ปลดล็อคระบบแพทย์มือใหม่ยอดอัจฉริยะ - บทที่ 435 ผู้ป่วยเตียงสี่
บทที่ 435 ผู้ป่วยเตียงสี่
“ทำไมฉันต้องขอโทษเขาด้วย? ก็แค่ไม่ตั้งใจเอง ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าวันนี้ถ้าฉันไม่ขอโทษ คุณจะทำอะไรฉันได้”
เสิ่นเล่อเล่อเป็นคนที่ไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว แม้ที่นี่จะไม่ใช่ถิ่นของเธอ แต่เธอก็ไม่ยอมให้ใครมากลั่นแกล้งได้ง่าย ๆ
เฉินเฉินคนนี้จ้องหาเรื่องพวกเขามาตั้งแต่ต้น และยังชอบพูดจาประชดประชัน ตอนที่หานชิงอวี่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม หลี่ซิงเฉียงก็ไม่เห็นจะออกหน้ามาปกป้อง
แต่ตอนนี้กลับออกมาชี้นิ้วต่อว่าเธอ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมาจากโรงพยาบาลระดับล่าง แต่ก็ไม่ได้กลัวอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
“เธอจะขอโทษหรือไม่ขอโทษ?”
“ฉันจะบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่า ไม่มีทางที่ฉันจะขอโทษเขา”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองเริ่มทะเลาะกันรุนแรงขึ้น เฉินเฉินก็ออกมาแทรก “พอได้แล้ว อย่าทะเลาะกันอีก มันจะรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย”
“บางทีพวกเขาอาจจะไม่พอใจเรา ก็เลยอยากระบายความไม่พอใจ ผมเป็นคนใจกว้าง ให้อภัยพวกเขาได้”
คำพูดประชดประชันของเฉินเฉินนั้นชัดเจนมาก แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่คำพูดเหล่านั้นก็ชี้ให้เห็นว่าเสิ่นเล่อเล่อจงใจหาเรื่องเขา และใช้โอกาสนี้เพื่อระบายความไม่พอใจของตัวเอง
ยิ่งรวมกับคำพูดก่อนหน้านี้ที่เขาพูดในห้องทำงาน หลี่ซิงเฉียงก็ยิ่งทนไม่ไหว
“พวกคุณไม่รู้ว่าหมอเฉินเก่งขนาดไหน ไม่รู้เลยว่าเขามีความสำคัญกับโรงพยาบาลของเรามากแค่ไหน พวกคุณน่ะช่างหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใคร ไม่รู้เลยว่าโรงพยาบาลของพวกคุณสอนอะไรกันมาบ้าง”
เสิ่นเล่อเล่อได้ยินดังนั้นก็โกรธจนแทบจะทนไม่ไหว อยากจะวิ่งไปตบหน้าอีกฝ่ายสักสองสามที
ตั้งแต่แรกเริ่มก็เป็นฝ่ายนั้นที่ทำตัวสูงส่ง ไม่เห็นหัวใคร แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้พวกเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายก่อเรื่อง การกลับขาวเป็นดำแบบนี้ยิ่งทำให้เสิ่นเล่อเล่อไม่พอใจมากขึ้น
“ฝีมือมีแค่ไหนยังไม่เห็นเลยค่ะ แต่ปากนี่เก่งจริง ๆ ถ้าหมอเฉินเก่งขนาดนั้น ตอนที่ต้องทำการผ่าตัดทำไมถึงไม่เห็นหน้าเขาเลยล่ะคะ?”
“ต้องให้หมอหานช่วยแทน ถึงจะผ่าตัดสำเร็จถึงสองครั้งติดกัน ฉันก็ไม่เห็นว่าหมอเฉินจะมีความสามารถสักเท่าไหร่เลยนี่นา”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของเฉินเฉินก็เปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีทันที
หานชิงอวี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้ทันทีว่าเฉินเฉินมีเจตนาอะไร การที่อีกฝ่ายทำทีเหมือนจะเข้ามาห้าม แต่จริง ๆ แล้วกลับเป็นการยั่วยุให้สถานการณ์แย่ลงต่างหาก
ดูเหมือนว่าการที่ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันจะเป็นประโยชน์กับหมอเฉินคนนี้
แต่หานชิงอวี่ไม่อาจอยู่เฉยได้ เพราะเสิ่นเล่อเล่อเถียงแทนเขาจนต้องมีเรื่องกับอีกฝ่าย
“พอได้แล้วละ หมอเสิ่นพูดถูก หมอเฉินอาจไม่ได้มีความสามารถมากมาย แต่ปากนี่เก่งจริง ๆ ผมไม่เข้าใจเลยว่าคุณจะยั่วยุให้มันเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา?”
“หรือว่าคุณอยากให้หัวหน้าเข้ามาลงโทษพวกเขาสองคน? หรือว่าคุณมีจุดประสงค์อื่น?”
หลี่ซิงเฉียงไม่ใช่คนโง่ เมื่อได้ยินหานชิงอวี่พูดเช่นนั้น เขาก็หันไปมองเฉินเฉินด้วยความสงสัย
ก่อนหน้านี้ในห้องทำงาน เฉินเฉินพูดชัดเจนว่าคนที่หยิ่งยโสคือหานชิงอวี่ แต่จากที่ได้เห็นเมื่อครู่ หานชิงอวี่กลับไม่มีท่าทีว่าจะก่อเรื่องใด ๆ เพียงยืนเฉย ๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่เฉินเฉินกลับเป็นฝ่ายที่คอยยั่วโมโหคนอื่นด้วยคำพูดตลอด
หลี่ซิงเฉียงหันไปมองเฉินเฉินอีกครั้ง เขาเริ่มตระหนักได้ว่าการที่เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวในครั้งนี้ อาจจะถูกเฉินเฉินใช้เป็นเครื่องมือ
“เห็นว่าคุณเป็นผู้หญิงหรอกนะ งั้นผมจะไม่เอาเรื่อง”
“ถ้ามีครั้งหน้า ผมจะบอกเรื่องนี้ให้คณบดีรู้ ให้เขารีบส่งพวกเธอกลับไปที่โรงพยาบาลเดิม”
“ในเมื่อมาช่วยงานก็จงทำตัวให้เรียบร้อย อย่ามาก่อเรื่อง โรงพยาบาลนี้มีผู้ป่วยมากมาย ไม่มีเวลามาเสียให้กับเรื่องพวกนี้หรอก”
เสิ่นเล่อเล่อยังคงอยากจะโต้เถียงต่อ แต่หานชิงอวี่ก้าวเข้ามาจับแขนเธอไว้ ทำให้เธอยอมสงบลง
“ช่างเถอะ หมอเสิ่น ไม่ต้องไปเสียเวลากับพวกคนแบบนี้หรอก มีแต่จะทำให้ตัวเองเสียศักดิ์ศรี”
เมื่อทั้งสองฝ่ายมีทางลง จึงไม่ได้ทะเลาะกันต่อ
ก่อนจะเดินจากไป เสิ่นเล่อเล่อยังคงหันไปจ้องเฉินเฉินด้วยสายตาไม่พอใจ
เฉินเฉินมีสีหน้าหม่นหมอง ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นเขาคนเดียวที่ต้องเจอปัญหา ไม่เพียงแต่ถูกสาดน้ำใส่ ยังถูกหลี่ซิงเฉียงจับได้ว่าเขามีเจตนายั่วยุให้เกิดความขัดแย้งอีกด้วย
ในขณะนั้นเอง หวังฮ่าวก็เดินมาจากทางบันได
ทุกคนคิดว่าเขาน่าจะได้ยินการทะเลาะกันเมื่อครู่จึงหยุดพูดกันและรอดูว่าเขาจะพูดอะไร แต่เมื่อหวังฮ่าวเดินมาถึง เขากลับบอกเรื่องอื่นแทน
“ทุกคน ผมมีข่าวจะบอก พวกเราจะมีทีมจากสถานีโทรทัศน์เข้ามาสัมภาษณ์ที่นี่”
“ทุกคนต้องระวังให้ดี อย่าทำพลาด ต้องแสดงให้เห็นด้านที่ดีที่สุด ให้ประชาชนทั่วประเทศเห็นถึงจิตวิญญาณที่ดีงามของเรา และทำให้ผู้ป่วยที่อยู่ในความเสี่ยงมั่นใจในตัวเรา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็ดีอกดีใจ เพราะนี่ถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับพวกเขา และสำหรับโรงพยาบาลที่พวกเขาสังกัดอยู่ด้วย
เฉินเฉินก้าวขึ้นไปข้างหน้าและถามขึ้นว่า “คณบดีครับ พอจะบอกได้ไหมว่าทีมงานจะมาถึงเมื่อไหร่ ผมจะได้เตรียมตัว”
หวังฮ่าวตอบกลับอย่างเคร่งขรึม “จะเตรียมอะไรล่ะ? ทำทุกอย่างให้เป็นปกติก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งแกล้งทำอะไร เราทำงานอย่างหนักมาตลอดอยู่แล้ว ถ้าแสดงละครจนคนอื่นจับได้ก็จะดูแย่กว่าเดิม”
คำพูดของหวังฮ่าวทำให้เฉินเฉินหน้าเสียไปชั่วขณะ เขาจึงต้องรีบพูดแก้ตัว “คณบดีคงเข้าใจผิดแล้วครับ ที่ผมหมายถึงคือแค่เตรียมตัวเล็กน้อย ให้ทีมงานเห็นเราในสภาพที่ดีที่สุดครับ”
“อืม พวกเขาน่าจะใกล้มาถึงแล้วละ ตอนที่ผมได้รับข่าวมา พวกเขาก็ออกเดินทางกันแล้ว”
ทุกคนไม่ลังเลอีกต่อไป และเริ่มตรวจผู้ป่วยตามตารางที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า
ยกเว้นคณบดีและหัวหน้าบางคนที่ต้องประจำอยู่ในห้องผ่าตัด คนอื่น ๆ ต้องไปตรวจตามห้องผู้ป่วย
ไม่นานนักก็มีพยาบาลมาแจ้งข่าวว่าหนึ่งในผู้ป่วยมีสถานการณ์ที่ผิดปกติ
“ผู้ป่วยเตียงสี่สีหน้าไม่ค่อยดีเลยค่ะ”
ทุกคนรีบเดินไปที่ห้องนั้นทันที
ผู้ป่วยเตียงสี่คือคนที่ประสบภัยจากแผ่นดินไหวและต้องถูกตัดขา ใบหน้าของเขาซีดเซียว ไม่มีสีเลือดเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาของเขาไร้ประกาย แต่เมื่อทุกคนถามอาการ ผู้ป่วยรายนี้กลับให้คำตอบที่ทำให้พวกเขางงงวย
“คุณรู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างไหม?”
“รู้สึกดีขึ้นแล้วครับ ตอนเพิ่งผ่าตัดเสร็จใหม่ ๆ ยังรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคย แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรนะครับ”
ทุกคนขมวดคิ้วด้วยความกังวล
แต่เฉินเฉินกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก และรีบสรุปสถานการณ์ทันที
“ในเมื่อคนไข้ไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร เราก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกไปหรอกครับ อย่างที่รู้กันว่าการตัดอวัยวะเป็นการผ่าตัดใหญ่ ผมว่าอาจเป็นเพราะคนไข้ยังไม่คุ้นเคยกับสภาพหลังจากการตัดอวัยวะ”
พูดจบ เฉินเฉินก็เตรียมจะไปตรวจห้องผู้ป่วยถัดไป แต่หานชิงอวี่กลับยังคงยืนนิ่งอยู่
คิ้วของเขายังไม่คลายความกังวลออกไป
ทุกคนจึงหันกลับมามองเขาอีกครั้งเพื่อดูว่าความเห็นของเขาเป็นอย่างไร
“ทำไมล่ะ คุณคิดว่าคนไข้รายนี้มีปัญหาเหรอ?” เฉินเฉินขมวดคิ้วและถามขึ้น
“แน่นอนว่ามีปัญหา การที่ไม่คุ้นเคยกับสภาพหลังตัดอวัยวะไม่น่าจะทำให้เกิดอาการแบบนี้ นี่มันชัดเจนว่ามีปัญหาอื่น” หานชิงอวี่เอ่ยด้วยความมั่นใจ
แต่เฉินเฉินกลับตั้งใจที่จะคัดค้าน “ถ้าคุณคิดว่ามีปัญหา งั้นก็บอกมาสิว่าปัญหาคืออะไร ให้ทุกคนได้รู้กันไปเลย จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากันอยู่ตรงนี้!”