ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 23 เรื่องในจวนและราชกิจ (ตอนต้น)
แสงยามเช้าอาบไล้ผ่านบานหน้าต่าง จ้าวหนิงชำระล้างใบหน้าโดยมีเซี่ยเหอปรนนิบัติอยู่เคียงข้าง เขาทอดสายตามองดอกบัวเบ่งบานชูช่อเหนือสระน้ำด้านนอก สดับเสียงวิหคขับขาน อารมณ์พลันเบิกบาน
ยามรับประทานมื้อเช้า จ้าวหนิงอนุญาตให้เซี่ยเหอนั่งร่วมโต๊ะ ทว่าพอเห็นนางกอดซาลาเปาทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ค่อยๆ เล็มแป้งทีละคำอย่างฝืนกลืน ก็อดขบขันมิได้ “แอบกินจนอิ่มมาอีกแล้วสิ”
เซี่ยเหอหน้าแดงซ่าน แทบจะมุดศีรษะลงคอเสื้อ ในฐานะสาวใช้คนสนิท นางย่อมมีอภิสิทธิ์เหนือข้ารับใช้ทั่วไป หากตื่นเช้าก็สามารถหาของรองท้องได้ก่อน ทว่านางกลับยัดทะนานจนจุกถึงคอหอยทุกครา ขืนพูดออกไปมีแต่จะขายหน้าตายชัก
จ้าวชี่เยว่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์น่าอึดอัดนี้ พอเซี่ยเหอได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ก็รีบวางซาลาเปาในมือ ลุกพรวดไปตักโจ๊กคีบกับข้าวให้อย่างกระตือรือร้น
“พอเถอะ บนโต๊ะมีหัวไชเท้าดองแค่ไม่กี่ชิ้น ไม่ต้องลำบากเจ้าคีบให้หรอก จะไปเล่นซนที่ไหนก็ไป” จ้าวหนิงโบกมือไล่ ปลดปล่อยสาวใช้ที่อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เซี่ยเหอส่งยิ้มแหยย่อกายคารวะ ก่อนจะวิ่งปรู๊ดหายตัวไปในพริบตา
จ้าวชี่เยว่กลืนโจ๊กอวิ๋นหมู่ลงคอแล้วเบ้ปาก “สาวใช้ผู้นี้ปรนนิบัติคนไม่เอาไหน หากไม่รู้ใจก็เปลี่ยนคนใหม่เสีย”
“นางรู้ใจใช้ได้ทีเดียว” เดิมทีจ้าวหนิงตั้งใจจะแย้งว่าเรื่องปรนนิบัติอาจบกพร่องไปบ้าง ทว่าจู่ๆ พลันนึกถึงบางสิ่ง รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นประดับมุมปาก “และก็ปรนนิบัติเก่งมากด้วย”
เมื่อรวบตะเกียบวางชาม จ้าวชี่เยว่พลันเปิดบทสนทนา “เมื่อคืนคนของราชสำนักมาถึงแล้ว เป็นทูตพิเศษของโอรสสวรรค์ ควบม้าเร็วฝ่าราตรีมาเบิกตัวฟ่านจงหมิงและยอดฝีมือเป่ยหูไปชำระความ รุ่งสางวันนี้ ท่านปู่เดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมพวกเขาล่วงหน้าไปแล้ว และกำชับให้พวกเรารีบตามกลับไปทันทีที่จัดการมื้อเช้าเสร็จ”
“ทูตพิเศษโอรสสวรรค์เชียวหรือ มิใช่คนของกรมอาญาหรือศาลต้าหลี่หรอกหรือ”
จ้าวหนิงชะงักไปเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าเบื้องบนจะเคลื่อนไหวรวดเร็วปานนี้ ทว่าภายในใจหาได้ตื่นตระหนก แผนการรับมือและวิธีคว้าชัยให้ตระกูลจ้าว เขาและจ้าวเสวียนจีล้วนวางค่ายกลในกระดานหมากไว้อย่างรัดกุมแล้ว
จ้าวชี่เยว่ส่ายหน้า “ไร้เงาคนของกรมอาญาและศาลต้าหลี่ ดูท่าคดีไต้โจวจะทำให้เสียงในราชสำนักแตกเป็นสองฝั่ง ฝ่าบาทย่อมมีพระราชดำริในพระทัย จึงทรงลงดาบจัดการด้วยพระองค์เอง”
จ้าวหนิงผู้หวนคืนจากความตายย่อมรู้เช่นเห็นชาติฮ่องเต้ ‘ซ่งจื้อ’ ทะลุปรุโปร่ง ในสายตาเขา โอรสสวรรค์ผู้นี้คือกษัตริย์ที่ปราดเปรื่องล้ำลึก “ข้าหลงนึกว่าจะได้แวะด่านเยี่ยนเหมินกวนเพื่อคารวะท่านพ่อท่านแม่เสียอีก ไม่คาดว่าจะต้องรีบกลับกระทันหัน”
จ้าวชี่เยว่ปรายตามองอย่างฉงน “หากเผชิญหน้า ท่านพ่อย่อมไม่แคล้วจับเจ้ามาสวดมนต์ชุดใหญ่ พอท่านแม่เห็นเข้าก็ต้องออกโรงปกป้อง แล้วหันไปด่ากราดท่านพ่อแทน สุดท้ายก็บานปลายกลายเป็นสงครามน้ำลาย แล้วโยนภาระให้ข้าดูแลเจ้าต่อ… ปกติเจ้าเกลียดเรื่องพรรค์นี้เข้าไส้ไม่ใช่หรือ”
จ้าวหนิงลูบจมูกแก้เกี้ยว ความจริงก็เป็นเช่นนางว่า
สมาชิกตระกูลจ้าว ตั้งแต่ประมุขเฒ่าจ้าวเสวียนจีลงมาจนถึงจ้าวชี่เยว่ ล้วนรักใคร่ตามใจจ้าวหนิงดั่งไข่ในหิน มีเพียงจ้าวเป่ยวั่งผู้เป็นบิดาที่ขัดหูขัดตากับบุตรชายที่หลงระเริงในพรสวรรค์ ทว่าวันๆ เอาแต่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อผู้นี้
ทุกคราที่พานพบ จ้าวเป่ยวั่งเป็นต้องงัดเทศนาชุดใหญ่มาอบรม ซ้ำยังมิวายหาเรื่อง ‘ชี้แนะ’ วรยุทธ์ให้สักสองสามกระบวนท่า พอจ้าวหนิงโดนอัดจนน่วม ผู้เป็นมารดาก็จะกระโดดขวางด้วยความปวดใจ ชี้หน้าด่าสามีว่าพ่อสันดานเช่นไร ลูกก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
พอมารดาบันดาลโทสะ ก็จะถลกแขนเสื้อขอ ‘ประลอง’ หมัดมวยกับจ้าวเป่ยวั่งให้รู้ดำรู้แดง ถึงยามนั้น ทั้งสองย่อมไร้เวลามาใส่ใจจ้าวหนิง สุดท้ายภาระทั้งหมดจึงตกไปอยู่กับพี่สาวคนโตอย่างจ้าวชี่เยว่ ที่ต้องลากคอเขาออกไปและคอยเคี่ยวเข็ญการฝึกฝนแทน
“เซี่ยเหอ เก็บชามกับตะเกียบ เร็วเข้า วันนี้พวกเราต้องกลับเมืองหลวง”
จ้าวหนิงส่งเสียงเรียก เซี่ยเหอที่หนีไปหลบมุมอยู่แห่งหนใดไม่ทราบพลันชะโงกหน้าจากนอกประตู เบิกตากลมโตกวาดมองลาดเลา พอขานรับก็ก้าวฉับๆ เข้ามาจัดการหน้าที่
ขบวนม้าออกจากเมืองไต้โจวมุ่งหน้าลงใต้ จำนวนคนร่อยหรอลงกว่ายามขามา ยอดฝีมือหลายนายพลีชีพสังเวยแด่สมรภูมิเดือด ส่วนเสบียงทรัพยากรที่คุ้มกันมายังคงกองพะเนินอยู่ในไต้โจว รอให้จ้าวเป่ยวั่งเจียดเวลามาขนย้ายด้วยตนเอง
ทว่ากลับมียอดฝีมือหน้าใหม่คุ้มกันเพิ่มหลายนาย ไม่เพียงคนของตระกูลจ้าว แต่ยังพ่วงกองกำลังเขี้ยวเล็บประจำตระกูลมาด้วย ระดับการฝึกตนของแต่ละคนล้วนเหยียบย่างระดับวิญญาณต้นกำเนิดขั้นกลางเป็นอย่างต่ำ
“เหตุใดท่านปู่ถึงเร่งรัดให้พวกเรากลับเมืองหลวงนัก” จ้าวหนิงเอ่ยถามบนหลังม้า ขบวนเคลื่อนตัวไม่เร่งร้อนนัก จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการสนทนา
“เทศกาลล่าสัตว์สารทฤดูจวนจะมาถึง ถึงยามนั้น ทายาทขุนนางผู้ดีมีตระกูลทั่วราชสำนักจะมาชุมนุมกัน ณ อุทยานหลวง ฝ่าบาทจะทรงประลองฝีมือคนหนุ่มวัยสิบหกปี เพื่อทอดพระเนตรระดับการฝึกตนและไหวพริบ หากสลักผลงานโดดเด่น อาจได้รับพระราชทานตำแหน่งขุนนางจากพระหัตถ์ นับเป็นบันไดทองสู่ราชสำนักของเจ้าโดยแท้”
จ้าวชี่เยว่ในวัยสิบเก้าปีเคยผ่านสังเวียนนี้มา ย่อมเชี่ยวชาญกระจ่างแจ้ง
ทว่าเส้นทางของนางต่างจากจ้าวหนิง ยามอายุสิบหก นางหาได้มุ่งหวังตำแหน่งขุนนาง ในฐานะบุตรสาวสายตรงคนโตแห่งตระกูลขุนศึก ทันทีที่อายุครบยี่สิบย่อมต้องออกเรือน นั่นคือการก้าวเข้าสู่วังหลังในฐานะกุ้ยเฟย ไร้ความจำเป็นต้องไขว่คว้าอำนาจในท้องพระโรง
ส่วนวันหน้าจะผงาดขึ้นเป็นฮองเฮาหรือไม่ ย่อมสุดแท้แต่วาสนา ทว่านับแต่สถาปนาต้าฉี ฮองเฮาเกือบครึ่งล้วนมาจากสายเลือดตระกูลจ้าว โอกาสที่จ้าวชี่เยว่จะครองบัลลังก์วังหลังจึงมีสูงลิบลิ่ว
“น้องชาย เทศกาลล่าสัตว์สารทฤดูนี้ เจ้าต้องกวาดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ หากเป็นที่โปรดปราน จุดเริ่มต้นของเจ้าย่อมทิ้งห่างผู้อื่น ซึ่งจะปูทางสะดวกในวันหน้า นิสัยโผงผางอย่างท่านพ่อไม่เหมาะกับเล่ห์เหลี่ยมราชสำนัก หากท่านปู่วางมือ ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะปล่อยให้ตระกูลอื่นชุบมือเปิบไปไม่ได้เด็ดขาด”
จ้าวชี่เยว่วางอำนาจพี่สาวคนโต สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังขณะเอ่ยสำทับ
จ้าวหนิงพยักหน้าหนักแน่น “ดูท่าคดีไต้โจวจะปลุกให้ท่านปู่ตระหนักถึงวิกฤตจวนตัว ท่านคงตั้งใจเคี่ยวเข็ญวรยุทธ์ข้าอย่างหนักก่อนถึงเทศกาลล่าสัตว์ เพื่อเสริมความมั่นใจในลานประลอง”
จ้าวชี่เยว่พอใจในความรู้ความรับผิดชอบของน้องชาย ทว่าพอฉุกคิดถึงบางสิ่ง นัยน์ตาพลันวาวโรจน์ด้วยโทสะ “ตาเฒ่าอสรพิษสวีหมิงหล่าง ครานี้ชักใยตระกูลฟ่านสมคบเป่ยหูหวังเด็ดหัวพวกเรา กลับไปข้าจะคอยดูว่ามันจะพลิกลิ้นเอาตัวรอดเยี่ยงไร”
จ้าวหนิงส่ายหน้า “สวีหมิงหล่างสืบสายเลือดตระกูลสวีแห่งซีสุ่ย หนึ่งในสิบสามตระกูลมหาอำนาจ รากฐานลึกซึ้งเกินหยั่ง ซ้ำยังรั้งตำแหน่งราชครู เป็นอัครเสนาบดีกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในหมู่ขุนนางบุ๋น การจะล้มเขาด้วยลมปากของฟ่านจงหมิงเพียงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้”
“จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ ย่อมเตรียมทางหนีทีไล่ไว้พร้อมสรรพ”
จ้าวหนิงรู้จักมักจี่สันดานของสวีหมิงหล่างทะลุปรุโปร่ง รู้ซึ้งว่าการจะเด็ดหัวอีกฝ่ายหาใช่งานง่ายดาย
เขาไม่เคยวาดฝันว่าจะโค่นสวีหมิงหล่างได้ในดาบเดียว คดีไต้โจว ขอเพียงสะกิดให้ฮ่องเต้หวาดระแวงความเคลื่อนไหวของเป่ยหู และยอมเพิ่มกำลังพลที่ด่านเยี่ยนเหมินกวน เปิดทางให้ตระกูลจ้าวขยายเขี้ยวเล็บ เพียงเท่านี้ก็นับว่าบรรลุเป้าหมายบนกระดานหมากอย่างหมดจด
การถอนรากถอนโคนสวีหมิงหล่าง แท้จริงคือการพลิกขั้วอำนาจในราชสำนัก เหยียบย่ำขุนนางบุ๋นที่กำลังกำเริบเสิบสานให้จมดิน ภารกิจนี้หนักหนาสาหัสและยาวไกลนัก
ยามนี้จ้าวหนิงอายุเพียงสิบหก ยังไร้ตำแหน่งขุนนาง พลังฝีมือก็ยังไม่แก่กล้า ตามหลักแล้ว ย่อมไม่อาจสอดมือเข้าแทรกแซงเกมการเมืองระดับนี้
ทว่าจ้าวหนิงตระหนักดีว่าตนเองมีเวลาจำกัด ไร้เหตุผลต้องรอคอยโชคชะตา ข้อได้เปรียบเดียวคือความทรงจำจากชาติปางก่อน เขารู้ซึ้งว่ามีหลายสิ่งที่สามารถลงมือกระทำ และมันจะสร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนภาพรวมทั้งหมดได้อย่างมหาศาล
แผนกลืนกินต้าฉีของเป่ยหู คือกระดานหมากที่ถูกวางไว้เนิ่นนาน แบ่งแยกเป็นสองสมรภูมิ หนึ่งคือการซ่องสุมกำลังในมั่วเป่ย สองคือการแทรกซึมบ่อนทำลายต้าฉีจากภายใน ก้าวต่อไปควรเดินหมากเช่นไร จ้าวหนิงได้ร่างแผนสังหารไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว
แต่ทั้งหมดจำต้องพึ่งเงื่อนไขเบื้องต้นสองประการ
ประการแรก โอรสสวรรค์ต้องตระหนักถึงภัยคุกคามจากเป่ยหูอย่างจริงจัง ประการที่สอง ตำแหน่งขุนนางที่เขาจะก้าวขึ้นเหยียบ จำต้องเป็นตำแหน่งเฉพาะเจาะจงเท่านั้น
เงื่อนไขข้อหลังขึ้นอยู่กับเทศกาลล่าสัตว์สารทฤดู จ้าวหนิงสามารถคว้ามันมาด้วยสองมือตนเอง ส่วนเงื่อนไขข้อแรก คงต้องฝากความหวังไว้ที่จ้าวเสวียนจี ว่าการประลองหมากกับโอรสสวรรค์ครานี้ ผลลัพธ์จะออกหัวหรือก้อย
…
พระราชวังหลวงแบ่งแยกเป็นสองอาณาเขต ทิศใต้คือพระราชฐานชั้นนอก ศูนย์รวมหน่วยงานบริหารอย่างสามกรมหกกระทรวง ทิศเหนือคือพระราชฐานชั้นใน ที่ประทับและทรงงานของโอรสสวรรค์ เปรียบดั่งเคหาสน์ส่วนพระองค์
ยามจ้าวเสวียนจีก้าวเหยียบเข้าวัง ท้องฟ้าก็มืดมิดลงแล้ว สถานที่ที่ซ่งจื้อเรียกพบกลับเป็นอุทยานหลวง หนำซ้ำยังเป็นศาลาหลังเดียวกับที่ทรงใช้ประลองหมากกับสวีหมิงหล่างก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน
ศาลานาม ‘ศาลาเฟิงเสวี่ย’ ตั้งตระหง่านบนยอดเขาเตี้ย ทอดสายตามองเห็นพระราชฐานชั้นนอกและนครเยี่ยนผิงกว่าครึ่งเมือง เชิงเขาคือทะเลสาบกว้างใหญ่ใสกระจ่าง ริมฝั่งประดับด้วยบุปผชาตินานาพรรณ ทิวทัศน์ตระการตา โดยเฉพาะยามวายุฝนกระหน่ำหรือหิมะโปรยปราย จะยิ่งงดงามบาดตาเป็นพิเศษ
“ท่านตา เรื่องที่ไต้โจว ข้าอยากฟังจากปากท่านให้กระจ่าง ฎีกาลับหน้ากระดาษจำกัดเกินไป”
บนโต๊ะหยกขาวประดับกับแกล้มและสุรา ซ่งจื้อรินสุราสองจอกด้วยพระองค์เอง จอกหนึ่งพระราชทานแก่จ้าวเสวียนจี ฝ่ายหลังรีบลุกขึ้นค้อมศีรษะรับพระกรุณา เมื่อมีสุราอาหารพร้อมสรรพ การสนทนาจึงเจือกลิ่นอายงานเลี้ยงครอบครัว บรรยากาศแช่มชื่นผ่อนคลาย
ซ่งจื้อหาใช่สายเลือดตระกูลจ้าวโดยแท้ พระมารดาเป็นเพียงสนมยศต่ำที่สิ้นพระชนม์เพราะตกเลือดตอนคลอด ฮองเฮายามนั้นซึ่งเป็นบุตรีตระกูลจ้าวไร้พระโอรส จึงรับซ่งจื้อมาอุปการะ และผลักดันจนฮ่องเต้องค์ก่อนสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นรัชทายาทได้สำเร็จ
ยามอยู่ในที่รโหฐาน ซ่งจื้อมักปฏิบัติต่อจ้าวเสวียนจีด้วยความนบนอบตามธรรมเนียมหลานตา ไม่เคยเอ่ยอ้างคำว่า ‘เจิ้น’ แม้แต่ครึ่งคำ ทั้งยังเรียกมาร่วมดื่มสุราสนทนาอยู่เนืองๆ จุดนี้เองที่ทำให้จ้าวเสวียนจีลอบภาคภูมิใจลึกๆ
จ้าวเสวียนจีทอดถอนใจ “เรื่องนี้… จนถึงบัดนี้ ยามหวนนึกถึง กระหม่อมยังหนาวเหน็บถึงกระดูก”
ฟ่านจงหมิงและยอดฝีมือเป่ยหูผู้นั้น ยามนี้ถูกจองจำในคุกศาลต้าหลี่ ทั้งเสนาบดีกรมอาญา ผู้ตรวจการแผ่นดิน และตุลาการศาลต้าหลี่ ได้เปิดศาลไต่สวนร่วมไปแล้ว สิ่งใดที่โอรสสวรรค์ควรรู้ ย่อมกระจ่างแจ้งแก่พระทัย
การเรียกจ้าวเสวียนจีมาเค้นถามอีกรอบ เป็นเพียงการตรวจสอบรอยรั่ว และถือโอกาสสำแดงความโปรดปรานที่มีต่อตระกูลจ้าว
หลังสดับความจนจบ ซ่งจื้อพลันนิ่งอึ้ง พระพักตร์ฉายแววลังเล “ท่านตา… ท่านอาจยังไม่ทราบ คำให้การของเดนตายเป่ยหูผู้นั้น พลิกกลับตาลปัตรจากที่ท่านเล่ามาสิ้นเชิง”
จ้าวเสวียนจีเลิกคิ้วฉงน “พลิกกลับตาลปัตรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ณ เมืองไต้โจว เดนตายเป่ยหูผู้นั้นศิโรราบแต่โดยดี สารภาพเรื่องสมรู้ร่วมคิดกับตระกูลฟ่านจนหมดเปลือก จ้าวเสวียนจียังประทับตราคำให้การลงในฎีกาลับด้วยซ้ำ หรือว่ายามนี้มันกล้าพลิกลิ้น
ซ่งจื้อพยักพระพักตร์เบาๆ ทรงล้วงเอกสารคำให้การจากแขนเสื้อ ยื่นส่งให้จ้าวเสวียนจี
จ้าวเสวียนจีกวาดตาดุจเหยี่ยว สีหน้าพลันเคร่งเครียดลงในบัดดล
ในกระดาษระบุว่า เดนตายเป่ยหูอ้างตนเป็นองครักษ์องค์หญิงแห่งราชสำนักเทียนหยวน เหตุที่ปรากฏตัว ณ ไต้โจว เป็นเพราะองค์หญิงหลงใหลความศิวิไลซ์ของต้าฉี จึงลักลอบข้ามแดนมาเที่ยวเล่นจับจ่าย
ส่วนเหตุที่สอดมือเข้าคฤหาสน์ตระกูลจ้าว เป็นเพราะได้ยินสุ้มเสียงการห้ำหั่น จึงรุดไปดูลาดเลา หวังยื่นมือช่วยตระกูลจ้าวเพื่อประจบเอาใจ ทว่ากลับบังเอิญเจอจ้าวเสวียนจี ซ้ำยังถูกซ้อมจนสะบักสะบอมและถูกรวบตัวมา
ส่วนข้อหาสมคบตระกูลฟ่านลอบสังหารคนตระกูลจ้าว ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลปั้นน้ำเป็นตัวทั้งสิ้น
“นี่… ฝ่าบาท ข้ออ้างเหลวไหลสิ้นดี พวกเดรัจฉานเป่ยหูซ่อนดาบในรอยยิ้ม ขอฝ่าบาทโปรดวินิจฉัย” จ้าวเสวียนจีทิ้งตัวคุกเข่า เขาสัมผัสได้ว่าค่ายกลกำลังถูกรื้อทำลาย
ทว่าส่วนลึกหาได้ตื่นตระหนก นี่คือคำให้การจากศาลต้าหลี่ ทั้งกรมอาญา ศาลผู้ตรวจการ และศาลต้าหลี่ ล้วนเป็นถิ่นของขุนนางบุ๋น โอรสสวรรค์ย่อมไม่หลับหูหลับตาเชื่อจนหมดใจ
ซ่งจื้อพยุงจ้าวเสวียนจีลุกขึ้น โบกพระหัตถ์เป็นนัยว่าอย่าเพิ่งตื่นตูม ก่อนล้วงฎีกาอีกฉบับจากแขนเสื้อส่งให้ “นี่คือหนังสือขอสวามิภักดิ์รับผิดจากเป่ยหู”
จ้าวเสวียนจีเปิดอ่าน กวาดตาเพียงสองสามปราด หัวใจพลันกระตุกวูบ
ข่านแห่งราชสำนักเทียนหยวนชี้แจงคดีไต้โจว พร้อมแอ่นอกรับผิดแทนองค์หญิง อ้างว่านางไร้เดียงสา ลักลอบเข้าต้าฉีโดยพลการ ซ้ำยังล่วงเกินตระกูลจ้าว ขอฮ่องเต้ต้าฉีโปรดประทานอภัย ทั้งยังประเคนเครื่องบรรณาการชดเชยมหาศาล
“ฝ่าบาท… นี่มัน…” จ้าวเสวียนจีแสร้งแสดงท่าทีหวาดหวั่น จ้องมองซ่งจื้อตาไม่กะพริบ ทว่าคำถามที่อัดอั้นในใจคือ ฟ่านจงหมิงพลิกลิ้นให้การเช่นไร
“นี่คือคำให้การของฟ่านจงหมิง” มิผิดคาด ซ่งจื้อทรงล้วงเอกสารฉบับที่สามออกมา
จ้าวเสวียนจีอ่านจบ ใบหน้าพลันเขียวคล้ำสลับม่วง เขากราบกรานขอประทานอภัยไม่ขาดปาก สาบานหนักแน่นว่าเดนตายพวกนี้ต้องถูกทรมานจนพลิกลิ้น ท่าทีของเขาดูราวกับตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
ซ่งจื้อประคองจ้าวเสวียนจีขึ้นเป็นรอบที่สาม เชิญให้นั่งลงพร้อมรินสุราพระราชทานหนึ่งจอก หวังปลอบประโลมให้ผ่อนคลาย ก่อนตรัสด้วยพระพักตร์ขึงขัง “ท่านตาทราบหรือไม่ ว่าข้าตั้งใจจะสะสางคดีนี้เช่นไร”
______
[1] เจิ้น (朕):
สรรพนามแทนพระองค์ของโอรสสวรรค์ (ฮ่องเต้) ผู้กุมอำนาจสูงสุดเหนือใต้หล้า เป็นคำที่สงวนไว้สำหรับกษัตริย์ใช้เรียกขานตนเองเท่านั้น