ปฐมตระกูลจ้าว : หวนคืนพลิกแผ่นดิน - บทที่ 31 แรกพบพาน ณ หอเยี่ยนไหล (ตอนปลาย)
จ้าวหนิงย่อมซ่อนเร้นเจตนาลึกซึ้งในการชักชวนครั้งนี้ ทว่าปฏิกิริยาสอดประสานของเว่ยอู๋เซี่ยนกลับทำให้เขานึกประหลาดใจ จนต้องปรายตามองสหายอ้วนอีกครา
นัยน์ตาของทายาทขุนศึกร่างอ้วนฉุสาดประกายรู้ทัน จ้าวหนิงจึงตระหนักได้ในทันที… หมากกระดานในหัวของเว่ยอู๋เซี่ยนย่อมเดินไปในทิศทางเดียวกับเขา
ยามสุราลงคอ ภูมิหลังของบัณฑิตหนุ่มทั้งสองก็กระจ่างแจ้ง พวกมันหาใช่ ‘จิ้นซื่อ’ ธรรมดาสามัญ ทว่าคือ ‘ปั่งเหยี่ยน’ และ ‘ทั่นฮวา’ ยอดอัจฉริยะที่สอบผ่านจิ้นซื่อเอกขั้นหนึ่ง บัดนี้รั้งตำแหน่งผู้ช่วยเรียบเรียงแห่งสำนักฮั่นหลิน ครองศักดินาขุนนางขั้นเจ็ดรอง [1]
ทั้งสองยังถือเป็นสหายร่วมสายน้ำ เกิดและเติบโตจากเมืองเดียวกัน
ปั่งเหยี่ยนผู้ถูกรุมกระทืบจนสะบักสะบอมทว่าไม่ปริปากร้องขอนามว่า ‘ถังซิง’ ก้นยังไม่ทันแตะเบาะ มันก็กระดกสุรารวดเดียวสามชามรวด ก่อนประสานมือค้อมกายคารวะดุจจอมยุทธ์
“หากคุณชายทั้งสามไม่ยื่นมือเข้าสกัด สันดานกำเริบเสิบสานของสวีจือหย่วนคงบดขยี้กระดูกข้าจนแหลกเหลว บุญคุณช่วยชีวิตครานี้ถังซิงขอสลักลึกถึงกระดูก วันหน้าหากมีเรื่องชี้แนะ ถังซิงพร้อมบุกน้ำลุยไฟถวายหัว”
รอยช้ำบนใบหน้ายังไม่ทันจางหาย ทว่าฤทธิ์สุรากลับชะล้างความอัปยศเมื่อครู่จนหมดสิ้น ไร้ซึ่งกลิ่นอายทดท้อหดหู่ กลับกัน… นัยน์ตามันกลับสาดประกายทะเยอทะยานฮึกเหิม
ฝั่งทั่นฮวานาม ‘โจวจวิ้นเฉิน’ ผู้พยายามเอาตัวขวางตีนก่อนหน้า กลับมีสีหน้าอมทุกข์ แม้น้ำจัณฑ์จะล่วงเลยคอ ทว่าท่าทียังคงหวาดผวากระวนกระวาย ริมฝีปากขยับอ้าหลายครา ทว่าก็กลืนถ้อยคำลงคอไปเสียทุกครั้ง
ถังซิงฝีปากกล้า เพียงไม่กี่จอกก็คายต้นสายปลายเหตุของศึกนองเลือดคืนนี้จนหมดเปลือก
แท้จริงแล้ว การคว้าตำแหน่งปั่งเหยี่ยนและศักดินาขุนนางขั้นเจ็ดรอง หาได้ปูทางโรยกลีบกุหลาบในสำนักฮั่นหลิน มิใช่แค่ตัวมัน ทว่าบรรดาจิ้นซื่อจากตระกูลยากไร้ ล้วนต้องก้มหัวซุกตัวอยู่ใต้ร่มเงาของขุนนางทรงอิทธิพล ต้องทนเป็นสุนัขรับใช้ หากล่วงเกินเพียงปลายเล็บ ย่อมถูกบดขยี้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมการเมืองสารพัด
สวีจือหย่วนสืบสายเลือดจากตระกูลสวีแห่งซีสุ่ย ซ้ำยังเป็นทายาทสายตรงของอัครเสนาบดี คืนนี้มันกร่างมาหาความสำราญ ณ หอเยี่ยนไหล หมายยืมบารมีปัญญาชนมาประดับบารมีเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเหล่านางคณิกา จึงออกคำสั่งเรียกตัวปั่งเหยี่ยนและทั่นฮวาหน้าใหม่มาร่วมโต๊ะ
แม้สวีจือหย่วนจะยังไร้ตำแหน่ง ทว่าป้ายชื่ออัครเสนาบดีค้ำคอ ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินมีหรือจะกล้าปฏิเสธ ทว่าคาดไม่ถึงว่ากลางวงสุรา สวีจือหย่วนจะเผยสันดานระยำ วางอำนาจบาตรใหญ่ชี้นิ้วจิกหัวใช้พวกมันราวกับทาส ซ้ำยังบีบคั้นให้รีดเค้นบทกวีสดๆ สนองตัณหา
ถังซิงกลืนเลือดร่ายกวีถึงสามบท ทว่าสวีจือหย่วนกลับหาเรื่องเหยียบย่ำ สาดวาจาถากถางหมายฉีกหน้าถังซิงให้ย่อยยับ ครั้นน้ำเมาเข้าตา มันถึงขั้นล้ำเส้นสั่งให้ปั่งเหยี่ยนผู้ทรงเกียรติแต่งบทกวีพรรณนาคาวโลกีย์
แม้กำเนิดจากดิน ทว่าถังซิงคือปั่งเหยี่ยนผู้หยิ่งทะนงในปัญญา ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมีหรือจะยอมให้ผู้ใดเหยียบย่ำ เพลิงโทสะที่ถูกกดทับปะทุเดือด มันจึงสวนวาจาตอกหน้ากลับไปคำรบหนึ่ง
เพียงคำเดียว สวีจือหย่วนก็คลุ้มคลั่งดุจสุนัขโดนน้ำร้อนลวก ตะคอกสั่งสุนัขรับใช้รุมกระทืบถังซิงทันที ลากตัวทุบตีจากห้องส่วนตัวทะลุระเบียงทางเดิน จนร่างกระเด็นมากองอยู่ในห้องของพวกจ้าวหนิง
ครั้นได้สดับความอยุติธรรม เพลิงแค้นของเฉินอันจือก็ปะทุเดือด มันตบโต๊ะเสียงดังสนั่น กัดฟันคำราม “สวีจือหย่วน... ไอ้ระยำ จิ้นซื่อเอกผู้เป็นว่าที่เสาหลักแผ่นดิน กลับถูกมันเหยียบย่ำศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้ ช่างบัดซบไร้ที่ติ”
นัยน์ตาเฉินอันจือฉายแววเสียดายที่ตะบันหน้าสวีจือหย่วนเบาไป ปล่อยให้สวะนั่นลอยนวลไปได้ง่ายดาย เว่ยอู๋เซี่ยนทอดสายตาสมเพชระคนเห็นใจชะตากรรมของสองบัณฑิต พลางชูจอกสุราขึ้นคารวะปลอบประโลม
หลังน้ำเมาเผาผลาญลำคอ เว่ยอู๋เซี่ยนก็เปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจน้ำนิ่ง “แม้การสอบเคอจวี่จะก่อกำเนิดในราชวงศ์ก่อน ทว่าขอบเขตยามนั้นยังคับแคบ รับเพียงหยิบมือ ซ้ำร้ายต่อให้คว้าป้ายจิ้นซื่อ ก็เป็นแค่ใบเบิกทาง หากหมายสวมหมวกขุนนาง ยังต้องฝ่าด่านทดสอบของกรมขุนนางอีกชั้น”
“ยุคนั้น ขุนนางที่ผุดจากโคลนตมแทบไม่มีที่ยืน เก้าอี้ในท้องพระโรงล้วนถูกผูกขาดโดยสายเลือดตระกูลใหญ่”
“ทว่าราชวงศ์นี้กลับตอกเสาเข็มส่งเสริมเคอจวี่อย่างหนักหน่วง กว่าร้อยปีที่ผ่านมา ยอดรับบัณฑิตทะยานสูงขึ้นทุกศก ปัจจุบันกวาดต้อนคราวละหลายร้อยชีวิต โดยเฉพาะยามฮ่องเต้องค์ปัจจุบันประทับบนบัลลังก์ ยอดรับยิ่งขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง วสันตฤดูปีนี้พุ่งทะยานทะลุแปดร้อยสี่สิบชีวิต… เป็นประวัติการณ์ที่ไม่เคยจารึกมาก่อน”
“บัณฑิตยากไร้นับไม่ถ้วนจึงได้โอกาสแปลงกายเป็นมังกรผงาดฟ้า ก้าวขึ้นเป็นคานค้ำแผ่นดิน พระบารมีของฝ่าบาทได้รับการแซ่ซ้องกึกก้อง ทว่า… สำหรับขุมอำนาจตระกูลขุนนางบุ๋น นี่คือหายนะที่คุกคามถึงรากฐาน”
“เก้าอี้ขุนนางในใต้หล้ามีจำกัดจำเขี่ย ทุกปีมีบัณฑิตยาจกตบเท้าแย่งชิงส่วนแบ่งไปมหาศาล เส้นทางเสวยสุขของทายาทตระกูลใหญ่ย่อมถูกสกัดกั้น การที่พวกเจ้าถูกอำนาจมืดบีบคั้น… แท้จริงแล้วคือชะตากรรมที่หลีกหนีไม่พ้น”
สิ้นคำ เว่ยอู๋เซี่ยนก็หุบปากสนิท มิได้เอ่ยล้วงลึกไปกว่านั้น ทำเพียงชูจอกสุราขึ้นกระตุ้นเตือน
นัยน์ตาถังซิงวูบไหวสับสน ก่อนจะเบิกโพลงดุจพบแสงสว่าง มันรีบชูจอกคารวะ ขอบคุณเว่ยอู๋เซี่ยนที่ชี้ทางรอด
ทว่าโจวจวิ้นเฉินกลับจ้องมองเจ้าอ้วนด้วยแววตาฉงน ลอบชั่งน้ำหนักเจตนาเร้นลับเบื้องหลังวาจานั้น ความหวาดผวาในแววตายิ่งหยั่งรากลึก คล้ายพะวงถึงจุดจบของตน… ปมขัดแย้งในแดนขุนนางบุ๋น ทายาทขุนศึกเยี่ยงเว่ยอู๋เซี่ยนย่อมไม่อาจยื่นมือสอด
ยามนี้ผู้กุมอำนาจสูงสุดในท้องพระโรง ล้วนสืบสายเลือดจากตระกูลผู้ดีเก่าแก่ พวกมันหยั่งรากลึกในแวดวงขุนนาง เกี่ยวดองสายเลือดผ่านการแต่งงาน สานข่ายอำนาจเกื้อหนุนกันเองจนกลายเป็นปราการเหล็กที่ไม่อาจสั่นคลอน
บัณฑิตรากหญ้าเพียงแค่ตะเกียกตะกายหาที่ยืนในราชสำนักก็เลือดตาแทบกระเด็น หากริอ่านเหยียบย่างสู่ทำเนียบขุนนางชั้นผู้ใหญ่… ย่อมยากเย็นดุจเอื้อมสอยดาว
เพียงแค่เรื่องสวีจือหย่วนกล้าสั่งสุนัขรับใช้กระทืบปั่งเหยี่ยนหน้าใหม่ก็ประจักษ์ชัด แม้เหตุจะเกิดในแดนโลกีย์ หากแพร่งพรายย่อมเสื่อมเสียเกียรติยศ ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินย่อมต้องปิดปากเงียบ ทว่าความอหังการเยี่ยงนี้… สะท้อนความบัดซบถึงแก่นกระดูก
ท่ามกลางวงล้อมมรณะนี้ ทางรอดของจิ้นซื่อยากไร้อยู่หนใด อนาคตซุกซ่อนอยู่แห่งใด
จะยอมสยบแทบตีนตระกูลใหญ่ กลายร่างเป็นสุนัขรับใช้ กลืนเลือดทนอัปยศให้พวกมันเหยียบย่ำ เพื่อแลกกับเศษเนื้อแห่งความรุ่งโรจน์ หรือจะกอดศักดิ์ศรีจอมปลอม แล้วเน่าตายอย่างไร้ค่าไปชั่วชีวิต
สำหรับสวะส่วนใหญ่ ย่อมเลือกคุกเข่าโดยไม่ลังเล
จ้าวหนิงลอบเก็บเกี่ยวความสับสนของโจวจวิ้นเฉินไว้ในสายตา เขากระแทกจอกสุราลงบนโต๊ะ มุมปากยกยิ้มเยือกเย็น “อันที่จริง พวกเจ้าหาจำต้องหวาดผวาถึงเพียงนั้น พวกเจ้าคือ ‘ศิษย์สายตรง’ ของโอรสสวรรค์ องค์ฮ่องเต้ทรงปรีชาญาณ ในเมื่อเปิดประตูให้พวกเจ้าก้าวเข้ามา ย่อมไม่มีทางนิ่งดูดายปล่อยให้พวกเจ้าถูกรุมทึ้ง พระองค์ย่อมต้องประทานเวทีให้พวกเจ้าได้สาดอุดมการณ์”
นาม ‘ศิษย์สายตรงของโอรสสวรรค์’ มิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย ทว่าหลังผ่านด่านสอบเตี่ยนซื่อ ฮ่องเต้จะทรงจรดพู่กันจัดอันดับจิ้นซื่อหน้าใหม่ด้วยพระหัตถ์
บัลลังก์จอหงวน ปั่งเหยี่ยน และทั่นฮวา ล้วนถูกกำหนดโดยพระราชอำนาจ เป็นการประกาศศักดาทวงบุญคุณอย่างโจ่งแจ้ง อาศัยหมากตานี้ ฮ่องเต้ย่อมผูกมัดหัวใจเหล่าบัณฑิตยากไร้ ให้ถวายหัวรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างภักดี
ครั้นเห็นโจวจวิ้นเฉินยังคงติดอยู่ในเขาวงกตความคิด จ้าวหนิงก็ตวัดสายตาไปทางถังซิง ยักไหล่เบาๆ ดุจเรื่องไร้สาระ “ทว่าต่อให้เป็นศิษย์โอรสสวรรค์ ฝ่าบาทก็ทรงมีราชกิจรัดตัวเป็นพันหมื่น ย่อมไม่อาจหยั่งรู้ความระยำและเสียงคร่ำครวญของพวกเจ้าได้ทะลุปรุโปร่ง”
วาจาที่ฟังสบายๆ คล้ายพ่นลมหายใจทิ้ง เมื่อกระทบโสตประสาทถังซิง กลับดังกึกก้องประดุจฟ้าผ่ากลางกบาล ร่างของปั่งเหยี่ยนหนุ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
วิญญาณมันจะสั่นคลอนปานใดจ้าวหนิงคร้านจะใส่ใจ ทว่าสีหน้าของอีกฝ่ายยามนี้… ราวกับคนตาบอดที่เพิ่งถูกกระชากม่านบังตาออก
“ขอบคุณคุณชายจ้าวที่เบิกเนตร ข้ากระจ่างแจ้งแล้ว” ถังซิงตาวาวโรจน์ด้วยความทะเยอทะยาน ชูจอกสุราขึ้นคารวะ ก่อนสาดลงคอรวดเดียวหมดจอกอย่างเด็ดขาด
จ้าวหนิงสบตาเว่ยอู๋เซี่ยน มุมปากของสองทายาทขุนศึกขยับเป็นรอยยิ้มเย็นชา
เฉินอันจือมองภาพนี้ด้วยความฉงน ท่าทีสอดประสานของสหายทั้งสองคล้ายดั่งฝูงหมาป่าซุ่มล่าเหยื่อ กลิ่นอายเร้นลับนี้แผ่ซ่านจนสัมผัสได้ ทว่าตรรกะซื่อตรงของตระกูลปราชญ์อย่างมัน ต่อให้คิดจนหัวแตกก็ไม่อาจไขปริศนานี้ออก
ทายาทตระกูลขั้วอำนาจอย่างจ้าวหนิง เว่ยอู๋เซี่ยน และเฉินอันจือ กับยาจกปัญญาชนอย่างถังซิงและโจวจวิ้นเฉิน ตามครรลองโลกย่อมเสมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ ทว่าด้วยลิขิตเลือดในคืนนี้… กลับบีบให้พวกเขานั่งล้อมวงเสวนาเคล้าคาวเลือดได้อย่างสนิทใจ
นี่คือปฐมบทแห่งการผูกชะตากรรม
ล่วงเลยผ่านหนึ่งชั่วยาม ถังซิงและโจวจวิ้นเฉินก็ค้อมกายขอตัวลา
ปั่งเหยี่ยนหนุ่มสาดสุราจนเมาหยำเป ระหว่างนั้นลุกไปโก่งคออาเจียนถึงสองครา ทว่าพอกลับมาก็แหกปากร่ายกวีกระดกสุราต่อดุจคนบ้า ยามนี้ต้องให้โจวจวิ้นเฉินหิ้วปีก จึงจะพยุงร่างโซเซลงบันไดไปได้
สองจิ้นซื่อเอกผู้ทรงเกียรติก้าวพ้นแดนโลกีย์ กลับไร้ซึ่งรถม้าหรูหราคอยท่า ทำได้เพียงพยุงร่างโอนเอนจูงลาน้อยเดินโซซัดโซเซกลืนหายไปในความมืด
ศักดินาขั้นเจ็ดรองหาได้ต้อยต่ำ เบี้ยหวัดก็มิใช่น้อยนิด ทว่ายอดอัจฉริยะแห่งยุคทั้งสอง อย่าว่าแต่เงินเบิกทางที่ราชสำนักประทานให้เลย แม้แต่เบี้ยหวัดประทังชีวิตก็ยังถูกขุนนางหน้าเลือดจากตระกูลใหญ่หาข้ออ้างริบไปหน้าตาเฉย
ยามพ้นรัศมีแสงโคม ถังซิงยังคงโก่งคออ้วกอีกสองระลอก ทว่าทันทีที่กลืนหายไปในมุมมืด ร่างที่โอนเอนพลันหยัดตรงดุจทวน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง สลัดการเกาะกุมของโจวจวิ้นเฉินทิ้งอย่างเด็ดขาด
“นี่เจ้า…” โจวจวิ้นเฉินเบิกตาโพลง
“มารยาคนเมา ตื่นตูมไปไย”
ถังซิงสะบัดชายเสื้อคลุมอย่างทะมัดทะแมง ไม่ปล่อยให้สหายหลุดคำถามที่สอง มันสวนกลับเสียงเหี้ยม “วาจาของคุณชายจ้าวและคุณชายเว่ย… เจ้าฟังทะลุปรุโปร่งหรือไม่”
สุ้มเสียงนั้นกดต่ำดุดันและเอาจริง
“กึ่งสว่างกึ่งมืดบอด” โจวจวิ้นเฉินฝืนข่มความหวาดผวา
“แก่นแท้มีเพียงสองประโยค… ‘ศิษย์สายตรงของโอรสสวรรค์’ และ ‘ต้องให้ฝ่าบาทล่วงรู้ชะตากรรมของพวกเรา’ คุณชายจ้าวย้ำเตือนสองประโยคนี้ถึงสองครา” ท่ามกลางเงามืด ถังซิงก้าวเดินอย่างมั่นคงดุจพยัคฆ์หนุ่ม
“เจ้าหมายความว่าสิ่งใด” โจวจวิ้นเฉินคิ้วขมวดเป็นปม
“ตรรกะตื้นเขิน” ถังซิงสวนกลับทันควัน “เราคือมีดในมือโอรสสวรรค์ ย่อมต้องรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เจตนารมณ์ที่ฝ่าบาททลายกำแพงเคอจวี่กวาดต้อนพวกเราเข้ามาคือสิ่งใด… เราก็ต้องกรุยทางนั้นด้วยเลือด”
“แล้วมันคืออะไรกันแน่…”
“เจ้ากระจ่างหรือไม่… สุนัขรากหญ้ากับสายเลือดผู้ดี มันต่างกันตรงไหน”
“พวกเราไร้รากไร้โคน ไร้เกราะคุ้มกะลาหัว ต้องใช้เนื้อหนังพุ่งชนดิ้นรนเอาชีวิตรอด ทว่าพวกมันมีตระกูลกางปีกปกป้อง เส้นสายหยั่งรากลึกดุจใยแมงมุม ขยับตัวหยิบจับสิ่งใดย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ” โจวจวิ้นเฉินตอบ
นัยน์ตาถังซิงดำมืดดุจห้วงเหว น้ำเสียงเย็นเยียบ “ยังมีรอยแยกที่ลึกกว่านั้น”
“ตรงไหน”
“ตระกูลใหญ่คือพยาธิที่สูบเลือดแวดวงขุนนางมานับร้อยปี พวกมันเข้ารับราชการโดยอาศัยขุมอำนาจตระกูลหนุนหลัง หาใช่พึ่งพาเพียงราชโองการ หากพวกมันรวมหัวกัน… ย่อมมีสิทธิ์งัดข้อกับบัลลังก์มังกร”
“ทว่าสุนัขข้างถนนอย่างพวกเราไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บ มีเพียงพระบารมีฮ่องเต้เป็นเกราะคุ้มภัย หากสิ้นไร้ความโปรดปราน… หมวกขุนนางบนหัวก็รั้งไว้ไม่อยู่ ดังนั้น หากฝ่าบาทชี้ให้บุกนรก เราก็ต้องทะลวงนรก”
โจวจวิ้นเฉินหน้าถอดสี ไม่เข้าใจเหตุใดถังซิงจึงลากประเด็นคอขาดบาดตายเช่นนี้ออกมา
ถังซิงเค้นเสียงอำมหิต “ราชวงศ์ก่อนเพิ่งเบิกม่านเคอจวี่ได้ไม่กี่สิบปี แผ่นดินก็ลุกเป็นไฟ ต้นเหตุคือสิ่งใด เนื้อแท้ก็คือขุมอำนาจเก่ามันสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่คุกคามเก้าอี้และขุมทรัพย์ มันจึงถีบหัวส่ง… ไม่ยอมก้มหัวรับใช้ฮ่องเต้อีกต่อไป”
“ยามที่อำนาจและเงินตราล้นมือ ไพร่พลย่อมแกร่งกล้า ครั้นกลียุคมาเยือน พวกมันจะไม่หนุนหลังราชบัลลังก์ ทว่ากลับเทหน้าตักชูธงหนุนขั้วอำนาจตนเอง ราชวงศ์ถึงคราววินาศก็เพราะสวะพวกนี้”
หลิ่งเหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผากโจวจวิ้นเฉิน
ถังซิงพรูลมหายใจยะเยือก “ที่ฮ่องเต้เจาะช่องเคอจวี่ ลากคอพวกเรามารับราชการ แก่นแท้คือการสร้าง ‘หมาบ้า’ ที่เชื่องต่อพระองค์เพียงผู้เดียว เอาไว้กัดทึ้ง ริดรอน และบดขยี้อำนาจพวกขุนนางเก่า ถอนรากถอนโคนเสี้ยนหนามบนบัลลังก์ เพื่อกระชากอำนาจทั้งหมดคืนสู่ศูนย์กลาง”
“หมากตื้นๆ แค่นี้ เจ้ายังมืดบอดอยู่อีกรึ”
โจวจวิ้นเฉินเสียงสั่น “แต่ราชวงศ์ก่อนพินาศ… เพราะไฟจลาจลหัวเมืองมิใช่รึ…”
ถังซิงตบหน้าผากดังฉาด “ข้าไม่ได้พูดถึงราชวงศ์ที่แล้วโว้ย ข้าหมายถึงยุคก่อนหน้านู้น”
โจวจวิ้นเฉินก้มหน้าครางรับคำเดียว
“ยามนี้เจ้าตาสว่างหรือยัง ว่าต้องเอาเลือดแลกสิ่งใด ถึงจะผ่าวงล้อมความตาย ทะยานขึ้นเป็นใหญ่ และได้กรีดเลือดจารึกอุดมการณ์” ถังซิงบีบไหล่สหายรัก สองบุรุษเติบโตใต้ชายคาเดียวกัน ดื่มด่ำคัมภีร์เล่มเดียวกัน สายใยผูกพันลึกซึ้งยิ่งกว่าพี่น้องคลานตามกันมา
โจวจวิ้นเฉินเค้นเสียงแหบพร่า “ต้องทำสิ่งใด”
ถังซิงนิ่งขึงดุจรูปสลัก ก่อนจะแค่นเสียง “นับแต่วันรับราชการ เงินเบิกทางและเบี้ยหวัดรายเดือนถูกไอ้พวกขุนนางตระกูลใหญ่หาข้ออ้างยักยอกไปจนสิ้น คืนนี้ยังต้องมาถูกสวีจือหย่วนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีดุจหมาข้างถนน… สาเหตุมันมาจากที่ใด”
ไม่รอให้สหายตอบ ถังซิงตวาดกร้าว “นี่คือการเชือดไก่ให้ลิงดู! พวกมันยืมหัวปั่งเหยี่ยนและทั่นฮวาอย่างเรา มากระทืบโชว์เพื่อข่มขวัญสุนัขรากหญ้าทั้งแผ่นดิน ดัดสันดานพวกเราให้รู้ซึ้งว่า ในท้องพระโรงแห่งนี้… ใครคือพระเจ้าที่แท้จริง!”
“มันบีบให้เราคุกเข่ายอมรับชะตากรรม เพื่อวันหน้าจะได้คลานเป็นสุนัขรับใช้ใต้ตีนพวกมัน ไม่กล้าชูคอเห่าหอนเพียงเพราะถือหางราชโองการ และไม่มีวันกล้าผยองเป็นปรปักษ์กับขุมอำนาจเดิม”
“เพราะเหตุนี้!”
ถังซิงแผดเสียงลั่น ก่อนจะรู้ตัวและกดเสียงลงต่ำ กัดฟันเค้นคำพูดทีละคำ “เราต้องฉีกกระชากม่านลวงตานี้ให้ฮ่องเต้ประจักษ์ ว่าขั้วอำนาจเก่ากำลังบดขยี้พวกเรา… แต่พวกเราไม่มีวันยอมคุกเข่า พวกเราพร้อมหลั่งเลือดแลกเนื้อ ถวายหัวเป็นหอกทะลวงฟันเบื้องพระยุคลบาท เพื่อฉีกกระชากและบดขยี้อำนาจขุนนางเก่าให้แหลกคาฝ่าเท้า”
____
เชิงอรรถ
จิ้นซื่อ: “บัณฑิตเอก” คือคำเรียกผู้ที่สอบผ่านการเข้ารับราชการระดับประเทศ ถือเป็นชนชั้นปัญญาชนระดับสูงสุดที่มีคุณสมบัติพร้อมจะได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางทันที
จอหงวน : ผู้ที่สอบได้คะแนน อันดับ 1 ในการสอบหน้าพระที่นั่ง (เตี่ยนซื่อ) ถือเป็นสุดยอดบัณฑิตแห่งยุค มักได้รับตำแหน่งในสำนักราชบัณฑิต (สำนักฮั่นหลิน)
ปั่งเหยี่ยน : ผู้ที่สอบได้คะแนน อันดับ 2 ในการสอบหน้าพระที่นั่ง คำว่า ‘ปั่ง’ แปลว่าป้ายประกาศ ‘เหยี่ยน’ แปลว่าดวงตา เปรียบเสมือนดวงตาซ้ายขวาที่อยู่เคียงข้างจอหงวน
ทั่นฮวา: ผู้ที่สอบได้คะแนน อันดับ 3 ในการสอบหน้าพระที่นั่ง คำว่า ‘ทั่นฮวา’ แปลว่า ผู้แสวงหาบุปผา