ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 230 เกมของคนฉลาด
บทที่ 230 เกมของคนฉลาด
[อะไรนะ! เกิดเรื่องอะไรขึ้น? เล่าให้พ่อฟังมาให้หมดเลยนะ!]
เดิมทีเฝิงต้าลู่ที่อยู่ปลายสายยังมีเสียงยังงัวเงียอยู่ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย เขาก็สดชื่นขึ้นมาทันที
เฝิงเว๋ยรีบเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ผู้เป็นพ่อฟังทันที
เมื่อฟังจบ เฝิงต้าลู่ก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าอย่างเห็นได้ชัด
[ผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน ได้สืบหาข้อมูลมาหรือยัง?]
เฝิงเว๋ยตอบอย่างภาคภูมิใจ
“ผมได้ไปสืบมาตั้งนานแล้วครับ”
“เมื่อวานได้ยินเล่อเล่อพูดว่า ผู้หญิงคนนั้นดูจะมีอิทธิพลมาก ๆ ในเมืองเจียงเฉิง”
“ได้ยินว่าเมื่อวานมีคนไปหาเรื่องที่โรงพยาบาล พวกนั้นก็ดูเหมือนเคยอยู่ในเมืองเจียงเฉิงมาก่อน และรู้ว่าดีลั่วจือซินเป็นใคร”
“แต่พอเจอลั่วจือซินเข้าไปเท่านั้นแหละ ขาสั่นกันหมด!”
เฝิงต้าลูที่อยู่ปลายสายได้ฟังเช่นนั้นก็ดีใจ ใบหน้าพลันมีรอยยิ้มที่สดใสยิ่งขึ้น
[ดี ดีมาก ลูกชายฉันเก่งขึ้นแล้วสินะ]
[ไม่เพียงแต่จะมีเสิ่นเลอเล่อที่โรงพยาบาล ตอนนี้ยังมีโจวลู่ในโหยวเหว่ย กรุ๊ปด้วย]
[แล้วดูสิ สวรรค์ยังเห็นว่ายังไม่พอ ก็เลยส่งคุณหนูลั่วลงมาเป็นลูกสะใภ้ฉันอีกคน]
[ลูกเอ๋ย ตระกูลเฟิงของเราสืบทอดอาชีพนักธุรกิจหลายชั่วอายุคน พูดง่าย ๆ อีกอย่าง เราคือผู้ที่ยิ่งใหญ่]
[ผู้หญิงที่อยู่รอบตัวก็ล้วนแต่หวังอยากได้เงินของเราทั้งนั้น]
[คนที่มีความสามารถในตระกูลเฝิงของเรา เห็นทีก็มีแต่ลูกคนเดียวเท่านั้น!]
หลังได้ฟังคำพูดของลูกชาย เฝิงต้าลู่ก็เริ่มจินตนาการไปไกล
จริงอยู่ที่ตระกูลเฝิงจะมีเงินอยู่บ้าง แต่รูปร่างหน้าตาของคนในตระกูลเฝิงแต่ละรุ่นนั้น ช่างไม่น่ามองเอาเสียเลย
แต่เมื่อมาถึงรุ่นของเฝิงเว๋ย หน้าตาของคนในตระกูลเฝิงจึงพอดูดีขึ้นมาบ้าง
ตอนนี้ลูกชายของเขามีสาวงามมาติดพันถึงสามคน แม้ว่าตอนนี้ทั้งสามคนจะยังไม่รู้เรื่องของกันและกัน แต่ด้วยความสามารถของลูกชายเขา หากสามารถคุมสามสาวนี้ได้อยู่หมัด
หากถึงตอนนั้นละก็…
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เฝิงต้าลู่ก็อดหัวเราะออกมาด้วยความดีใจไม่ได้
เขาดึงความคิดของตัวเองกลับมายังปัจจุบัน พร้อมพูดอย่างจริงจัง
[เอาล่ะ พ่อจะไม่พูดอะไรมากแล้ว]
[เราควรลงมือทำอย่างจริงจังแบบค่อยเป็นค่อยไป]
[แค่ทำให้หาน เทคโนโลยีล้มละลายได้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง!]
ตอนที่พูดประโยคนี้ เฝิงต้าลู่รู้สึกตื่นเต้นกับอนาคตเป็นอย่างมาก
แต่เขาไม่รู้ว่า อนาคตที่รอคอยเขาและตระกูลเฝิงอยู่คือหลุมพรางขนาดใหญ่
“โอเคครับ”
“งั้นผมวางสายก่อนนะพ่อ”
หลังจากได้รับคำชมเชยจากพ่อ เฝิงเว๋ยก็รู้สึกชื่นใจ
เมื่อวางสายไปแล้ว เขาจึงได้สังเกตเห็นว่าเลขาสาวของโจวลู่ กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ และเมื่อครู่เธอก็ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด
เฝิงเว๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็รู้สึกผ่อนคลายลง
เพราะเลขาสาวดูเหมือนจะไม่ได้สนใจอะไร และกำลังยกยิ้มให้ตนเอง
“คุณเฝิง ขอบคุณมากเลยนะคะสำหรับเรื่องในวันนี้”
“ถ้าไม่มีคุณ โหยวเหว่ย กรุ๊ปของเราคงต้องลำบากแน่กว่าจะแก้ปัญหานี้ได้”
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณถึงได้ครองใจคุณโจวได้ เธอช่างโชคดีจริง ๆ ค่ะที่ได้เจอคนที่เก่งอย่างคุณ”
หลังได้ฟังคำพูดของเลขาสาว เฝิงเว๋ยจึงรู้สึกโล่งใจ
ดูเหมือนหญิงสาวคนนี้คงไม่ได้เป็นพวกหัวแข็งเสียทีเดียว
เมื่อนึกได้ดังนั้น เฝิงเว๋ยก็ไม่รีรอที่จะโอ้อวดตัวเองแบบไม่ละอาย
“เก่งอะไรล่ะครับ ก็แค่มีไหวพริบกว่าคนธรรมดานิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“เพราะงั้น ผมเลยชอบทำงานกับคนฉลาด”
“มีแต่คนฉลาดเท่านั้นที่จะรู้ว่าอะไรจำเป็น อะไรไม่สำคัญ”
เฝิงเว๋ยพูดพลางยื่นมือมาแตะเอวของเลขาสาวอย่างแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เลขาสาวไม่ได้ตำหนิ แต่กลับยิ้มเป็นเชิงตอบรับ
“หวังว่าสักวัน ฉันจะเป็นคนฉลาดอย่างคุณเฝิงได้”
ทั้งคู่พูดคุยกันไป พลางเดินเข้าไปในห้องรับรองที่โจวลู่อยู่
ห้องรับรอง
โจวลู่กำลังก้มหน้าก้มตาพิจารณาแผนความร่วมมือต่าง ๆ นานา เมื่อเห็นชายคนรักกลับมา เธอจึงรีบเงยหน้าทันที
“ที่รัก เรื่องเป็นไงบ้าง?”
ใบหน้าของเธอดูยิ้มแย้ม เธอก็ได้ยินเสียงจอแจเล็กน้อยจากด้านนอก
เพียงแต่ตอนนี้เสียงจอแจนั้นได้เงียบลงแล้ว ถึงจะไม่รู้เรื่องราว แต่ก็พอจะเดาได้ว่าสถานการณ์ด้านนอกคงจะคลี่คลายแล้ว
เป็นไปตามคาด เฝิงเว๋ยได้นำคำตอบที่โจวลู่ต้องการมาให้
“เรียบร้อยแล้ว!”
“ที่รัก ผมมีเซอร์ไพรส์ให้คุณด้วย!”
เฝิงเว๋ยพูดพลางนั่งลงบนโซฟาข้าง ๆ ด้วยสีหน้าลึกลับ
เลขาสาวเห็นเช่นนั้นก็รู้ว่าควรทำอย่างไร เธอเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูห้องรับรอง
เฝิงเว๋ยเพิ่งจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ขณะที่กำลังจะเข้ามาในห้องรับรอง
เมื่อครู่เขาเพิ่งสัญญากับลั่วจือซิน ว่าหากถึงเวลานั้นจะต้องไปไกล่เกลี่ยพร้อมกับคนของโหยวเหว่ย กรุ๊ป
แต่ในงานแบบนี้ โจวลู่อาจจะไม่มาปรากฏตัวก็ได้
เฝิงเว๋ยจึงได้คิดหาวิธีขึ้นมา เพื่อจัดการกับเรื่องนี้เสียใหม่ เป็นเซอร์ไพรส์ที่เขาได้เตรียมไว้แล้ว เพื่อที่จะได้นำไปมอบให้โจวลู่ต่อหน้า
หากเป็นแบบนี้ โจวลู่อาจจะไปร่วมงานเพื่อตอบแทนความตั้งใจของเขา
และอาจเป็นไปได้ว่า เธอจะมองเขาในแง่ดีอีกด้วย
เรียกว่าได้ประโยชน์ทั้งสองทาง!
เฝิงเว๋ยรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยแล้วว่า ตัวเองอาจจะเป็นอัจฉริยะด้านนี้หรือเปล่า
เป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินว่ามีเซอร์ไพรส์ รอยยิ้มบนใบหน้าของโจวลู่ในตอนนี้ก็ยิ่งสดใสมากขึ้น ความระแวดระวังก็ได้ลดน้อยลงไปด้วย
“เซอร์ไพรส์อะไรคะ?”
ต่อมา เฝิงเว๋ยก็เล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังอย่างคร่าว ๆ
เพียงแต่ภายใต้การปรุงแต่งของเฝิงเว๋ย เรื่องทั้งหมดจึงถูกดัดแปลงให้กลายเป็นความเข้าใจผิด
โจวลู่ต้องไปที่ประชุมไกล่เกลี่ยพร้อมกับเขา ดังนั้นอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟังคร่าว ๆ ก็พอแล้ว
ส่วนหานชิงอวี่ เฝิงเว๋ยมั่นใจว่าลั่วจือซินคงจะจัดการเขาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ตอนที่ลั่วจือซินมาด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยวและกดดันจนเฝิงเว๋ยเองยังต้องสะดุ้ง ไม่ต้องพูดถึงหานชิงอวี่เลย
“คุณคิดว่าอย่างไรครับที่รัก?”
“แบบนี้เราก็จะมีเพื่อนเพิ่มอีกคนแถวเจียงเฉิง แถมยังช่วยกวาดล้างคู่แข่งให้บริษัทเฝิงอีกด้วย”
“ทีนี้ทั้งมณฑลเสฉวน ไปจนถึงตลาดทั่วทั้งประเทศ ก็เป็นของบริษัทเฝิงและโหยวเหว่ย กรุ๊ปเท่านั้น!”
หลังพูดจบ เฝิงเว๋ยก็ยังพูดเสริมอีกสองสามประโยค
โจวลู่ที่อยู่ข้าง ๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง
“โอเคค่ะที่รัก ไม่ว่าอย่างไรฉันก็สนับสนุนคุณ!”
“ไหน ๆ เราก็ใกล้จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”
“ถ้าอาศัยมือตระกูลลั่วกำจัดหาน เทคโนโลยีได้ เราก็ลองเสี่ยงดูซักตั้ง!”