ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 364 เรื่องวุ่นวายจากการลักพาตัว
หานชิงอวี่รีบโทรกลับไปอีกครั้ง
โทรศัพท์ถูกกดรับสาย แต่อีกฝ่ายไม่ใช่ไป๋ปิง เสียงนั้นกล่าวว่า
[ไอ้หนุ่ม เตรียมเงินสดมาแสนนึง แล้วมาเจอฉันที่ร้านสนุกเกอร์อวี้หัว และขอโทษฉันซะ ไม่งั้น ฉันจะไม่รับประกันความปลอดภัย]
สิ้นสุดประโยค ปลายสายก็ตัดสายไปทันที ไม่ทันที่หานชิงอวี่จะเอ่ยถามอะไร
หานชิงอวี่ขมวดคิ้วหลังจากได้ยินแต่เสียงตู๊ด
เกิดอะไรขึ้น? พวกสารเลว
ใครลักพาตัวไป๋ปิงไป
เขาไม่รอช้า รีบโทรหาหัวเฉียวทันที
“เกิดอะไรขึ้นเหล่าหาน?”
หัวเฉียวรับโทรศัพท์แล้วถามด้วยความอยากรู้
“ไป๋ปิงโดนคนลักพาตัวไป นายไปกับฉันหน่อย!”
หานชิงอวี่รู้สึกตื่นตระหนกมาก จึงไม่ทันได้อธิบายอะไรให้กระจ่าง
“ทำไม? เธออยู่ที่ไหน? พวกเราจะไปเจอกันที่ไหน?”
หัวเฉียวรู้ว่าหานชิงอวี่ไม่ได้ล้อเล่น จึงรีบถามกลับ
“หน้าโรงพยาบาล ฉันรออยู่!”
หานชิงอวี่ตัดสายทันทีที่อีกฝ่ายตอบตกลง จากนั้นเขารีบตรงไปที่หน้าโรงพยาบาล
พอไปถึงหน้าโรงพยาบาล เขาก็เห็นรถของหัวเฉียว
เขาส่งเสียงทักทายแล้วขึ้นรถไป “ร้านสนุกเกอร์อวี้หัว!”
“จับให้แน่น!”
หัวเฉียวพูดแบบนี้ก็หมายความว่าเขาต้องเร่งมือแล้ว
และก็เป็นอย่างที่คิด
ถนนข้างหน้าราวกับกลายเป็นของเขาไปแล้ว
อีกฝ่ายแทบจะฝ่าไฟแดงตลอดทาง
ใช้เวลาเพียงสิบนาที พวกเขาทั้งสองคนก็มาถึงหน้าร้านสนุกเกอร์อวี้หัว
ทั้งสองลงจากรถและรีบวิ่งตรงไปยังร้านสนุกเกอร์
ชายร่างยักษ์ที่ดูเหมือนยามขวางทางพวกเขาไว้ “หยุดก่อน”
“หลีกไป”
หานชิงอวี่กัดฟันจ้องเขม็งไปที่ชายร่างยักษ์
“ไอ้บ้า นี่มันเขตสำนักงาน คนนอกห้ามเข้า! ตาบอดรึไง!”
ชายร่างยักษ์ผงกหัวไปที่ป้าย ‘ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต’ และเปิดปากด่าทันที
สำหรับคนที่กล้ามาหาเรื่องที่นี่ ชายร่างยักษ์ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย ที่นี่คือถิ่นของพวกเขา
“ฉันมารับผู้หญิงที่พวกแกเพิ่งลักพาตัวไป!” หานชิงอวี่คิดในใจว่าชายร่างยักษ์คนนี้ไม่รู้ว่าเขามาทำอะไร จึงอธิบาย
ตอนนี้เขาใจร้อนเป็นไฟ ร้อนใจจนไม่มีเวลามาโต้เถียงกับเขา
เป้าหมายเดียวของเขาคือการช่วยไป๋ปิงออกมา
เธอถูกจับเพราะเขา เขาจะยอมให้เธอเป็นอันตรายไม่ได้เด็ดขาด!
“อ๋อ นายนี่เอง ยัยนั่นไปมีเรื่องกับเฮียหัวของพวกเรา พี่ใหญ่ฉันบอกว่าถ้านายมา ให้คุกเข่าแล้วคลานเข้าไป!”
ชายร่างยักษ์แสยะยิ้ม มองหานชิงอวี่ด้วยสายตาดูถูก
“เฮ้ย แกรู้ไหมว่าพวกฉันเป็นใคร ถึงได้กล้ามาเหิมเกริมแบบนี้?”
หัวเฉียวที่เดินตามมาข้าง ๆ ทนฟังต่อไปไม่ไหว ยกนิ้วชี้หน้าชายร่างยักษ์ทันที
“ฉันรู้จักแต่แม่แก! ไสหัวไปซะ!”
ชายร่างยักษ์ไม่รู้จักหัวเฉียว เมื่อเห็นท่าทางหัวเฉียวเหมือนจะกร่างใส่ จึงยกมือขึ้นหมายจะสั่งสอน
หัวเฉียวไม่อ่อนข้อให้เหมือนหานชิงอวี่ พอเห็นชายร่างยักษ์จะลงมือ เขาก็ยกเท้าถีบเข้าที่เป้าอย่างแรง
ชายร่างยักษ์คนนั้นล้มลงไปกองกับพื้น หน้าแดงก่ำ
“แก…เล่นสกปรก!”
ร่างของชายร่างยักษ์สั่นเทิ้ม โกรธจนตัวสั่น…
“เกิดอะไรขึ้น!”
“มีเรื่อง!”
“หยิบอาวุธ!”
หลังจากที่หัวเฉียวลงมือ ทันใดนั้นก็ดึงดูดความสนใจจากผู้คนรอบข้างทันที
ทุกคนต่างพากันตะโกนและกรูเข้ามา
แต่หัวเฉียวกลับแค่นหัวเราะเย้ยหยัน
เขาเดินเข้าไปข้างหน้า ใช้มือข้างเดียวจับแขนของชายร่างยักษ์ จากนั้นก็บิดแขนของเขาลงกับพื้นในมุมที่ไม่น่าเชื่อ “ใครกล้าขยับ ฉันจะหักแขนมันซะ”
“ไอ้บ้า! กล้าดียังไงมาขู่พวกเรา รุมมัน!”
“รุมมัน!”
“…”
เมื่อเห็นดังนั้น ทุกคนจึงกรูกันเข้ามาเตรียมลงมือ
“โอ๊ย…อย่าขยับ พวกแกถอยไป! เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
เห็นพวกนั้นไม่ยอมทำตาม หัวเฉียวจึงออกแรงบิดแขนอีกครั้ง
ตอนนี้เขาได้ยินเสียงกระดูกแขนของชายร่างยักษ์หักดังกร๊อบเบา ๆ
“โอเค! โอเค!”
“พวกเรายอมแล้ว! อย่าใจร้อน!”
“…”
พวกนั้นเห็นท่าไม่ดีจึงรีบห้ามหัวเฉียวไม่ให้ใจร้อน
“ไป! ไปบอกเจ้านาย!”
ชายร่างยักษ์เห็นพวกนั้นยังไม่ขยับ น้ำตาก็แทบจะไหล รู้สึกปวดหนึบที่หน้าผากจนเหงื่อเย็นไหลออกมาไม่หยุด
“ครับ พี่ใหญ่!”
“ครับ!”
“…”
ลูกน้องหลายคนได้ยินดังนั้น ต่างก็รับคำสั่ง
แล้ววิ่งตรงไปยังส่วนลึกของพื้นที่ทำงาน
ในเวลานั้น
ภายในห้องทำงานห้องหนึ่ง ในส่วนลึกของพื้นที่ทำงานของพวกเขา
ฮั่วหัวฉวีและจางอวี้หัวอยู่ที่นั่น
พวกเขามองไปที่ไป๋ปิงที่ถูกมัดไว้ และต่างก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
“นายใหญ่ฮั่ว ดอกไม้สด ๆ แบบนี้ ไปปักไว้บนกองมูลวัว มันน่าเสียดายชะมัดเลยเนอะ”
จางอวี้หัวพูดยิ้มเยาะพร้อมกับเอามือลูบกันไปมาและมองไปทางไป๋ปิง
“พวกคนสารเลว! ถ้าหานชิงอวี่มา พวกแกตายแน่!”
ไป๋ปิงมองชายวัยกลางคนทั้งสองอย่างขยะแขยง กัดฟันแน่นและพูดออกมาอย่างเหลืออด
“โห นิสัยยังกับแม่เสือ ไม่รู้ว่าเรื่องอื่นจะเด็ดเผ็ดมันขนาดไหน!”
จางอวี้หัวเป็นแค่หัวโจกอันธพาล พูดจาหยาบคายไร้มารยาทแบบนี้ก็ไม่แปลก
แต่สำหรับไป๋ปิง เธอถือว่าเขาเป็นแค่กุ๊ยข้างถนน คนแบบนี้ในสายตาของเธอ มันก็แค่เศษสวะดี ๆ นี่เอง
“พี่ใหญ่! หานชิงอวี่…ไอ้หมอนั่นมาแล้ว มันอยู่หน้าประตูแล้ว!”
ทันใดนั้น ลูกน้องคนเดิมก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาก็รายงานด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
“มันจะมาหรือไม่มา มันก็เรื่องของมันสิวะ แกจะตกใจอะไรนักหนา!”
จางอวี้หัวมองลูกน้องตัวเองทำตัวไม่น่าดูต่อหน้าเจ้านาย จึงเดินเข้าไปแล้วเตะก้นอย่างแรง
“เขา…เขาพาคนมาด้วย ท่าทางอวดดีมาก…”
ลูกน้องพูดตะกุกตะกักด้วยความหวาดกลัว
“อวดดีจนทำให้แกขี้ขลาดแบบนี้เลยเหรอ? ปกติก็เห็นเก่งแต่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า ส่งไปฝึกที่โรงฝึกมวยก็ไม่มีใครยอมไป!”
จางอวี้หัวพูดพลางเตะซ้ำไปอีกที
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับเหล็กที่ถูกหลอม
“หึ พวกแกจบเห่แน่ หานชิงอวี่ไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่!”
ไป๋ปิงได้ยินที่ลูกน้องของเขาพูด ใบหน้าอันงดงามก็ฉายแววดีใจออกมา
“เด็กน้อย คิดว่าแค่พวกเขาทั้งสองจะทำอะไรพวกเราได้เหรอ?”
“อย่าดื้อเลยน่า มาอยู่กับฉันดีกว่า! รับรองว่าเธอจะมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต กินอิ่มนอนหลับสบาย!”
ฮั่วหัวฉวีฟังคำพูดของไป๋ปิงแล้วก็ยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์และเอ่ยอย่างล้อเลียน
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นถ้าแฟนฉันรู้ เขาจะไม่ปล่อยแกไว้แน่!”
ไป๋ปิงไม่สะท้านสะเทือนต่อคำขู่ของฮั่วหัวฉวี
ก่อนหน้านี้เธอไม่รู้ว่าหานชิงอวี่มาจึงรู้สึกกังวลใจ แต่พอรู้ว่าเขาพาคนมาช่วยแล้ว เธอก็กล้าขึ้นมา
“หึ คิดว่าฉันกลัวแกเหรอ! ตอนที่ฉันเล่นพิเรนทร์ พวกแกยังกินนมอยู่เลย!”
ฮั่วหัวฉวีขมวดคิ้วก่อนจะหันไปสั่งจางอวี้หัว
“ออกไปจับไอ้สองคนนั่นมาหักขาซะ วันนี้ฉันจะเล่นให้สนุก!”
“ครับเจ้านายฮั่ว รับรองว่าคุณจะพอใจ!”
จางอวี้หัวรีบรับคำอย่างสอพลอ แล้วเตะลูกน้องคนนั้น
“ไอ้เวร พาฉันไป!”
ลูกน้องรู้สึกอึดอัด แต่ก็เชื่อฟังคำสั่งของหัวหน้า พาจางอวี้หัวออกไปอย่างรีบร้อน