ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 215 ก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน
บทที่ 215 ก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน
ในชั่วขณะนั้น อิงชื่อจ้งยังคงมีความไม่เชื่ออยู่บ้าง
สำหรับเขาแล้ว หลินหม่านชางไม่เพียงแต่เป็นแพทย์อาวุโสในโรงพยาบาลระดับสูง แต่ยังเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงนี้อีกด้วย
เป็นไปไม่ได้เลยที่แพทย์อาวุโสคนนี้จะใช้อำนาจบาตรใหญ่ โดยไม่มีเหตุผล
ดังนั้น เขาจึงได้พูดกับหลินหม่านชางไปตามตรงด้วยวาจาอันสุภาพว่า
“ผู้อำนวยการหลินครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้รับผิดชอบอาการป่วยลักษณะนี้ จึงไม่ค่อยคุ้นเคยสักเท่าไหร่”
“ผมคิดว่าน่าจะให้แพทย์ท่านอื่นที่ชำนาญกว่ามาดูคนไข้ท่านนี้ ถ้าหากเจอในส่วนที่ผมถนัด ผมจะเข้ามาสอบถามอีกครั้งเองครับ”
อิงชื่อจ้งพูดด้วยความระมัดระวัง ถ้อยคำที่ใช้ก็แฝงไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน
แต่ดูเหมือนหลินหม่านชางจะไม่ค่อยพอใจในท่าทีของเขาสักเท่าไหร่
เขาจ้องมองแพทย์หนุ่มที่อยู่ตรงหน้า แล้วพูดด้วยท่าทางรังเกียจ
“ผมว่าพวกคนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่ค่อยชอบศึกษาค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดแล้วสินะ”
“เคยได้ยินคำพูดนี้มาก่อนไหม? ที่ว่าต้องก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน แต่ดูคุณสิหมออิง”
“ผมคิดว่าคุณคงจะอยู่ในคอมฟอร์ทโซนของตัวเองมานานเกินไปแล้ว!”
“แล้วแบบนี้ คุณจะมีความก้าวหน้าได้อย่างไร!”
“หรือว่าแพทย์ในโรงพยาบาลศูนย์ของคุณ ก็เป็นแบบคุณกันทั้งหมด พอมีผลงานนิดหน่อยก็หลงตัวเองกันใหญ่!”
ถึงตอนนี้ อิงชื่อจ้งจึงได้สังเกตเห็นว่าคำพูดของหลินหม่านนชาง ดูเหมือนจะมีนัยแอบแฝงบางประการ
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ แต่เมื่อเขาเอ่ยปากพูด สายตาก็เหลือบมองแต่หานชิงอวี่ที่อยู่ด้านข้าง
ราวกับว่าถ้อยคำที่ร้ายกาจเหล่านั้นไม่ได้เอ่ยขึ้นเพื่อเขา แต่เอ่ยขึ้นเพื่อหานชิงอวี่ต่างหาก
อิงชื่อจ้งก็พอจะเดาได้ราง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเรื่องแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในโรงพยาบาลศูนย์เป็นประจำอยู่แล้ว
แทบจะทุกคนที่มากความสามารถ แต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความอิจฉา เมื่อได้พบกับหานชิงอวี่ ก็ส่งผลให้ภาวะทางอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปบ้าง
เห็นได้ชัดว่าหลินหม่านชางก็เป็นหนึ่งในนั้น
อิงชื่อจ้งรู้สึกไม่เป็นตัวเอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลินหม่านชางในสภาวะอารมณ์เช่นนี้
แม้จะรู้ว่าการกระทำของหลินหม่านชางนั้นไม่ถูกต้อง แต่อีกฝ่ายก็เป็นหนึ่งในแพทย์ที่เขาชื่นชอบ
ในตอนนี้เขาจึงทำได้เพียงยืนอยู่เฉย ๆ และปล่อยให้หลินหม่านชางตำหนิต่อไป
“ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ป่วยขยับตัวพร่ำเพรื่อ และไม่อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล แน่นอนว่ามีเหตุผล”
“ตอนนี้ผู้ป่วยอยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังจากถูกไฟไหม้ และแผลยังไม่หายดีทั้งหมด”
“แม้ผิวหนังบริเวณที่ถูกไฟไหม้จะหายดีแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดตุ่มน้ำหรือแผลฉีกขาดได้ หากเผลอก็อาจทำให้ติดเชื้อได้ จึงต้องอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยในเพื่อสังเกตอาการ”
“เหตุผลอีกอย่างคือ ต่อมเหงื่อถูกไฟไหม้ ทำให้ร่างกายผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องอุณหภูมิ ดังนั้นจึงต้องให้แพทย์มาช่วยผู้ป่วยวัดอุณหภูมิร่างกาย”
“ผู้อำนวยการหลิน คุณลองดูที่ผมพูดสิว่าถูกต้องไหม?”
หานชิงอวี่พูดจบก็หันไปมองหลินหม่านชาง
ผู้อำนวยการเฒ่าอ้าปากเล็กน้อย เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา
ตอนนี้สายตาจากวอร์ดผู้ป่วยใน จ้องมาที่นี่ทั้งหมดแล้ว
แม้กระทั่งผู้ป่วยในวอร์ดอื่น ๆ ที่ยังเดินเหินได้ ต่างก็รีบรุดมาที่นี่
ผู้ป่วยคนอื่น ๆ ต่างทยอยมารวมตัวกัน ราวกับกำลังมีการแสดงการกุศลภายในวอร์ดผู้ป่วย
แต่ในความเป็นจริง
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวอร์ดผู้ป่วยเวลานี้ ช่างดูดีกว่ารายการวาไรตี้อื่น ๆ ของจีนเสียอีก
อิงชื่อจ้งรู้สึกขอบคุณหานชิงอวี่เป็นอย่างมาก สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ เขาจึงหันกลับไปมองอย่างซาบซึ้ง
หากไม่มีหานชิงอวี่ วันนี้เขาอาจกลายเป็นเครื่องสังเวยในรายการแสดงของนายแพทย์หลินหม่านชางไปแล้ว
หลินหม่านชางยืนนิ่งไม่พูดอะไรอยู่เป็นเวลานาน ราวกับมีลมหายใจอยู่ในปาก
เขากลั้นหายใจอยู่เป็นเวลานาน กว่าจะกลืนลมหายใจนี้ลงไปได้
“ถูกต้อง”
จากนั้นหลินหม่านชางก็หาเหตุผลใหม่ พลางจ้องมองไปยังหานชิงอวี่และอิงชื่อจ้งด้วยสายตาเย็นชา
“แต่ดูเหมือนว่าความรู้นี้มีอยู่ในหัวของหมอหานผู้เดียวเท่านั้น”
“สำหรับหมออิงแล้ว คำวิจารณ์ที่ผมเพิ่งพูดไปยังคงใช้ได้อยู่”
“ไม่เช่นนั้น ลองถามผู้ป่วยที่นั่งอยู่ตรงนี้ดูสิ มีสักกี่คนที่กล้าเอาชีวิตตัวเองมาฝากไว้กับหมอแบบนี้!”
หลังพูดจบ หลินหม่านชางก็หันไปมองผู้ป่วยที่อยู่ด้านข้าง
ชัดเจนแล้วว่าเขาต้องการให้ผู้ป่วยพูดแทนเพื่อเป็นเครื่องมือในการชนะสงครามแห่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์นี้
แน่นอนว่าผู้ป่วยโดยรอบ เริ่มพึมพำคำติติงต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับหลินหม่านชางผู้เคร่งครัดผู้นี้
แต่เมื่อคิดว่าหากตนเองเป็นผู้ป่วยที่ต้องเจอกับหมอที่มีความรู้คับแคบแบบนี้ คำพูดของหลินหม่านชางก็ได้รับการสนับสนุนขึ้นมาทันใด
หลินหม่านชางมองหานชิงอวี่อย่างภาคภูมิใจ แววตาของชายชราเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ราวกับกำลังถามเขาว่าคราวนี้จะทำอย่างไร?
อิงชื่อจ้งหันไปมองหานชิงอวี่ด้วยความกังวล
ในเวลานี้ หนทางแรกและหนทางเดียวที่เขาคิดออกคือ ยอมรับความผิดพลาด แล้วขอโทษหลินหม่านชาง
เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่ดำเนินมาถึงขั้นนี้ เขาเชื่อว่ามันต้องมีการเข้าใจผิดกันอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม หลินม่านชางผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทรวงอกของโรงพยาบาลระดับสูง คงจะไม่หาเรื่องกับพวกเขาซึ่งเป็นรุ่นน้องโดยไม่มีเหตุผลแน่นอน!
แต่หานชิงอวี่กลับเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น
“การฝึกอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือการสังเกตกระบวนการทำงานของโรงพยาบาลให้เป็นมาตรฐาน ดังนั้น สำหรับพวกเราเหล่าแพทย์จากโรงพยาบาลทั่วไป จึงไม่ได้จัดให้แพทย์จากห้องแผนกที่เกี่ยวข้องมาดูแล”
“ผมคิดว่าโรงพยาบาลอาจมองข้ามความเป็นไปได้ที่หัวหน้าแพทย์จะให้แพทย์ที่เข้ามาฝึกอบรมมาราววอร์ดแทน”
“หากมีข้อสงสัย เราสามารถไปที่ห้องทำงานของคณบดี แล้วหารือเรื่องนี้กับคณบดีได้!”
หลังจากหานชิงอวี่พูดประโยคจบนี้ หลินหม่านชางถึงกับตกตะลึง รวมถึง อิงชื่อจ้งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ตกใจไม่แพ้กัน
อิงชื่อจ้งรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ในสายตาของเขา หานชิงอวี่เป็นผู้ที่ไม่เคยอยากยุ่งเรื่องของผู้อื่นอยู่เสมอ
บางทีหากเจอคนป่วยระหว่างทาง เขาอาจจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่สำหรับเรื่องจุกจิกเล็กน้อยในชีวิตเขาไม่เคยสนใจเลย
อิงชื่อจ้งคาดไม่ถึงว่าหานชิงอวี่จะออกมาปกป้องเขา
สำหรับเขาแล้ว สิ่งนี้ไม่ต่างจากเกียรติยศอันยิ่งใหญ่
หลินหม่านชางรู้สึกประหลาดใจ เขารู้สึกเหมือนโดยหานชิงอวี่ต้อนให้จนมุมในยกแรก
เขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาโกรธเคือง ก่อนจะพูดกับรองผู้อำนวยการแพทย์ที่อยู่ข้าง ๆ ราวกับประกาศชัยชนะของหานชิงอวี่
“คุณอยู่ตรวจคนไข้ต่อเถอะ ผมมีธุระที่ต้องจัดการ”
“หลังจากตรวจเสร็จแล้วให้มาพบผมที่ห้องทำงาน!”
หลังพูดจบ หลินหม่านชางที่ผมเริ่มเป็นสีดอกเลาก็เดินออกไปต่อสายตาของทุกคน
บรรดาพยาบาลที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่รอบข้างแทบจะปรบมือลั่น แม้หลินหม่านชางจะมีชื่อเสียงในประเทศอยู่บ้าง แต่เขาก็มีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง
นั่นก็คือ หากใครทำให้เขาขุ่นเคือง เขาจะหาเรื่องกลั่นแกล้งทุกครั้งที่มีโอกาส!
ผู้ที่โดนเขากลั่นแกล้งมีอยู่ไม่น้อย ดังนั้น เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ทุกคนจึงรู้สึกว่าสาแก่ใจอยู่เหมือนกัน
ขณะที่ทุกคนกำลังมองหานชิงอวี่ด้วยสายตาชื่นชม ก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังของเขา