ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 275 พูดความจริง
บทที่ 275 พูดความจริง
“สวัสดีค่ะทุกคน ฉันคือหวังลู่ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น เกี่ยวกับ เหตุการณ์สุดฮอตบนโลกออนไลน์ ที่เกิดขึ้นกับร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งภายในเมืองเจียงเฉิง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายในช่วงนี้…”
เมืองเจียงเฉิง
หน้าร้านเสริมสวยของหลินเหม่ยเสวี่ย
ดูเหมือนจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นกับร้านเสริมสวยที่อยู่เบื้องหน้า แม้แต่รถถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ก็ได้มาถึงบริเวณหน้าร้านเสริมสวยแห่งนี้แล้ว
ผู้สื่อข่าวที่ชื่อว่าหวังลู่เดินเข้าไปในร้านเป็นคนแรก ส่วนที่อยู่หน้าร้านเสริมสวยคือบรรดาสื่อโซเชียลและมหาชนผู้ชื่นชอบกินแตง
“โห คิดไม่ถึงว่าแม้แต่สถานีโทรทัศน์ก็ยังมา ข่าวคราวนี้คงเป็นเรื่องใหญ่ คงช่วยเราให้ได้เงินคืนจากร้านเสริมสวยแน่ ๆ!”
“จริง ๆ ฉันว่าบริการของเขาก็ดีนะ แต่ดันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้ว ใครมันจะกล้าใช้บริการต่อล่ะ!”
“ได้ยินมาว่าคุณลี่ที่อยู่ตึกข้าง ๆ ฉัน ตอนนี้หน้าของเธอแดงเป็นจ้ำ ๆ เลยนะ!”
“ร้านเสริมสวยยังบอกว่าจะชดเชยภายหลัง ใคร ๆ ก็พูดได้ทั้งนั้นแหละ! แต่ไม่เห็นจะทำอะไรเลยสักอย่าง!”
หน้ากระจกร้านเสริมสวย กลุ่มผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้นต่างก็กำลังพูดคุยกันถึงเรื่องของร้านเสริมสวย
“เฮ้ พวกคุณดูเร็ว พวกเขากำลังไลฟ์สดอยู่ด้วย!”
เสียงร้องที่แสดงถึงความประหลาดใจดังขึ้น ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็เผยรอยยิ้มแห่งความดีใจออกมา
พวกเขาที่อยู่ด้านนอกกำลังกังวลว่าจะไม่รับรู้ข่าวสารภายใน
เพราะว่าเสียงจากภายในร้านถูกกั้นไว้เป็นอย่างดี หากไม่ตั้งใจฟังจริง ๆ ก็คงจะไม่ได้ยินว่าภายในกำลังทำอะไรอยู่
ตอนนี้เมื่อได้เจอไลฟ์สดของสถานีโทรทัศน์ เสียงของผู้สื่อข่าวและผู้ช่วยของหลินเหม่ยเสวี่ยก็ดังออกมาจากโทรศัพท์
ในขณะเดียวกัน
ภาพเหตุการณ์นี้ก็ถูกฉายไปยังโทรทัศน์ที่อยู่เหนือศีรษะของเฝิงเว๋ย ขณะรับประทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหาร
“ขอถามหน่อยสิคะว่า ทำไมระยะหลังมานี้ ที่ร้านเสริมสวยถึงได้มีเคสแพ้เยอะจังเลยคะ?”
“หรือว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่?”
“ขอถามหน่อยค่ะว่า คุณคือผู้จัดการร้านเสริมสวยใช่ไหมคะ? คุณสามารถเล่าให้เราฟังได้ไหมคะ ว่าทำไมถึงได้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นที่ร้านเสริมสวย?
ในโทรทัศน์ปรากฏภาพของผู้สื่อข่าวสาวที่กำลังถือไมค์ และยิงคำถามใส่ผู้ช่วยของหลินเหม่ยเสวี่ยรัว ๆ ราวกับปากเธอเป็นปืนกล
สีหน้าของผู้ช่วยสาวนิ่งสงบมาก เธอเพียงกล่าวคำขอโทษลูกค้าอย่างสุภาพ
เมื่อแม่ของเฝิงเว๋ยเห็นภาพในโทรทัศน์นี้ เธอก็พูดขึ้นราวกับว่าตั้งใจจะปรับบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร
“เฮ้อ เรื่องร้านเสริมสวย ฉันได้ยินมานานแล้วล่ะ”
“เหมือนว่าเรื่องจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ได้ยินว่าต้องชดใช้ค่าเสียหายไปมากโขเลย!”
“มันน่าโมโหไหมล่ะ หากเธอทำธุรกิจอื่นแบบสุกเอาเผากินก็ว่าไปอย่าง แต่ตัวเองดันเปิดธุรกิจความงามแบบนี้จะทำชุ่ย ๆ ได้อย่างไรกัน? นั่นมันเรื่องหน้าตาเลยนะ หากเกิดปัญหาขึ้นมา ใครเขาจะยอมจบง่าย ๆ?”
เฝิงเว๋ยมองโทรทัศน์แล้วพูดด้วยความรู้สึกผิด
“อย่าพูดเลยแม่ พูดน้อย ๆ หน่อย”
“อาหารวันนี้มีตั้งหลายจาน กินให้เยอะ ๆ เถอะครับ”
จางชุนหลานเห็นว่าในที่สุดเฝิงเว๋ยยอมพูดอะไรออกมาแล้ว เธอจึงรู้สึกว่าเรื่องที่เธอเลือกพูดขึ้นมาเพื่อปรับบรรยากาศนั้นถูกต้องแล้ว
ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ฟังคำของลูกชาย แต่กลับหัวเราะเยาะใส่หน้าเขา พลางเอ่ยปากพูดขึ้น
“เป็นอะไรไปล่ะ? นี่ลูกกำลังจะบอกให้แม่เงียบอย่างนั้นเหรอ?”
“นี่ไม่ใช่ประเด็นที่ละเอียดอ่อนอะไรสักหน่อย ทำไมจะพูดไม่ได้!”
เห็นได้ชัดว่าเฝิงต้าลู่รู้จักลูกชายจอมสุรุ่ยสุร่ายของเขาดีกว่าจางชุนหลาน ทันทีที่เห็นเขาก็ไม่ได้ซักถามอย่างโง่เขลาเหมือนภรรยา แต่กลับจ้องมองเนื้อหาบนหน้าจอโทรทัศน์แทน
“โอ๊ย พ่อ ไม่มีอะไรน่าดูหรอก”
“นาน ๆ จะได้ออกมาทานข้าวด้วยกันทั้งที ตั้งใจทานข้าวเถอะ อย่าไปสนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย”
เขาพลางพูดก็ลุกขึ้นหยิบรีโมทที่อยู่ข้าง ๆ มาปิดโทรทัศน์
เดิมทีเฝิงต้าลู่ก็สงสัยเฝิงเว๋ยอยู่แล้ว เมื่อได้เห็นลูกชายดูเคร่งเครียดกับโทรทัศน์ขนาดนี้ ความสงสัยที่เขามีต่อเฝิงเว๋ยก็เพิ่มขึ้นไปอีก
“พอได้แล้ว วางรีโมทลง ฉันกินข้าวโดยไม่ดูโทรทัศน์ไม่ได้”
เฝิงต้าลู่เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
แม้เฝิงเว๋ยจะรู้ว่าผู้เป็นพ่อน่าจะมองอะไรบางอย่างออกแล้ว แต่หากไม่ให้อีกฝ่ายดูโทรทัศน์ต่อไป เขาก็จะยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่
ดังนั้นเฝิงเว๋ยจึงได้แต่ส่ายหัวอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะพูดกับเฝิงต้าลู่
“ครับ ๆ พ่อดูต่อเถอะ”
ที่เขาทำเช่นนี้ นอกจากจำใจแล้ว ยังมีเหตุผลอีกประการหนึ่ง
นั่นก็คือ เฝิงเว๋ยเพิ่งสังเกตว่า ผู้ช่วยที่ปรากฏตัวอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ กำลังกล่าวคำขอโทษต่อลูกค้าอยู่ตลอดเวลา
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ผู้ช่วยไม่ได้พูดถึง
เฝิงเว๋ยจึงแอบรู้สึกโชคดีอยู่ในใจ
หากผู้ช่วยของหลินเหม่ยเสวี่ยไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่น ๆ พ่อของเขาก็คงไม่สนใจแม้ว่าจะดูโทรทัศน์อยู่ก็ตาม
ขณะที่เฝิงเว๋ยกำลังคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ผู้ช่วยของหลินเหม่ยเสวี่ยกลับเปลี่ยนหัวข้อ
“แต่ว่า เราอยากจะใช้โอกาสจากการเป็นข่าวในครั้งนี้มาอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ”
“เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของพวกเรา แต่เกิดจากบริษัทเฝิง!”
ทันทีที่ประโยคนี้จบลง ไม่เพียงแต่ผู้คนรอบข้างที่เฝ้ารอจะดูดราม่าจะตะลึงเท่านั้น แม้แต่พ่อแม่ของเฝิงเว๋ยที่อยู่ในร้านอาหาร ก็ต้องหยุดชะงัก แล้วหันไปมองจอโทรทัศน์พร้อมกัน
“พูดจาเหลวไหลจริง ๆ เรารีบปิดโทรทัศน์ก่อนเถอะครับ”
เมื่อเฝิงเว๋ยเห็นว่าผู้ช่วยพูดออกมาแล้ว เขาก็รู้สึกเสียใจในทันที เขารู้สึกเสียใจจริง ๆ ที่ไม่ได้ปิดโทรทัศน์ไปตั้งแต่แรก แต่ดันมาปิดตอนนี้
แต่เฝิงต้าลู่กลับไม่ให้โอกาสเขาเลย
เขาเอื้อมมือไปคว้ารีโมตมาไว้กับตัว
“เดี๋ยวก่อน”
“ฉันอยากจะดูว่า เธอจะพูดจาเหลวไหลยังไง!”
เขาพูดขึ้นพลางมองไปยังลูกชาย ความหมายชัดเจนว่าไม่เชื่อในสิ่งที่เจ้าตัวพูด
แม้แต่จางชุนหลานก็ยังจ้องมองโทรทัศน์อย่างไม่วางตา ในที่สุดเธอก็ดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเฝิงเว๋ยถึงไม่อยากให้พวกเขาดูโทรทัศน์
จู่ ๆในหน้าจอโทรทัศน์ก็ปรากฏภาพผู้ช่วยของหลินเม่ยเสวี่ย ที่กำลังพาผู้สื่อข่าวไปยังห้องว่างเปล่าห้องหนึ่งในร้าน
ห้องนี้ดูเหมือนจะยังไม่ได้รับการตกแต่งสักเท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ
“คุณผู้สื่อข่าวลองดูของพวกนี้ได้เลยค่ะ”
“เราได้รับอุปกรณ์เหล่านี้มาจากบริษัทเฝิง ตอนนั้นเราเห็นว่าบรรจุภัณฑ์ที่ห่อมาใหม่เอี่ยม ก็เลยไม่ได้ดูให้ละเอียด”
“ข้อนี้ต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของเราจริง ๆ”
“แต่เราไม่คาดคิดเลยว่า บริษัทใหญ่โตขนาดนี้จะขายอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพให้กับเรา ทางเราตกใจมากเลยค่ะ!”
ผู้ช่วยของหลินเม่ยเสวี่ยพูดพลางก็ชี้ไปยังวันที่ที่ระบุว่าเครื่องเหล่านั้นจะหมดอายุการใช้งาน
พ่อและแม่ของเฝิงเว๋ยเห็นว่าวันที่บนอุปกรณ์เหล่านั้นพ้นมานานกว่าครึ่งปี หรือแม้แต่ปีสองปี ก็นิ่งเงียบไปนาน
หลังจากนั้น ไม่ว่าผู้ช่วยของหลินเม่ยเสวี่ยจะพูดอะไรกับนักข่าว พวกเขาก็ไม่สนใจนัก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฝิงต้าลู่ก็จ้องหน้าเฝิงเว๋ยอย่างโกรธแค้น ก่อนจะพูดขึ้น
“ไอ้ลูกเวร แกรีบบอกความจริงกับฉันเดี๋ยวนี้”
“เรื่องนี้มันเป็นยังไงกันแน่?”