ปลายจวักครองใจ - ตอนที่ 44 องครักษ์ที่ไว้ใจได้
มีน้ำอุ่นอาบ มีอาหารร้อนๆ หากเทียบกับสิ่งที่
พบเจอในวัดร้าง ที่นี่ก็คือสวรรค์เลยทีเดียว
ลั่วเซิงนอนหลับได้อย่างสบายใจ หลังจากล้าง
หน้าบ้วนปากแล้ว นางก็เดินออกจากห้อง
คุณชายสามเซิ่งกำลังรออยู่ข้างนอก ตรงหน้าเต็ม
ไปด้วยร่มเงาของต้นไม้
“พี่ชายนอนไม่หลับหรือ”
คุณชายสามเซิ่งรีบปฏิเสธ “ไม่ใช่หรอก เมื่อคืน
ข้านอนหลับสบายมากเลย”
เขาไม่คิดว่าลั่วเซิงจะดูกระปรี้กระเปร่าเช่นนี้ ทำ
เอาเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยอดทนสักเท่าไร
เขาแอบมองใบหน้านวลพวงแก้มแดงฝาดของลั่ว
เซิงแล้วรู้สึกชื่นชม อย่างไรเสียก็เป็นน้องหญิง
หลานนอกที่ปลดเข็มขัดของไคหยางอ๋องโดยไม่
เปลี่ยนสีหน้าเชียวนะ ยามเจอปัญหากลับมีความ
สงบเยือกเย็นกว่าเขามาก
ลั่วเซิงตั้งสติได้ดีกว่าคุณชายสามเซิ่งจริงๆ
ตายแล้วฟืน พบกับโศกนาฏกรรมทั้งตระกูล
ภายใต้แรงโจมตีเช่นนี้นางยังสามารถคงสติตัวเอง
เอาไว้ได้ หากเปรียบเทียบกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวัด
ร้างเมื่อวานนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก
“พี่ชายจะไปกินอาหารเช้าที่ใดหรือ” ลั่วเซิงคิด
ว่าเมื่อวานนี้คุณชายสามเซิ่งต้องตกใจมากแน่
นางคิดว่าควรจะชดเชยให้กับชายหนุ่มผู้ไร้
ความผิดนี้
“ก็กินอาหารเช้าที่โถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมไปเถอะ
กินเสร็จแล้วเราไปจ้างผู้คุ้มกันสินค้ากัน รีบ
เดินทางในขณะที่ฟั้ายังสว่าง เช่นนี้เราก็จะถึง
เมืองถัดไปก่อนฟั้าจะมืด”
ลั่วเซิงพยักหน้า “เช่นนั้นก็กินอาหารที่โรงเตี๊ยม
แล้วกัน”
พวกเขามาถึงโถงใหญ่แล้วก็พบว่ามีคนนั่งอยู่ไม่
น้อย
แปั้งทอดหอมเจียวโรยด้วยงา ข้าวเหนียวทอดสี
ทอง น้ำแกงรสเผ็ดและเส้นบะหมี่ใสๆ อาหาร
หลากหลายชนิดทำให้กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้ง
โถง ชายหนุ่มผู้เหนื่อยล้ามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“น้องหญิง เรานั่งข้างหน้าต่างกันเถิด”
ทั้งกลุ่มเหลือเพียงห้าคนและไม่ได้ถือสาเรื่อง
ตำแหน่งสูงต่ำ นั่งล้อมวงรอบโต๊ะหน้าต่าง
อาหารจานต่างๆ ก็ถูกนำมาวางอย่างรวดเร็ว
ลั่วเซิงสั่งบะหมี่หยางชุนชามหนึ่งแล้วกินอย่าง
ช้าๆ
บะหมี่มีเพียงหัวหอมซอย น้ำซุปดูเหมือนไม่ได้ใส่
ใจในการทำมาก รสชาติจืดชืด ไม่มีรสชาติอะไร
เลย
คุณชายสามเซิ่งก็มีบะหมี่หยางชุนชามหนึ่งอยู่
ตรงหน้า กินไปช้อนหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้ว
บะหมี่นี่ไม่อร่อยเลย
เขาแอบมองลั่วเซิง แม้เห็นว่านางค่อยๆ เคี้ยว
และกลืนอย่างช้าๆ แต่ชามบะหมี่ก็หมดไป
ครึ่งหนึ่งแล้ว ก่อนจะถามอย่างกลัดกลุ้มว่า “น้อง
หญิงคิดว่าบะหมี่นี้เป็นอย่างไร”
ลั่วเซิงใช้ผ้าเช็ดมุมปาก ก่อนจะตอบด้วยคำพูด
สั้นกะทัดรัด ได้ใจความ “ไม่อร่อย”
คุณชายสามเซิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกินเข้าไปคำ
ใหญ่
เขาคิดว่าขอเพียงแค่ประสาทการรับรสของเขายัง
ไม่ผิดปกติก็พอ ถึงจะไม่อร่อยก็ตาม อย่างน้อย
เขาก็ไม่ควรจู้จี้จุกจิกมากกว่าน้องหญิงผู้เป็นหญิง
สาว
“กลับไป ข้าจะทำบะหมี่ให้พี่กิน” ลั่วเซิงเอ่ย
เสียงเบา เมื่อเห็นชายหนุ่มกำลังก้มหน้ากินบะหมี่
การไล่สังหารครั้งนี้พุ่งเปั้ามาที่คุณหนูลั่ว ทำให้
คุณชายสามเซิ่งพลอยเดือดร้อนไปด้วย เช่นนั้นก็
ใช้อาหารรสเลิศปลอบใจก็แล้วกัน
คุณชายสามเซิ่งที่กำลังก้มหน้ากินบะหมี่เงยหน้า
อย่างแรงทันใด ราวกับจะเปล่งแสงได้อย่างไร
อย่างนั้น “จริงหรือ”
“แน่นอนว่าต้องไม่หลอกพี่อยู่แล้ว”
มีขาหมูขอทานตกถึงท้องเป็นประกัน ทำให้
คุณชายสามเซิ่งไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะ
เอ่ยด้วยความตื่นเต้น “เช่นนั้นข้าจะไม่กิน
บะหมี่หยางชุน หากจะให้ดีขอเป็นหมูสามชั้น
เลย!”
ลั่วเซิงครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะยิ้มพลางเอ่ย
“เช่นนั้นก็ทำบะหมี่เครื่องผัด ใช้หมูสามชั้นที่มี
ไขมันหกส่วน เนื้อสี่ส่วนเป็นเครื่องผัด”
“ซู้ด” คุณชายสามเซิ่งกินบะหมี่ที่ไร้รสชาติอร่อย
เข้าไปเต็มปากพร้อมกลืนน้ำลาย
เสียงเยาว์วัยของชายหนุ่มดังขึ้น “บะหมี่หยางชุน
สองชาม แปั้งทอดต้นหอมแปดชิ้น”
คุณชายสามเซิ่งชะงัก
เสียงที่คุ้นเคย น่าจะเป็นเพราะทิ้งภาพจำไว้ในใจ
เขาค่อนข้างลึกซึ้ง
เขาพลันมองไปทางนั้น ก่อนดวงตาจะเบิกโต
อย่างห้ามไม่อยู่
ไม่แปลกใจที่ฟังคุ้นหู เพราะเขาเป็นองครักษ์ของ
ท่านอ๋องไคหยางที่ต้องการซื้อขาหมูขอทานจาก
เขานั่นเอง!
คุณชายสามเซิ่งหันไปมองด้านข้างก็เห็นเว่ยหาน
อยู่ด้วยจริงๆ
เว่ยหานยังคงอยู่ในอาภรณ์แดง ยืนตระหง่าน
เงียบๆ ในห้องโถงใหญ่ ดูโดดเด่นไม่น้อย
คนงานรีบเข้ามาต้อนรับด้วยท่าทีนอบน้อม ก่อน
จะนำทั้งสองไปที่โต๊ะหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับลั่วเซิงและ
คนอื่นๆ พอดี
ในเวลานั้นเอง องครักษ์ก็สังเกตเห็นลั่วเซิงและ
คณะจึงกระซิบเตือนเว่ยหานว่า “นายท่าน เป็น
พวกคุณหนูลั่วขอรับ”
เว่ยหานเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสบเข้ากับแววตา
เยือกเย็นของหญิงสาวพอดี
เขาพยักหน้าเล็กน้อยและเบนสายตากลับ
“บะหมี่หยางชุนมาแล้ว…” คนงานถือถาดพร้อม
บะหมี่หยางชุนสองชามและแปั้งทอดต้นหอม
หนึ่งชามมาให้
เว่ยหานหยิบแปั้งทอดขึ้นมากิน
ลั่วเซิงวางตะเกียบลง มองเว่ยหานพลางครุ่นคิด
คุณชายสามเซิ่งที่กินจนอิ่มสังเกตเห็นบรรยากาศ
ผิดปกติ ก่อนจะกระซิบ “น้องหญิง พวกเรา
จ่ายเงินและไปกันเถอะ”
“รอก่อน” ลั่วเซิงลุกขึ้นเดินไปหาเว่ยหาน
“น้องหญิง” คุณชายสามเซิ่งเรียกด้วยน้ำเสียงที่
ดังขึ้นเล็กน้อย แต่ถูกหงโต้วกลอกตาใส่อย่างแรง
“คุณชายหลานนอก อย่าขัดเรื่องดีๆ ของคุณหนู
สิเจ้าคะ”
เรื่อง เรื่องดีๆ อย่างนั้นหรือ
ใบหน้าของคุณชายสามเซิ่งเครียดลงทันที
ใช่เรื่องดีๆ ที่เขาคิดไว้หรือไม่
“คุณหนูลั่วมีเรื่องอะไรหรือ” เว่ยหานวาง
ตะเกียบลง มองลั่วเซิงด้วยใบหน้าเรียบเฉย
กริชสั้นสีฉูดฉาดยังคงอยู่ในอกเขา คอยย้ำเตือน
เขาเสมอว่าว่าเขาคิดจะทำร้ายนาง ทว่าผลร้าย
นั้นกลับย้อนเข้าตัว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเพิ่มความระมัดระวังต่อหญิง
สาวคนนี้มากกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว
องครักษ์ที่นั่งข้างเว่ยหานมองลั่วเซิงและกลับมา
มองนายท่านของตน ก่อนจะหยิบชามขึ้นแล้ว
เดินจากไปเงียบๆ
ใบหน้าหล่อเหลาที่เดิมทีไร้อารมณ์ความรู้สึกของ
เว่ยหานดูเคร่งเครียดขึ้น
ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอคุณหนูลั่วบนถนนในเมือง
หลวง เจ้าสารเลวสือเยี่ยนก็กลายเป็นคนไม่
น่าเชื่อถือไปแล้ว
ลั่วเซิงนั่งลงตรงข้ามอย่างผ่าเผย ก่อนจะเอ่ยถาม
“ไม่ทราบว่าท่านอ๋องจำข้อตกลงก่อนหน้านี้ได้
หรือไม่เจ้าคะ”
เว่ยหานเลิกคิ้วขึ้น “ความจำของข้ายังไม่เลวร้าย
ถึงเพียงนั้น คุณหนูลั่วมีเรื่องอะไรก็พูดตรงๆ ได้
เลย”
ลั่วเซิงยิ้มเล็กน้อย “พวกเราพบเจอคนร้ายตลอด
ทาง อยากจะขอให้ท่านอ๋องช่วยปกปั้องพวกเรา
ไปยังเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
มาเร็ว ยังมิสู้มาได้ทันเวลา ความสามารถของ
ไคหยางอ๋องนั้นน่าเชื่อถือมากกว่าผู้คุ้มกันกลุ่ม
หนึ่งที่ไร้ที่มาเสียอีก
เว่ยหานเงียบไปชั่วขณะ
จากที่นี่ไปยังเมืองหลวงอย่างน้อยก็ห้าหรือหกวัน
จะให้เขาเป็นองครักษ์เป็นเวลาห้าหรือหกวัน
อย่างนั้นหรือ
เขาที่มีศักดิ์เป็นอ๋องไม่ได้ถือสาที่จะเป็นองครักษ์
ให้เด็กสาวคนหนึ่ง ทว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ใช่เด็กสาว
ธรรมดา
นางเคยมีคดีมาก่อนน่ะสิ!
เว่ยหานไม่อยากถูกเด็กสาวคนหนึ่งปลดเข็มขัด
อีกเป็นครั้งที่สอง
เสียงเย็นชาของเด็กสาวดังขึ้น “ช่างเถิด หาก
ท่านอ๋องรู้สึกลำบาก อย่างนั้นก็แลกกริชนั้นเป็น
เงินตำลึงให้ข้าก็ได้”
เว่ยหานกำมือแน่น ก่อนจะเผยรอยยิ้มไม่แยแส
ออกมา “หากคุณหนูลั่วคิดว่าการแลกเปลี่ยนนี้
เหมาะสม ข้าก็ยินดีอย่างถึงที่สุด”
หากมีเงิน ยังจะมีคำสัญญานั้นอีกได้อย่างไร
ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นควบคุมไม่ใช่เรื่องที่ดี ดังนั้น
เว่ยหานจึงทำได้เพียงรักษารอยยิ้มเอาไว้ และ
ลอบสาบานกับตัวเองว่าต่อไปจะพกเงินอย่าง
น้อยหนึ่งหมื่นตำลึงไว้กับตัวเวลาออกจากจวน
ลั่วเซิงลุกขึ้น ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อย “เช่นนั้น
ก็ขอบคุณท่านอ๋องที่ช่วยดูแลล่วงหน้า ท่านอ๋อง
เชิญทานอาหารให้อร่อยเถิดเจ้าค่ะ พวกเราจะไป
เก็บของก่อน”
ลั่วเซิงและคณะออกจากห้องโถงใหญ่ องครักษ์
สือเยี่ยนยกชามเดินเข้ามา “นายท่าน ท่านจะไป
ส่งคุณหนูลั่วกลับเมืองหลวงจริงๆ หรือ”
“แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ” เว่ยหานย้อนถามด้วย
สีหน้านิ่งเฉย
สือเยี่ยนมีท่าทีชื่นชม “ไม่มีอะไรๆ ข้าน้อยก็แค่
ถามสอบถามเท่านั้น”
ได้รับของขวัญแทนใจจากสตรีที่ตนรัก และยังได้
โอกาสใกล้ชิดกับหญิงสาวในดวงใจตลอดเช้าค่ำ
ที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว แหม
จะมีชายหนุ่มคนใดที่เก่งกว่านายท่านของพวก
เขาอีกไหม
ส่วนเรื่องหญิงสาวผู้นั้นคือคุณหนูลั่ว…แค่กๆ การ
ที่นายท่านตาไร้แววนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะเอา
มาปนกันไม่ได้
สือเยี่ยนมีความรู้สึกขัดแย้งอยู่เสมอในการชื่นชม
การกระทำอันแข็งแกร่งของเจ้านายและยังกังวล
เกี่ยวกับสายตาที่ไม่เฉียบแหลมของนายท่าน
จนกระทั่งเขาหยุดพักระหว่างทางในวันนี้และได้
กินบะหมี่เครื่องผัดจากคุณหนูลั่ว
[เล่ม 2] ตอนที่ 45 ถึงเมืองหลวง
ซิ่วเย่ว์กำลังนวดแปั้ง ขณะที่ลั่วเซิงกำลังผัด
เครื่องแกง
การนวดแปั้งนั้นมีความประณีตมาก แต่คน
จำนวนมากที่รู้จักเพียงการกินไม่สามารถมอง
ออกได้ สิ่งที่ดึงดูดพวกเขามากกว่านั้นคือกลิ่น
หอมที่ลอยมาจากการผัดเครื่องแกง
ในหม้อเหล็กใบใหญ่ที่วางอยู่บนกองไฟ ชิ้นเนื้อ
หมูสามชั้นที่ผัดจนเกรียมแล้วก็ใส่หอมหัวใหญ่
ซอย พริกแห้งและเครื่องปรุงต่างๆ เมื่อกลิ่นหอม
เข้มข้นขึ้นจึงใส่พริกปั่น กลิ่นเผ็ดร้อนก็ยิ่ง
หนาแน่นขึ้น
เมื่อเห็นชิ้นหมูทุกชิ้นถูกห่อหุ้มด้วยผงพริกแดงจับ
ตา คุณชายสามเซิ่งก็ไม่อาจกลั้นน้ำลายไว้ได้
“น้องหญิง ดูเหมือนเผ็ดอยู่นะ”
ลั่วเซิงเทน้ำส้มสายชูลงในหม้อและผัดต่อ ก่อน
จะเอ่ย “กินแล้วจะอร่อย”
คำตอบที่ตรงไปตรงมานี้ทำให้คุณชายสามเซิ่งไม่
มีอะไรจะพูด แต่เขาก็ไม่ยอมเดินไปไหน ทำเพียง
แค่ยืนจ้องมองอยู่ข้างหม้อ
เมื่อเห็นลั่วเซิงเติมน้ำเข้าไปแล้วปิดฝาหม้อ ยาม
เหลียวหลังไม่เห็นชิ้นหมูที่เปือนน้ำมันสีแดงอีก
ต่อไป คุณชายสามเซิ่งก็ถามอีกว่า “น้องหญิง
เราจะกินได้เมื่อไหร่”
ลั่วเซิงที่ทำอาหารด้วยความอดทนตอบด้วย
น้ำเสียงอ่อนโยน “ต้องเคี่ยวอย่างน้อยสองเค่อ”
กลิ่นหอมจากช่องว่างของฝาหม้อยั่วยวนแมลง
ตะกละในท้องคนมากขึ้น เมื่อลั่วเซิงเตรียม
เครื่องแกงเสร็จและเริ่มเคี่ยวน้ำแกงรสเปรี้ยว ซิ่ว
เย่ว์ก็เริ่มตัดบะหมี่
คุณชายสามเซิ่งถามด้วยความอยากรู้ “น้องหญิง
ทำไมเราต้องเคี่ยวน้ำแกงด้วย”
ลั่วเซิงไม่หยุดมือ ถามกลับว่า “พี่ชายรู้ไหมว่า
บะหมี่ผัดเครื่องแกงที่อร่อยต้องทำอย่างไร”
คุณชายสามเซิ่งส่ายศีรษะ
เขาไม่รู้หรอก รู้แค่ว่าทุกอย่างที่น้องหญิงทำต้อง
อร่อย
ลั่วเซิงยิ้มเล็กน้อย “หากอยากทำบะหมี่ผัด
เครื่องแกงให้อร่อย เครื่องแกงต้องเยิ้ม น้ำแกง
ต้องใส และเส้นบะหมี่ต้องร้อน น้ำแกงนี้ใช้น้ำที่
ใช้ต้มบะหมี่ไม่ได้ ต้องเคี่ยวน้ำแกงรสเปรี้ยวใหม่”
คุณชายสามเซิ่งประหลาดใจ “ไม่นึกว่าจะมี
รายละเอียดมากมายเพียงนี้”
ลั่วเซิงเอียงตัวเทน้ำมันเครื่องแกงลงในน้ำแกง
และพูดเบาๆ “ทุกสิ่งที่อยากทำให้ดี ต้องตั้งใจ
เป็นพิเศษ”
เว่ยหานที่ไม่ได้พูดอะไรอยู่นาน มองลั่วเซิง ก่อน
จะมองลงไปยังน้ำแกงเปรี้ยวที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จ
รู้สึกว่าน่าอร่อยมาก
ตอนนี้เอง ซิ่วเย่ว์ก็ต้มบะหมี่เสร็จแล้วและเทลง
ในชามเครื่องเคลือบสีเขียว ราดด้วยเครื่องแกง
และเทน้ำแกงรสเปรี้ยวลงไป ชามบะหมี่ผัด
เครื่องแกงที่เปรี้ยวเผ็ดและหอมหวนก็พร้อมแล้ว
“กินข้าวได้แล้ว” หงโต้วร้องเรียกด้วยความยินดี
เว่ยหานมองชามบะหมี่หลายชามโดยไม่แสดง
อารมณ์ นับในใจเงียบๆ หนึ่ง สอง สาม…
หากเขาไม่นับผิด ขาดไปสองชาม
เมื่อเห็นคุณชายสามเซิ่งและคนอื่นๆ รีบมา
รวมตัวกันแย่งชามบะหมี่กินอย่างเอร็ดอร่อย เว่ย
หานก็นิ่งเงียบกว่าเดิม
สือเยี่ยนถามอย่าอดไม่ไหว “คุณหนูลั่ว เหตุใดไม่
มีของข้ากับท่านอ๋องเล่า”
“เช่นนั้นหรือ” ลั่วเซิงมองหงโต้วอย่างไร้เดียงสา
หงโต้วถือชามบะหมี่ถลึงตาโต “ท่านอ๋องคุ้มกัน
คุณหนูเข้าเมืองหลวงแลกกับกริชฝังเพชรเล่มนั้น
มิใช่หรือ คุณหนูพวกเราไม่ได้ว่าจ้างเสียหน่อย
เหตุใดเราต้องดูแลเรื่องอาหารด้วยเล่า”
สือเยี่ยนถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก อดมองไปที่
เว่ยหานไม่ได้
เว่ยหานก้มหน้าลง สีหน้าเย็นชา
เจ้าโง่เอ๊ย หรือต้องให้เขาออกหน้าโต้แย้งเพื่อขอ
บะหมี่ผัดเครื่องแกงคนอื่นหรือไร
แต่บะหมี่ก็ยังต้องกิน หากวันนี้ไม่ได้กิน เมื่อกลับ
ถึงเมืองหลวงเขาจะไล่สือเยี่ยนไปทำความสะอาด
ถังอุจจาระ ต่อไปครั้งหน้าพอออกจากจวนจะ
เปลี่ยนเป็นพี่น้องของสือเยี่ยนมาแทน
สือเยี่ยนรู้สึกขนลุก
ไม่ได้ วันนี้เขาต้องทำให้ท่านอ๋องได้กินบะหมี่ผัด
เครื่องแกงให้ได้ เพราะหากไม่ได้กิน ท่านอ๋องคง
ส่งเขาไปทำความสะอาดถังอุจจาระเป็นแน่ และ
ครั้งต่อไปที่ออกจากจวนพี่น้องของเขาพี่ใหญ่สือ
หั่ว พี่รองสือเหยียน น้องสี่อี้จะได้มาแทน
ความรู้สึกถึงวิกฤติอันรุนแรงทำให้องครักษ์น้อย
ฉลาดปราดเปรื่องขึ้นมาทันที โพล่งออกมาว่า
“พวกเราจะจ่ายเงินซื้อ!”
“จ่ายเงินหรือ” หงโต้วชี้ชามใหญ่ที่ถืออยู่ “เจ้าดู
สิ บะหมี่ขาวบางเนียนใส น้ำมันเปรี้ยวเผ็ด
หอมหวน บะหมี่ผัดอร่อยเช่นนี้ ซื้อด้วยเงินได้
หรือ”
สือเยี่ยนมองตามโดยไม่รู้ตัว น้ำลายก็ไหลออกมา
อีกครั้ง ยิ้มแหยก่อนจะเอ่ย “เราจะจ่ายมาก
กว่าเดิม”
หงโต้วที่อาหารเต็มปากเห็นว่าคุณหนูไม่ได้
คัดค้านก็กลืนบะหมี่ลงไป ก่อนจะเบ้ปากพูดว่า
“เช่นนั้นเจ้าบอกมาซิ หนึ่งชามจะจ่ายเท่าไหร่”
สือเยี่ยนคิดเลขอย่างรวดเร็ว โดยปกติบะหมี่ผัด
เครื่องแกงหนึ่งชามคือสิบห้าอีแปะ บะหมี่ผัด
เครื่องแกงที่คุณหนูลั่วทำมีค่ามากกว่า จ่ายเพิ่ม
หนึ่งตำลึงก็ไม่น้อยแล้วกระมัง
สือเยี่ยนชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“หนึ่งร้อยตำลึงหรือ” หงโต้วขมวดคิ้ว หันศีรษะ
ไปหาลั่วเซิงเพื่อขอความเห็น “คุณหนู ท่าน
ว่า…”
ลั่วเซิงยิ้มเล็กน้อย “ได้ ท่านอาซิ่ว ทำบะหมี่อีก
สองชาม”
สือเยี่ยนตกใจจนตัวสั่น
หนึ่งร้อยตำลึงสำหรับบะหมี่ผัดเครื่องแกงหนึ่ง
ชาม นี่กินบะหมี่หรือ กินเม็ดเงินต่างหากเล่า!
นายท่านจะตัดศีรษะเขาหรือไม่นะ
สือเยี่ยนมองเว่ยหานทั้งน้ำตา
เว่ยหานยังคงสีหน้าเย็นชา
แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บปวด แต่จะแสดงออกมาไม่ได้
เงินสองร้อยตำลึงเขามีอยู่แล้ว แต่การใช้เงินมา
แลกกับบะหมี่สองชามต่างอย่างไรกับคนโง่เล่า
ช่างเถอะ ได้เรียนรู้ถึงความเจ้าเล่ห์ของคุณหนูลั่ว
แล้ว คราวหน้าเตรียมเสบียงแห้งมาก็สิ้นเรื่องแล้ว
สือเยี่ยนเข้าใจความคิดของเจ้านายตนเป็นอย่าง
ดี ข่มความเจ็บปวดยื่นตั๋วเงินสองใบไปให้
หงโต้วรับเงินมาด้วยมือหนึ่งและยื่นชามบะหมี่ส่ง
ให้อีกมือด้วยสีหน้าเสียดาย “นี่เห็นแก่หน้าท่าน
อ๋องหรอกนะ ไม่เช่นนั้นหนึ่งร้อยตำลึงต่อถ้วยเรา
ก็ไม่ขาย เพราะคุณหนูของเราไม่ได้ขาดเงิน”
ข้อมือสือเยี่ยนสั่น ลอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
หากไม่ใช่เพราะจ่ายหนึ่งร้อยตำลึงต่อบะหมี่หนึ่ง
ชาม อีกทั้งยังหิวโซแล้วล่ะก็ เขาจะเอาถ้วยบะหมี่
นี่คว่ำใส่หัวของนังหนูนี่ให้รู้แล้วรู้รอดไป
น่าโมโหเสียจริง!
องครักษ์น้อยที่โกรธจนเจ็บหน้าอกถือถ้วยเครื่อง
เคลือบแล้วกินอย่างรวดเร็ว
อร่อยจริงๆ!
เว่ยหานกินด้วยท่าทีสง่างามทว่าไม่ช้า ไม่นานก็
กินบะหมี่ผัดเครื่องแกงหมดชามอย่างรวดเร็ว
พลางเหลือบมองสือเยี่ยน
สือเยี่ยนกำลังเลียชามเปล่า
ฮือๆๆ นี่คือบะหมี่ผัดเครื่องแกงจริงๆ หรือ อร่อย
เกินไปแล้วจริงๆ! เขาคิดว่าชามใหญ่แบบนี้เขากิน
ได้เพียงครึ่งเดียวก็อิ่มแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าจะพอแค่
ยัดซอกฟันเท่านั้น
เว่ยหานไอเสียงเบา
“นายท่าน?”
เว่ยหานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไปซื้อมาอีกชาม
หนึ่ง”
สุดท้ายสถานการณ์ก็เป็นเช่นนี้ คุณชายสามเซิ่ง
กินไปหกชาม เว่ยหานกินห้าชาม และสือเยี่ยน
กินสามชาม เว่ยหานใช้ผ้าเช็ดปากสีขาวเช็ดมุม
ปาก ดูเสียดายอย่างยิ่ง
เขายังกินได้อีกสองชาม แต่ตอนนี้เขาเป็นหนี้
แล้ว…
สาเหตุทั้งหมดคือสือเยี่ยนจอมตะกละกินไปสาม
ชาม!
ไคหยางอ๋องเหลือบมององครักษ์น้อยปราดหนึ่ง
สือเยี่ยนรู้สึกคับข้องใจเต็มอก
เขายังกินได้อีกห้าชาม แต่พอเขาอยากกินชามที่สี่
ความโกรธบนใบหน้านายท่านก็จับตัวกันเป็น
น้ำแข็งแล้ว เขาจึงต้องทนหิวต่อไป หงโต้วที่กิน
บะหมี่ไปสามชามใหญ่มองทั้งสามคนด้วยสายตา
ดูแคลน แค่นเสียงเย็นในใจว่า สามคนนี้คือจอม
ตะกละโดยแท้! โชคดีที่เมื่อถึงเมืองหลวงก็ไม่ต้อง
ดูแลเรื่องอาหารให้พวกเขาอีก
ดูเหมือนว่าฝั่ายที่ไล่ล่าคุณหนูลั่วจะยังไม่รู้ว่าคนที่
พวกเขาส่งมาทำภารกิจล้มเหลว หรืออาจเป็นไป
ได้ว่าการที่มีเว่ยหานเข้าร่วมขบวนด้วยทำให้
คนร้ายหวาดกลัว หลังจากนั้นหลายวัน
สถานการณ์ก็เงียบสงบทั้งหมดก็เดินทางถึงเมือง
หลวงอย่างปลอดภัย
มองเห็นประตูเมืองอยู่ไกลลิบๆ เว่ยหานก็ดึง
เชือกบังเหียนม้าแล้วหันไปพูดกับรถม้า “คุณ
หนูลั่ว ถึงเมืองหลวงแล้ว เราอำลากันตรงนี้เถิด”
ม่านรถสั่นไหวเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าสุขุม
ของหญิงสาว
“ได้” ลั่วเซิงเอ่ยสั้นๆ เพียงคำเดียว
หงโต้วผลุนผลันยื่นศีรษะออกมานอกหน้าต่าง ใน
มือถือสมุดบัญชีเล่มหนึ่ง “ท่านอ๋อง ค่าอาหารที่
ท่านค้างเราในหลายวันนี้รวมทั้งสิ้นสามพันห้า
ร้อยตำลึง โปรดส่งมาที่จวนแม่ทัพใหญ่โดยเร็ว
ด้วยนะเจ้าคะ”