ประกาศิต ราชามังกร - บทที่ 564 ออกไปให้หมด
“ท่านเจ้าตำหนักจ้าว ข้าก็แค่อยากจะเสวนากับมันสักสองสามคำ นี่นับว่าฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองด้วยรึ”
ฉินเสี่ยวเทียนเอ่ยพลางแย้มรอยยิ้มหยันอย่างเปี่ยมเล่ห์!
จ้าวอู่จี๋มิได้เอ่ยคำใด ทว่าดวงตากลับสาดประกายเย็นเยียบจับจ้องฉินเสี่ยวเทียนอย่างไม่ลดละ!
“เจ้าอยากจะพูดสิ่งใดก็พูดมา…”
เฉินผิงสืบเท้าไปข้างหน้าสองก้าว ปรายตามองฉินเสี่ยวเทียนด้วยท่าทีเรียบเฉยพลางเอ่ยขึ้น!
ฉินเสี่ยวเทียนกวาดสายตาประเมินเฉินผิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา “ไอ้หนู ไม่ว่าเจ้าจะมีเบื้องหลังใหญ่โตมาจากไหน ทว่าในเมื่อเจ้ากล้าปลิดชีพหลานชายของข้า ตระกูลฉินย่อมไม่มีวันปล่อยเจ้าไว้เป็นแน่! ในเมื่อเจ้าเหยียบย่างเข้ามาถึงเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว ก็อย่าได้ฝันว่าจะได้เดินออกไปแบบมีชีวิต…”
เฉินผิงหาได้แยแสต่อคำขู่อาฆาตของฉินเสี่ยวเทียนไม่ ทว่าผู้คนรอบข้างที่ได้ยินกลับพากันตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี! พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่า ชายหนุ่มตรงหน้าจะเป็นผู้ลงมือสังหารฉินเฟิง!
นั่นคือคุณชายแห่งตระกูลฉินเชียวนะ! นึกจะฆ่าก็ฆ่าอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ทั้งยังกล้าแบกหน้ามาถึงเมืองหลวง ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเกินไปแล้ว!
ยามนั้น สายตาของฝูงชนจับจ้องมาที่เฉินผิงเป็นตาเดียวด้วยความใคร่รู้ในตัวตนของเขา ชายหนุ่มคนนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่? ถึงได้กล้าเข่นฆ่าคนของตระกูลฉิน ท้าทายอำนาจอย่างไร้เกรงกลัว และเหตุใดทั้งผู้เฒ่าไป่ซิ่วซานรวมถึงเจ้าตำหนักจ้าวอู่จี๋ จึงต้องให้ความเคารพนบนอบถึงเพียงนี้ ฐานะของเขาต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
“หากพวกเจ้าคิดว่าความตายของฉินเฟิงยังมิอาจทำให้ตระกูลฉินตื่นรู้… ก็จงเข้ามาข้ามเส้นข้าต่อไปเถิด”
เฉินผิงเอ่ยกลั้วรอยยิ้มที่เย็นเยียบถึงกระดูก!
“แก…!” ฉินเสี่ยวเทียนเบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงกระดูกข้อนิ้วลั่นดังกร๊อบแก๊บ หากมิใช่เพราะมีจ้าวอู่จี๋และไป่ซิ่วซานยืนปักหลักอยู่ตรงนี้ เขาคงพุ่งเข้าไปฉีกร่างเฉินผิงเป็นชิ้น ๆ ไปนานแล้ว!
“ไอ้หนู เจ้าช่างใจกล้าบ้าบิ่นดีแท้ แต่อย่าเพิ่งรีบตายเสียก่อนล่ะ ยามนี้พวกเรามาคอยดูกันต่อไป!” สิ้นคำ ฉินเสี่ยวเทียนก็สะบัดหน้าหันหลังกลับ นำพายอดฝีมือชราผู้นั้นมุ่งหน้าเดินลึกเข้าไปยังห้องโถงชั้นในทันที!
“เพียงคุณชายเฉินออกคำสั่ง ไม่ว่าจะต้องบุกน้ำลุยไฟ ตระกูลไป่ของข้าพร้อมจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อปกป้องความปลอดภัยของคุณชายเฉินในเมืองหลวงแห่งนี้อย่างถึงที่สุดครับ!” ไป่ซิ่วซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวหนักแน่น!
เฉินผิงคลี่ยิ้มพลางพยักหน้ารับน้อย ๆ
จากนั้น เฉินผิงจึงเดินตามไป่ซิ่วซานเข้าสู่ห้องโถงรับรองส่วนใน ทว่าห้องนี้อนุญาตให้เพียงเฉินผิงและไป่ซิ่วซานผ่านเข้าไปเท่านั้น คนอื่น ๆ ล้วนถูกกันไว้ด้านนอกอย่างสิ้นเชิง
เมื่อก้าวพ้นประตูเข้ามา ด้านในยังคงจัดแสดงเครื่องลายครามโบราณอยู่เช่นกัน ทว่าจำนวนกลับน้อยกว่าโถงด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด ทว่า ‘ไอพลังวิญญาณ’ (จิตออร่า) ในห้องนี้กลับหนาแน่นและอบอวลกว่ามาก ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าโบราณวัตถุในห้องนี้มีอายุเก่าแก่และล้ำค่ากว่าด้านนอกหลายเท่าตัว!
ตรงใจกลางห้อง มีโต๊ะแปดเซียน (โต๊ะแปดอมตะ) ตัวใหญ่ตั้งตระหง่าน รายล้อมด้วยเก้าอี้พนักพิงมังกรอันหรูหรา ตรงที่นั่งประธานปรากฏร่างของคนสองคนนั่งเด่นเป็นสง่า คนหนึ่งคือ โจวจ้าวหลง คหบดีใหญ่ผู้สุภาพเรียบร้อยจากเกาะฮ่องกงที่สวมแว่นตากรณี ส่วนบุคลที่นั่งเคียงข้างเขานั้น มีสง่าราศีเหนือล้ำปุถุชน เส้นผมและหนวดเคราพลิ้วไหวราวกับเซียนผู้บำเพ็ญตบะ!
“คุณชายเฉิน ชายผู้นั้นคือนักธุรกิจใหญ่จากฮ่องกง นามว่าโจวจ้าวหลง ส่วนคนที่นั่งข้างเขาก็คือ หยวนเป่าจง ปรมาจารย์ด้านค่ายกลคาถาอาคมอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินจีนและฮ่องกง! ข้าได้ยินมาว่าครั้งนี้โจวจ้าวหลงได้นำเอา ‘ศาสตราวุธวิเศษโบราณ’ (法器) ชิ้นหนึ่งมาร่วมงานด้วย จึงได้เชิญปรมาจารย์หยวนมาช่วยตรวจสอบ ผู้ที่สามารถย่างก้าวเข้าสู่ห้องนี้ได้ ล้วนแต่เป็นผู้นำตระกูลยักษ์ใหญ่แห่งเมืองหลวงทั้งสิ้น คนธรรมดาทั่วไปไม่มีคุณสมบัติพอจะเหยียบย่างเข้ามาได้เลยครับ” ไป่ซิ่วซานเอ่ยกระซิบแนะนำด้วยเสียงเบา
เฉินผิงพยักหน้ารับรู้ รอบโต๊ะแปดเซียนยามนี้มีคนนั่งอยู่ไม่กี่คน ทุกคนล้วนมีปรมาจารย์หรือยอดฝีมือที่เชิญมาคอยจับตาดูเพื่อจำแนกแยกแยะความจริงเท็จและอานุภาพของอาวุธวิเศษชิ้นนั้น แน่นอนว่าฉินเสี่ยวเทียนและชายชราลึกลับผู้นั้นก็นั่งรวมอยู่ด้วย!
ไป่ซิ่วซานนำทางเฉินผิงไปนั่งยังตำแหน่งที่อยู่ตรงข้ามกับฉินเสี่ยวเทียนพอดี ยามนั้นด้านข้างของไป่ซิ่วซานมีชายชราผมสีเงินสวมเสื้อคลุมถังจวงกระดุมขาวนั่งอยู่ ทั่วร่างของชายชราผู้นี้แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายเย็นเยียบ ดวงตาปิดสนิทลงครึ่งหนึ่งคล้ายกำลังเข้าสู่ภวังค์!
“คุณชายเฉิน ท่านนี้คือปรมาจารย์เหอ ยอดฝีมือด้านการพิสูจน์วัตถุมงคลที่ข้าเชิญมาช่วยเบิกเนตรตรวจสอบในวันนี้ครับ…” ไป่ซิ่วซานแนะนำเฉินผิงให้รู้จัก จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับชายชราผมเงิน “ปรมาจารย์เหอ ท่านนี้คือคุณชายเฉิน…”
ทว่าปรมาจารย์เหอกลับยังคงแสดงท่าทีปั้นปึ่ง วางโตเฉยชาต่อไป่ซิ่วซาน ทั้งยังไม่แม้แต่จะปรายตามองเฉินผิงเลยสักแวบเดียว ก่อนจะแค่นเสียงกล่าวอย่างราบเรียบ “ผู้นำไป่ ในเมื่อท่านไม่เชื่อมั่นในสายตาของข้า เหตุใดจึงต้องเชิญผู้อื่นมาให้ซ้ำซ้อนอีกเล่า”
“ปรมาจารย์เหอเข้าใจผิดแล้ว คุณชายเฉินเพียงแค่แวะมาเยือนเพื่อเปิดหูเปิดตาเท่านั้น งานใหญ่ในวันนี้ยังคงต้องพึ่งพาบารมีและความสามารถของปรมาจารย์เหอเป็นหลักครับ!” ไป่ซิ่วซานรีบเอ่ยชี้แจงอย่างนอบน้อม
แม้จะรู้ดีว่าเฉินผิงคือผู้บำเพ็ญเพียร ทว่าในสายตาของไป่ซิ่วซาน หากพูดถึงเรื่องศาสตร์การจำแนกแยกแยะและประเมินค่าอานุภาพของ ‘ศาสตราวุธวิเศษโบราณ’ แล้ว เฉินผิงคงมิอาจเทียบเคียงกับปรมาจารย์ผู้เฒ่าที่มีประสบการณ์โชกโชนช่ำชองโลกเหล่านี้ได้ ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ศาสตร์เฉพาะทาง ย่อมมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะตน’
“อืม…” เมื่อเห็นไป่ซิ่วซานเอ่ยคำอธิบายอย่างให้เกียรติ ปรมาจารย์เหอจึงยอมพยักหน้ารับอย่างถือดีเล็กน้อย