ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 206 ผมมีเรื่องจะพูด
บทที่ 206 ผมมีเรื่องจะพูด
เมื่อได้ยินคำพูดของหานชิงอวี่ เฝิงเว๋ยก็หัวเราะเยาะออกมาทันที
พูดจาเลื่อนลอยแบบนี้ใคร ๆ ก็พูดได้ทั้งนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หานชิงอวี่ยังเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง การออกมาพูดแบบนี้ก็ดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
ที่เฝิงเว๋ยออกมาพูดได้ ก็เพราะว่าเขาเป็นคนเชิญท่านผู้อำนวยการหยิน มาเอง และในเวลานี้ก็มีเพียงเขาผู้เดียวที่เป็นตัวแทนบริษัทตระกูลเฟิง
แต่พ่อแม่ของหานชิงอวี่ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น กลับให้ลูกชายออกมาพูดก่อน
ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าหานชิงอวี่ไม่รู้กาลเทศะ หรืออาจจะดูถูก ท่านผู้อำนวยการหยินอยู่ก็ได้
เฝิงเว๋ยที่กำลังรอจังหวะนี้ จึงเริ่มพูดขึ้นทันทีว่า
“หานชิงอวี่ นายมีสิทธิ์อะไรที่จะมาพูดที่นี่?”
“ตอนนี้นายเปลี่ยนมาเป็นผู้ดูแลหาน เทคโนโลยีแล้วหรือไง? ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย?”
“ท่านผู้อำนวยการหยินกำลังจะถามคำถามอยู่ หรือนายคิดว่าท่านไม่คู่ควรที่จะพูดคุยกับตัวแทนบริษัทหาน เทคโนโลยีของพวกนายเหรอ?”
คำพูดประโยคแล้วประโยคเล่าของเฝิงเว๋ยล้วนแต่จงใจประชดประชันหานชิงอวี่ทั้งนั้น
ไม่เพียงแค่นั้น เฝิงเว๋ยยังยกย่องท่านผู้อำนวยการหยินให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก
สถานการณ์ในตอนนี้ หากหานชิงอวี่ไม่สามารถให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้ ท่านผู้อำนวยการหยินก็จำเป็นที่จะต้องลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อสั่งสอนหาน เทคโนโลยีเสียหน่อย
ไม่เช่นนั้น ท่านผู้อำนวยการหยินก็จะเสียหน้า
โดยสรุปแล้ว สำหรับผู้นำระดับสูงบางคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แล้วไม่สามารถให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้ ก็อาจจะต้องอับอายขายหน้า
ทางด้านหานเหวินซานและอวี๋ฟาง ต่างก็จ้องมองเฝิงเว๋ยด้วยสายตาโกรธแค้น
เดิมทีพวกเขาไม่คิดจะใช้เรื่องผลประโยชน์ทางสังคมมาผูกมัดลูกชายแต่ก็ไม่คิดว่าเฝิงเว๋ยที่อายุยังน้อย จะใช้วิธีการแบบนี้ในการโจมตี
ดูเหมือนว่าเฝิงเว๋ยจะไม่ง่ายอย่างที่ทุกคนคิด
ทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงหัวเข็มร่วง
ทุกคนรู้ดีว่าผู้อำนวยการหยินนั้นสามารถชี้ขาดเรื่องนี้ได้แน่นอน
การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินครั้งสุดท้าย
ไม่ว่าผลการวิจัยก่อนหน้านี้จะเป็นอย่างไร เมื่อผู้อำนวยการหยินเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกอย่างก็จะถูกตัดสินโดยผู้อำนวยการหยินทันที
ขณะที่หานเหวินซานกำลังจะออกมาไกล่เกลี่ย ผู้อำนวยการหยินก็เงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน และมองไปยังฝั่งของหาน เทคโนโลยี
“หาน… หานชิงอวี่?”
“คุณหมอหาน?”
หยินเทียนเฉิงพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ พลางดันแว่นตาบนสันจมูกขึ้นเบา ๆ
ทันทีที่หยินเทียนเฉิงพูดประโยคนี้จบลง ความประหลาดใจก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งห้องอย่างรวดเร็ว
ผู้อำนวยการหยินรู้จักกับคุณหมอหาน?!
แม้แต่เฝิงเว๋ยเองก็ยังต้องตกใจกับเรื่องนี้ เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าหานชิงอวี่จะมีความสัมพันธ์กับคนระดับนี้
เขาเงยหน้ามองไปยังหยินเทียนเฉิงที่อยู่ตรงหน้า แล้วพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“ผู้อำนวยการหยิน นี่คือหานชิงอวี่ ได้ยินว่าเขามาจากโรงพยาบาลศูนย์เพื่อเข้าร่วมโครงการแพทย์ฝึกหัดที่นี่ครับ”
“แต่เขายังมีอีกสถานะหนึ่งคือ เป็นลูกชายของประธานบริษัทหาน เทคโนโลยี ”
เดิมทีประโยคของเฝิงเว๋ยต้องการจะสื่อว่า ระดับความสามารถของ หานชิงอวี่ในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ
แม้จะไม่ทราบว่าผู้อำนวยการหยินมีความเกี่ยวข้องกับหานชิงอวี่อย่างไร แต่สิ่งที่เฝิงเว๋ยต้องการจะสื่อคือ ในฐานะแพทย์ฝึกหัดอย่างหานชิงอวี่นั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะให้ค่าเลย
แต่ดูเหมือนว่าผู้อำนวยการหยินจะไม่คิดเช่นนั้น
หลังจากฟังคำแนะนำของเฝิงเว๋ยจบ เขากลับตาสว่างและเอ่ยปากพูดกับหานชิงอวี่ตรงหน้าว่า
“คุณหมอหาน คุณไม่ใช่แพทย์ในโรงพยาบาลเมืองจินของเราเหรอ?”
ฉินซานไห่ที่นั่งข้าง ๆ ได้ยินหยินเทียนเฉิงใช้คำว่า ‘เรา’ ในการเรียกโรงพยาบาลเมืองจิน เพียงเท่านี้เขาก็มีความสุขจนเกือบสิ้นสติแล้ว
นี่หมายความว่า ผู้อำนวยการหยินคิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลเมืองจินใช่ไหม?
ทว่าเพียงชั่วพริบตาที่เขาได้คิดทบทวนคำพูดนี้ซ้ำ ๆ เขาก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
ไม่ว่าผู้อำนวยการหยินจะคิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลเมืองจินหรือไม่ แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่หานชิงอวี่ เขาไม่ใช่แพทย์ของประจำของโรงพยาบาลเมืองจิน!
ฉินซานไห่รอจนแทบจะทนไม่ไหว ที่จะให้หานชิงอวี่มาเป็นแพทย์ประจำของโรงพยาบาลเมืองจิน
แต่ความคิดนี้กลับพังทลายอย่างรวดเร็ว
เพราะหานชิงอวี่กลับพูดต่อหน้าหยินเทียนเฉิงด้วยความสัตย์ว่า
“ครับ ก่อนหน้านี้ผมเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ในเมืองเจียงเฉิง แต่ตอนนี้ผมมาที่โรงพยาบาลเมืองจินเพื่อเป็นแพทย์ฝึกหัด”
ดูเหมือนหยินเทียนเฉิงจะแอบเสียดายอยู่เล็กน้อย จึงเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ
“อ๋อ เข้าใจแล้ว”
“งั้นก็ดี ผมอยากฟังคุณหมอหาน คุณคิดว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ทุกคนก็ตกใจกันอีกครั้ง!
พวกเขาไม่คิดว่าหยินเทียนเฉิงที่เพิ่งจะถูกเฝิงเว๋ยเชิญเข้ามา จะมีความสนใจหานชิงอวี่ถึงเพียงนี้
แม้แต่หมอบางท่านที่เคยพูดคุยกับหานชิงอวี่มาก่อน ต่างก็รู้ว่าหมอหานไม่เคยมาที่เมืองจินเลย แล้วทำไมผู้อำนวยการหยินถึงสนใจเขานัก?
มีเพียงลั่วจือซินและหมออีกไม่กี่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ของวันนั้นเท่านั้นที่รู้สาเหตุ
หานชิงอวี่ก็ไม่เกรงใจที่จะอธิบายขึ้นในทันที
“หลังจากที่เราได้ตรวจสอบเมื่อวานนี้ทั้งวัน เราคิดว่ายาของหาน เทคโนโลยีที่ถูกเก็บอยู่ภายในคลังเก็บยาของโรงพยาบาล ถูกทำลายด้วยฝีมือมนุษย์”
“เมื่อวานนี้เราตรวจสอบยาในคลังเก็บยาเพียงบางส่วน พบว่ายาที่มีเชื้อราส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ที่ยาชนิดเดียว ”
“ยาชนิดนี้มีการผลิตในพื้นที่เพียงบางส่วน และมีการนำเข้าจากต่างพื้นที่อีกบางส่วน”
“แต่จากระดับความรุนแรงของเชื้อรา พบว่าระดับความรุนแรงของเชื้อรานั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก .”
“นี่คือรายงานที่เราได้จากการสุ่มตรวจ ท่านผู้อำนวยการหยินสามารถดูได้เลยครับ”
หานชิงอวี่พูดพลางวางรายงานหนึ่งเล่มต่อหน้าหยินเทียนเฉิง
หยินเทียนเฉิงพยักหน้ารับ และหยิบรายงานเล่มนั้นขึ้นมาดูอย่างตั้งใจ
ทุกคนในห้องต่างกลั้นหายใจ และจับตามองปฏิกิริยาของผู้อำนวยการหยินที่อยู่ตรงหน้า
เจี๋ยเป่าที่อยู่ข้าง ๆ เริ่มร้อนใจ
ตั้งแต่ช่วงแรกแล้วที่เขาเฝ้าคอยผู้อำนวยการหยินร่วมมือกับเฝิงเว๋ย เพื่อเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพแพทย์ของหานชิงอวี่
อย่างน้อยหาน เทคโนโลยี ก็น่าจะต้องถอนตัวออกจากเมืองจิน ส่วนหานชิงอวี่ก็ต้องกลับไปยังโรงพยาบาลศูนย์ของตัวเอง
ช่วงเวลาที่หานชิงอวี่มาอยู่ในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่ให้ความสำคัญกับเขาไปเสียแล้ว
ก่อนหน้านี้ที่เขาอยู่ในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เขาก็ยังเป็นที่ยอมรับในด้านเทคนิค และในฐานะที่เป็นศิษย์เอกของหลินหม่านชาง
แต่ในเวลานี้ หากไม่เปรียบเทียบก็จะไม่รู้ว่าเขาเองนั้นด้อยเพียงใด
การมาของหานชิงอวี่ ก็เหมือนกับการฉุดเอาแสงเรืองรองของตัวเขาออกมาโดยตรง
เดิมทีเขาตั้งใจไว้ว่า อย่างไรวันนี้ก็ต้องสำเร็จ อาจกล่าวได้ว่าเขาตั้งใจมาดูเรื่องสนุกโดยเฉพาะ
แต่ดูเหมือนว่าเฝิงเว๋ยจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว
และผู้อำนวยการหยินเองก็ดูเหมือนกำลังจะเปลี่ยนฝ่าย โดยไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน
ดังนั้น เจี๋ยเป่าจึงได้รู้สึกตัวว่า เขาจำเป็นต้องยืนหยัดเพื่อตัวเองให้มากกว่านี้
ขณะนี้ จำเป็นที่ตนจะต้องแสดงตัวออกมาให้มากกว่าที่เคยแล้ว
ไม่นานนัก เสียงคำรามต่ำ ๆ ก็ดังก้องขึ้นภายในห้องประชุม
“ผู้อำนวยการหยิน ผมมีเรื่องจะพูด!”