ่ง
ทหารม้าเกราะหนักแบกรับน้ำหนักมหาศาล แก่นแท้คือพลังบดขยี้ในพริบตา อาศัยจังหวะทะลวงฝ่าค่ายกลศัตรูให้แหลกสลายในการโหมบุกครั้งเดียว ไม่อาจควบม้าหยั่งเชิงยืดเยื้อ หาไม่แล้วม้าศึกย่อมสิ้นใจก่อนได้สังหารศัตรู
ยามต้าฉีปะทะเดือดกับชนเผ่าทุ่งหญ้า การใช้งานทหารม้าเกราะหนักมักสงวนไว้สำหรับยุทธวิธีแตกหัก ไม่ดวลเกาทัณฑ์ยืดเยื้อ แต่มุ่งลอบจู่โจม ทะลวงบดขยี้กลางค่ายศัตรูให้ราบเป็นหน้ากลอง
ด้วยเหตุนี้ กองทัพเยี่ยนเหมินจึงมีทหารม้าเกราะหนักน้อยนิด
กล่าวโดยสรุป การที่จ้าวหนิงรับตำแหน่งคุมทหารม้าเบาถึงห้าพันนาย ถือเป็นการรั้งอำนาจสูงสุดตั้งแต่ก้าวแรก สิทธิพิเศษอันล้นหลามนี้ ย่อมเป็นผลพวงจากบารมีในฐานะทายาทผู้นำตระกูลจ้าว
ค่ายทหารม้าตั้งตระหง่านกลางทุ่งหญ้า เมื่อจ้าวหนิงควบม้ามาถึงหน้าประตูค่ายและตวัดตัวลง เหล่านายทหารที่รอรับข่าวก็เรียงรายตั้งแถวต้อนรับล่วงหน้า ผู้นำคือชายหนุ่มในตำแหน่งตูอวี๋โฮ่ว… จ้าวซิน
“ผู้น้อย ตูอวี๋โฮ่วจ้าวซิน คารวะท่านผู้บัญชาการ” จ้าวซินประสานมือโค้งคำนับ ด้วยสวมเกราะหนักจึงละเว้นธรรมเนียมคุกเข่าโขกศีรษะ
นายทหารเบื้องหลังล้วนประสานมือคำนับอย่างพร้อมเพรียง
เทศกาลล่าสัตว์ฤดูสารทปีกลาย จ้าวซินอยู่ในเหตุการณ์และได้เข้ารับราชการในครานั้น เพียงแต่มิได้รับตำแหน่งในเมืองเยี่ยนผิง กลับถูกส่งตัวมาประจำด่านเยี่ยนเหมินกวนโดยตรง
ได้ยินตำแหน่ง ‘ตูอวี๋โฮ่ว’ นัยน์ตาจ้าวหนิงก็ฉายแววฉงน
ด้วยระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้นของจ้าวซิน ตามหลักย่อมสมควรครองตำแหน่งผู้บัญชาการ ต่อให้อยู่ในหน่วยทหารม้า อย่างน้อยต้องรั้งตำแหน่งรองผู้บัญชาการ การรั้งเพียงตูอวี๋โฮ่ว ถือเป็นขุนพลลำดับสามในค่ายเท่านั้น
จ้าวหนิงปรายตามองขุนพลทีละนาย เมื่อไร้วี่แววรองผู้บัญชาการ จึงเอ่ยปากถาม
ใบหน้าจ้าวซินแปรเปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่น “ท่านแม่ทัพไม่รู้จริงๆ หรือ ว่ารองผู้บัญชาการคือผู้ใด และบัดนี้อยู่ที่ใด”
จ้าวหนิงขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องบัดซบนี้จริงๆ
ดูจากท่าทีของจ้าวซิน จ้าวเป่ยวั่งสมควรแจ้งเรื่องนี้ให้เขาทราบ ทว่าพอนึกถึงบิดาที่เอาแต่กระดกสุรากับจ้าวซวิ่น เขาก็ตระหนักทันทีว่าตาเฒ่านั่นคงเมาจนลืมเลือนไปสิ้น
“รองผู้บัญชาการคือใคร บัดนี้อยู่ไหน” จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบขณะก้าวผ่านประตูค่าย
“ตระกูลหยางแห่งกว่างหลิง… หยางเจียนี”
เห็นจ้าวหนิงไม่รู้เรื่องจริง จ้าวซินจึงอดเลิกคิ้วหลิ่วตาคล้ายรอดูงิ้วฉากใหญ่ไม่ได้ “ตอนนี้นางมุ่งหน้าลงทุ่งหญ้าไปแล้ว หากไร้เหตุพลิกผัน อีกประเดี๋ยวท่านแม่ทัพก็คงต้องตามไปเช่นกัน”
นัยน์ตาจ้าวหนิงชะงักค้าง ลางสังหรณ์เลวร้ายแล่นปราดจับขั้วหัวใจ “นางมาอยู่ด่านเยี่ยนเหมินกวนได้เยี่ยงไร ซ้ำยังมาประจำค่ายข้าเนี่ยนะ”
ภาพแรกที่ปรากฏในหัว คือเงาร่างดุดันในเทศกาลล่าสัตว์ปีกลาย สตรีผู้กวัดแกว่งดาบม่อเตา บุกทะลวงฝ่าวงล้อมคุณชายตระกูลขุนนางอย่างห้าวหาญดุจเทพสงคราม
ก่อนจบเทศกาลล่าสัตว์ นางลั่นวาจาไว้ชัดเจน หากเขาบรรลุระดับคุมปราณขั้นปลายเมื่อใด ให้ส่งจดหมายแจ้ง นางจะได้มา ‘ประลอง’ กับเขาสักตั้ง
ประลองบิดามันเถอะ! นางแค่อยากฉวยโอกาสตอนพลังเท่าเทียม มาทุบตีบุรุษผู้ทรยศเช่นเขาอย่างเปิดเผย เพื่อชำระแค้นที่ในอดีตพอเขาพบจ้าวยวี่เจี๋ย ก็เขี่ยทิ้งนางราวก้อนกรวดริมทาง!
กล่าวตามตรง หยางเจียนีอาจมิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อเขา แต่ความคั่งแค้นที่ถูกหักหน้านี้ นางย่อมไม่มีทางกลืนลงท้องเด็ดขาด
จ้าวซินกระแอมไอ กลั้นหัวเราะก่อนปั้นหน้าเคร่งขรึม “ทั้งหมดนี้คือบัญชาของท่านแม่ทัพใหญ่ ผู้น้อยต่ำต้อยย่อมมิกล้าสอดปาก”
เห็นใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอีกฝ่าย จ้าวซินก็อดถูมือหัวเราะแห้งๆ ไม่ได้ “ผู้น้อยเดาว่า… นี่คงเป็นความประสงค์ของฮูหยินกระมัง”
หากเป็นฝีมือมารดาหวังโหรวฮวา จ้าวหนิงทำได้เพียงส่ายหน้ากลืนเลือดลงคอ เพื่อมิให้ตนเองตกเป็นเบี้ยล่าง เขาจึงเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “บัดนี้นางอยู่ระดับใด”
นางอายุมากกว่าเขาไม่กี่เดือน ก่อนหน้านี้ระดับพลังก็ข่มเขามาตลอด
หากนางยังรั้งเพียงวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น จ้าวหนิงย่อมไม่ครั่นคร้าม ทว่าหากนางทะลวงสู่วิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางแล้ว ปัญหาย่อมตึงมือขึ้นมาบ้าง เขาไม่มีรสนิยมวิปริตชอบถูกสตรีเหยียบย่ำจมดิน
“ระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นต้น” จ้าวซินตอบเสียงขรึม
จ้าวหนิงลอบระบายลมหายใจโล่งอก
วัยเยาว์ ด้วยเหตุผลที่รู้กันดี ทุกคราที่ตระกูลหยางมาเยือนจวนเจิ้นกั๋วกง นางมักถูกยัดเยียดให้ติดสอยห้อยตามเขา เดินเตาะแตะเป็นเงาตามตัว
เด็กหญิงแก้มยุ้ยน้ำมูกยืด กอดห่อขนมยัดเข้าปากจนแก้มตุ่ย คราบน้ำตาลเลอะเทอะ ไม่ค่อยปริปากพูดราวกับเป้าหมายเดียวในชีวิตคือการสวาปาม เด็กอ้วนที่เขาแทบไม่อยากชายตามองในวันนั้น เพียงพริบตากลับเติบใหญ่เป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งเจียงจั่ว เป็นอัจฉริยะเหนือผู้คน คิดถึงตรงนี้จ้าวหนิงก็ปวดขมับขึ้นมาตงิดๆ
สิ่งที่ทำให้เขาปวดขมับยิ่งกว่า คือในชาติก่อน เมื่อเห็นรูปโฉมงดงามหยดย้อย เขากลับใจอ่อนยวบ ถึงขั้นตบปากรับคำหมั้นหมายสองตระกูล
แต่ที่น่าอดสูจนอยากมุดแผ่นดินหนี คือยามที่จ้าวยวี่เจี๋ยปรากฏตัว เขากลับโยนหยางเจียนีทิ้งไว้เบื้องหลัง ตลอดสองปีที่นางแวะเวียนมาจวนเจิ้นกั๋วกง เขากลับไม่เคยเหลือบแลนางแม้แต่หางตา!
จึงไม่แปลกที่นางจะหาข้ออ้างขัดเกลาพลัง เพื่อมา ‘สั่งสอน’ เขาสักยก
แต่ต่อให้มีเหตุผลนับหมื่น จ้าวหนิงก็ไม่มีวันยอมถูกหยางเจียนีกระทืบจมดินเด็ดขาด นี่คือศักดิ์ศรีบุรุษ ไร้ซึ่งพื้นที่เจรจาประนีประนอม!
จ้าวหนิงมิได้มุ่งสู่กระโจมหลัก กลับนำจ้าวซินและเหล่านายทหารตระเวนตรวจตราค่าย หมายประเมินความพร้อมของไพร่พล ทว่าเดินไปเดินมา กลับมาหยุดอยู่ที่ลานซ้อมเป้าบิน... สถานที่ฝึกปรือฝีมือขี่ม้ายิงธนู
ทันทีที่นัยน์ตาปะทะเข้ากับเงาร่างคุ้นตา ม่านตาของเขาก็พลันหดเกร็งวูบ